1 ก.พ. 2024 เวลา 02:39

เวลาที่เราซื้อหุ้นตัวนึง

หากหุ้นตัวนั้นราคาลดลงจาก 100 บาทมาเหลือ 50 บาท
นั่นคือการลดลง 50%
แต่ในทางกลับกัน หากหุ้นตัวนั้นจะขยับจาก 50 บาทขึ้นไปสู่ 100 บาทเหมือนเดิม
นั่นคือการเพิ่มขึ้น 100%
และแน่นอนครับว่า การเปลี่ยนแปลงในระดับ 100% นั้น มันยากกว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับ 50% เยอะเลยทีเดียว
ความรักความสัมพันธ์ก็เช่นกันครับ
เวลาที่เรารู้สึก “ไม่โอเค” กับแฟนของเรา หลายคนเลือกที่จะไม่หยิบความ “ไม่โอเค” นั้นมาพูดคุยกับแฟนอย่างตรงไปตรงมาและเข้าอกเข้าใจ
(เช่น “ฉันเข้าใจว่าเธออาจจะรู้สึกมั่นใจในฝีมือการขับรถของเธอนะ แต่สำหรับฉันแล้ว เวลาที่ฉันนั่งรถเธอและเห็นเธอขับรถปาดซ้ายปาดขวาแบบนี้ ฉันรู้สึกกลัวและหวาดเสียวว่าจะเกิดอุบัติเหตุมากๆเลย…ฉะนั้น ครั้งหน้าที่ฉันนั่งรถเธอ เธอช่วยขับรถโดยที่ไม่แซงฉวัดเฉวียนได้ไหม?”)
เวลาที่เรารู้สึก “ไม่โอเค” กับแฟนของเรา หลายคนเลือกที่จะนิ่งเงียบ
นิ่งเงียบจนสิ่งที่ “ไม่โอเค” นั้นแย่ลงเรื่อยๆๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่ “ไม่โอเค” นั้นเริ่มจะ “ไม่โอเค” มากจนเราทนไม่ไหว และเกิด “ระเบิดตู้ม” ขึ้นมา
(เช่น “ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ! เธอนี่ขับรถแบบไม่แคร์ความรู้สึกของคนที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างฉันบ้างเลย! และไม่ใช่แค่เรื่องขับรถเท่านั้นนะ! เรื่องทำงานบ้าน เธอก็ไม่แคร์ความรู้สึกของฉันเลย! เธอปล่อยให้ฉันทำอยู่คนเดียวโดยที่ไม่คิดจะมาช่วยแม้แต่จะล้างจานบ้างเลย! ฉันแฟนเธอนะ ไม่ใช่แม่บ้านของเธอ! ฯลฯ”)
หลังจากที่ “ระเบิดตู้ม” ออกมาแล้ว การจะ “กู้สถานการณ์” ให้กลับไปเป็น “เหมือนเดิม” (ก่อนที่จะ “ระเบิดตู้ม”) มันคืองานยากเลยครับ (ยากไม่ต่างอะไรกับการที่หุ้นตัวหนึ่งจะขยับราคาจาก 50 บาทไปที่ 100 บาทเหมือนเดิม)
จริงอยู่ครับ การหยิบความ “ไม่โอเค” นั้นมาพูดคุยกับแฟนอย่างตรงไปตรงมาและเข้าอกเข้าใจนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ
แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ยังง่ายกว่าการ “กู้สถานการณ์” หลังจากที่เกิด “ระเบิดตู้ม” ออกมาแล้วเยอะเลยครับ
โฆษณา