Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
BETTERCM
•
ติดตาม
9 ส.ค. 2019 เวลา 09:21 • สุขภาพ
เบาหวาน
เบาหวาน มี 4 ชนิด
อ่านบทความ จาก ผศ.พญ. พิมพ์ใจ อันทานนท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ตามลิงค์
https://www.dmthai.org/index.php/knowledge/for-normal-person/health-information-and-articles/health-information-and-articles-old-3/846-2019-04-20-01-49-18
📌 #โรคเบาหวาน คือ โรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน โดยขบวนการนี้เกี่ยวข้องกับอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนเพื่อใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ตามสาเหตุของการเกิดโรค
1. #โรคเบาหวานชนิดที่1 (type 1 diabetes mellitus, T1DM) เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก
2. #โรคเบาหวานชนิดที่2 (type 2 diabetes mellitus, T1DM) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนร่วมด้วย
3. #โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus, GDM) เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดเมื่อไตรมาส 2-3 ของการตั้งครรภ์
4. #โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (specific types of diabetes due to other causes) มีได้หลายสาเหตุ เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน โรคทางต่อมไร้ท่อ ยาบางชนิด เป็นต้น
📌การวินิจฉัยเบาหวาน ทำได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธี ดังต่อไปนี้
1. มีอาการโรคเบาหวานชัดเจน ได้แก่ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ถ้ามีค่า ≥200 มก./ดล.
2. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) ≥ 126 มก./ดล.
3. การตรวจความทนต่อกลูโคส โดยให้รับประทานกลูโคส 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ถ้ามีค่า ≥ 200 มก./ดล.
4. การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ≥ 6.5% โดยวิธีการตรวจและห้องปฏิบัติการต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งยังมีน้อยในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้
ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2560 กล่าวว่าการวินิจฉัยโรคเบาหวานตามข้อที่ 2-4 ต้องมีการตรวจยืนยันอีกครั้งโดยใช้ตัวอย่างเลือดอันใหม่ ด้วยวิธีเดียวกันหรือต่างกันในวันถัดไป อย่างไรก็ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2562 ได้มีการเปลี่ยนแปลงว่า สามารถตรวจยืนยันอีกครั้งโดยใช้ตัวอย่างเลือดอันเดิมหรืออันใหม่ก็ได้ เพื่อให้การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากเบาหวาน ทำได้โดยการควบคุมระดับน้ำตาล ในปัจจุบันระดับน้ำตาลที่เป็นเป้าหมายจะมีค่าที่เหมาะในผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นกับอายุ ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน การมีโรคแทรกซ้อน ความเจ็บป่วยและโรคร่วม รวมถึงประวัติการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ
ถ้าเป็นเบาหวานมาไม่นาน ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือโรคร่วม ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงค่าปกติ หรือระดับ A1C < 6.5% (ถ้าเป็นไปได้) หรือ < 7%
ในขณะผู้ที่เป็นเบาหวานมานานและมีภาวะแทรกซ้อน หรือโรคร่วมหลายโรคที่รุนแรง เป้าหมายของระดับ A1C ประมาณ 7-8%
ส่วนในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี ถ้าไม่มีโรคร่วม ควรควบคุมให้เป้าหมายของ A1C < 7%
ถ้ามีโรคร่วมแต่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ เป้าหมายของ A1C ควรอยู่ที่ 7-7.5%
ถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีเปราะบาง อาจให้เป้าหมาย A1C สูงได้ถึง 8.5% ดังนั้นการตั้งเป้าหมาย A1C
**บทความจาก ผศ.พญ. พิมพ์ใจ อันทานนท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย
ด้วยความปรารถนาดีจากเพจ #เกร็ดความรู้คู่เบาหวาน
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2512450658777525&id=1663730346982898
ค่า “น้ำตาลในเลือด” ดูกันยังไง
1. การตรวจ Fasting blood sugar (FBS) คือ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหาร 8 ชม. เพื่อใช้ในการคัดกรอง และวินิจฉัยผู้มีปัจจัยเสี่ยงเป็นเบาหวาน นอกจากนั้นใช้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อประเมินผลการรักษา และตรวจป้องกัน
สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ค่าเป้าหมาย FBS ในการรักษาช่วงระหว่าง 70 ถึง 130 mg/dL
2. การทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด หรือ Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) คือ การทดสอบ OGTT จะใช้ตรวจเมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารแล้วได้ค่าสูงกว่าปกติเล็กน้อย (110-126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) การวินิจฉัยเบาหวานจึงจำเป็นต้องทำการทดสอบเพิ่มเติม โดยทำการทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด
3. ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c หรือ Hemoglobin A1c) คือ การตรวจค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาและประเมินผลการรักษาในภาพรวมช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ว่าคุณสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้หรือไม่ และใช้เพื่อการคัดกรองและวินิจฉัยภาวะเบาหวานในปัจจุบันด้วย
สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ค่าเป้าหมาย Hb A1c ในการรักษาน้อยกว่า 7 mg% [หากเป็นไปได้ควรน้อยกว่า 6.5 mg%]
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=672163426596657&id=569300140216320
องค์การอนามัยโลกและสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐฯ สนับสนุน HbA1c ให้เป็นวิธีตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน
การติดตามและรักษา
เป้าหมายหลักในการรักษาเบาหวานเพื่อลดระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงระดับปกติมากที่สุด ด้วยการใช้ยากินและการฉีดอินซูลินหรือการรักษาความคำแนะนำของแพทย์ที่รักษาควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย โดยจะช่วยป้องกันการเกิดอาการแทรกซ้อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=672065519939781&id=569300140216320
โรคไตจากเบาหวานและความดันสูง
การมีน้ำตาลในเลือดที่สูงมากเป็นระยะเวลานาน ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดเล็กๆ ที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ
ทั่วร่างกาย เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเสียการทำงาน ทำให้กรองของเสียไม่ได้ จนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง
ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็จะทำให้เสียชีวิตได้
โรคไต เป็นภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ความชุกของโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวาน
และความดันโลหิตสูง สูงถึงร้อยละ 17.5 ส่งผลต่อภาระค่ารักษาพยาบาล ทั้งส่วนของภาครัฐ ผู้ป่วยและครอบครัว
ผลจากโรคไต
ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
การป้องกันโรคไต
1.ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับดี คือน้อยกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตรหลังทานอาหาร 2 ชม.
2.ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
3.ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
4.ควบคุมน้ำหนัก
5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
6.งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา
https://www.facebook.com/569300140216320/posts/667885183691148/
ปัญหาโรคเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน
- หนึ่งในหกของผู้ป่วยเบาหวานจะเกิดแผลที่เท้าในช่วงของชีวิต
- แต่ละปีมีผู้ป่วยเบาหวาน 4 ล้านคนทั่วโลกเกิดแผลที่เท้า
- ทุกๆ 30 วินาที จะมีผู้ป่วยเบาหวานในโลกนี้ถูกตัดขาหนึ่งราย
- ในบรรดาผู้ที่ถูกตัดขา พบว่ามีสาเหตุจากโรคเบาหวานได้ถึง 70%
- ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสถูกตัดขามากกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน 40 เท่า
- โรคเท้าเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาล
- ผู้ที่ถูกตัดขาหรือเท้า ทำให้คุณภาพชีวิตเลวลง
- การถูกตัดขามักเริ่มจากการเกิดแผลที่เท้า
- การเกิดแผลและการถูกตัดขา สามารถป้องกันได้โดยการดูแลเท้าที่เหมาะสม
https://www.facebook.com/569300140216320/posts/675749096238090/
12 วิธีดูแลสุขภาพเท้า ก่อนถูกตัดขาจาก เบาหวาน
ปัญหาที่น่ากลัวของผู้ป่วยเบาหวานอย่างหนึ่ง นั่นคือการเป็นแผลที่เท้า เพราะหากไม่ดูแลให้ดีอาจสูญเสียและเสียชีวิตได้
ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยเบาหวานก็มีแรวโน้มการถูกตัดขาพิ่่มขึ้นจากการเป็นแผลที่เท้า
1.ล้างเท้าด้วยน้ำธรรมดา และสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อนทุกวันตอนเช้าและก่อนนอน ไม่ควรใช้แปรงหรือขนแข็งขัดเท้า ไม่จำเป็นต้องแช่เท้า
2.สำรวจเท้าด้วยตนเองทุกวันในสถานที่มีแสงสว่างเพียงพอว่ามีแผล รอยช้ำ ผิวเปลี่ยนสี เมื่อพบความผิดปกติควรพบแพทย์
3.ควรใช้กระจกส่องในการตรวจฝ่าเท้า ถ้าไม่สามารถก้มดูแลเท้าด้วยตนเอง หรืออาจขอให้ญาติช่วยสำรวจเท้า
4.ทาครีมหรือโลชั่นถ้าผิวแห้ง เพื่อป้องกันการเกิดรอยแตกทาบางๆโดยเว้นบริเวณซอกนิ้วเท้าและรอบเล็บเท้า ถ้าผิวหนังมีเหงื่อมากควรใช้แป้งฝุ่นหรือผงโรยเท้า
5.สวมรองเท้าตลอดเวลา ทั้งในและนอกบ้าน ไม่ควรเดินเท้าเปล่า
6.สวมรองเท้าขนาดพอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป วัสดุที่ทำควรใลักษณะนิ่ม ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงก่อนใช้รองเท้าควรตรวจดูว่าสิ่งแปลกปลอม อยู่ในรองเท้า
7.ควรใส่ถุงเท้าด้วทุกครั้ง โดยใช้ถุงเท้าที่ทำด้วยผ้าฝ้ายนุ่ม ไม่ควรใช้ไนล่อนหรือถุงเท้าที่รัดมาก
8.หลังอาบน้ำอาจใช้หินขัดเท้าเบาๆ ที่แคลตัส เพื่อลดการหนาตัว ห้ามใส่สรเคมีที่ซื้อตามร้านทั่วไปเพื่อลอกตาปลาหรือจี้หูด
9.การตัดเล็บ ให้ตัดหลังอาบน้ำใหม่ๆ เพี่ะเล็บเท้าจะนิ่มขึ้น ทำให้ตัดง่าย
10.เมื่อมีบาดแผล ควรทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผล ห้ามใช้ทิงเจอร์ไอโอดีน
11.งดการสูบบุหรี่ เนื่องจากมีผลให้หลอดเลือดตีบแข็ง อาจขาดเลือดมาเลี้ยงเท้า ทำให้เกิดแผลเนื้อตาย
12.การบริหารเท้าทุกวัน ช่วยทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่เท้าดีขึ้น โดยบริหารดังรี้ บริหารขาในท่าแกว่งเท้า ให้ยืนเกาะขอบโต๊ะ แกว่งเท้าไปมา ไม่งอขาขณะแกว่งในด้านหน้า
https://www.facebook.com/569300140216320/posts/667237987089201/
เบาหวาน (diabetes mellitus) เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของร่างกายตามมาในหลายระบบ อาทิเช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไตวาย เบาหวานขึ้นจอตา แผลที่เท้า เป็นต้น ในปัจจุบันพบโรคเบาหวานมาขึ้นเรื่อยๆ และเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก
เบาหวานทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางตาหลายอย่าง เช่น ผิวกระจกตาหลุดลอก ต้อหิน ต้อกระจก ปลายประสาทเสื่อม เป็นต้น แต่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุของตาบอดที่สำคัญคือ ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา (diabetic retinopathy)
เบาหวานขึ้นจอตาแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
1.เบาหวานขึ้นจอตาระยะตายใจ หรือระยะที่ยังไม่มีหลอดเลือยฝอยงอกใหม่ (non-proliferative diabetic retinopathy หรือ NPDR)
2.เบาหวานขึ้นจอตาระยะทำใจ หรือระยะที่มีหลอดเลือยฝอยงอกใหม่ (proliferative diabetic retinopathy หรือ PDR)
การมีจอตาบวมน้ำบริเวณจุดภาพชัด (macular edema) เป็นสาเหตุของตามัวที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีเบาหวานขึ้นจอตา สามารถพบได้ทั้งเบาหวานขึ้นจอตาในระยะต้นและระยะรุนแรง ดังนั้นแม้ว่าเบาหวานขึ้นจอตาโดยรวมจะยังไม่รุนแรง แต่ถ้าถ้ามีจอตาบวมน้ำบริเวณจุดภาพชัด ก็อาจทำให้ตามัวมากได้ ซึ่งต้องการการรักษา
ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ ภาควิชาจักษุแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
https://www.facebook.com/569300140216320/posts/656088971537436/
https://www.facebook.com/569300140216320/posts/651528611993472/
เหนื่อยเพราะชานมไข่มุก
วันนี้มีหญิงอายุ46ปี มาปรึกษาเรื่องเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เธอตั้งใจมาตรวจสุขภาพและขอให้ผมเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพหัวใจให้ ผมจึงเลือกให้เธอไปก่อนตามประสงค์
หลังจากได้ผลเลือด และตรวจechocardiogramแล้ว พบว่าผลตรวจหัวใจปกติหมด แต่ผลเลือดนี่สิ....เจ็บจริง
ผมถามประวัติเพิ่มเติมจึงทราบว่าในช่วง1-2 เดือนนี้ เธอน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย บางวันเพลียมากไปทำงานไม่ไหว
ผลเลือดพบว่าน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์สูงมาก ต่างจากเมื่อ1-2ปีที่แล้วอย่างหน้ามือเป็นหลังเท้า
ถามเธอว่าช่วงนี้ทานอะไรหวานๆมากไหม??
เธอเล่าว่าเธอทานชานมไข่มุกวันละแก้ว จากร้านในซอยแถวบ้าน
นี่ล่ะ เจอสาเหตุแล้ว
ชานมไข่มุกวันละแก้ว ทำให้เกิดอะไรบ้าง
น้ำตาลเธอขึ้นจาก 105 เป็น 359!!
น้ำตาลสะสมพุ่งไปที่ 12.6 (ค่าปกติไม่เกิน5.7)
ไตรกรีเซอร์ไรด์ เพิ่มจาก 222 เป็น 801!!
สรุปได้ว่าชานมไข่มุกวันละแก้วนี่ล่ะ ทำให้เธอเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด คือเป็นอาการของเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงมากนั่นเอง
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10213276277855731&id=1660706753
เพราะเหตุใดการรับประทานยา Metformin ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อม จึงควรงดก่อนและหลังการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT)
http://livewithdrug.com/2019/08/25/why-do-not-take-metformin-in-diabetes-with-kidney-failure-if-get-computerized-tomography-scan/
190911
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย