3 พ.ค. 2020 เวลา 13:16 • บันเทิง
มาแล้วนะคะกับตอนที่ 2.2 ยาแก้อักเสบ เรียกได้ว่ายาแก้อักเสบเขียนอธิบายยากมากๆ แล้วก็ยังมีคนใช้กันผิดอยู่เยอะเลย แถมบางคนก็ติดยาแก้อักเสบอีก แต่คอนเซปต์หลักค่ะ คือ “ยาแก้อักเสบ กับ ยาฆ่าเชื้อต่างกัน ใช้แทนกันไม่ได้” และยาแก้อักเสบค่อนข้างผลข้างเคียงอันตรายทุกตัว ควรปรึกษาแพทย์กับเภสัชกรก่อนใช้ค่ะ ไม่ควรซื้อใช้เอง 😀
เช่นเคยนะคะ ก่อนที่เราจะไปเข้าเรื่องยาแก้อักเสบเนี่ย เราก็ต้องมาคุยกันก่อนว่า อะไรคือการอักเสบ มันเหมือนกับติดเชื้อหรือเปล่า อักเสบทำให้ติดเชื้อ หรือติดเชื้อทำให้อักเสบ งงไปหมดจ้า
การอักเสบ(inflammation) คือ กระบวนการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ เช่น เชื้อโรค สารเคมี อุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บ ความร้อน และเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บหรือตายจากสิ่งดังกล่าวค่ะ ซึ่งการอักเสบจะทำให้สามารถกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ เกิดกระบวนการซ่อมแซ่ม และทำให้เนื้อเยื่อสามารถกลับมาทำงานอย่างปกติได้ค่ะ อย่างไรก็ตามการอักเสบมีผลเสียเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกันนะคะ คือหากเกิดการอักเสบมากเกินไป หรือเกิดการอักเสบแบบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะเกิดการทำลายเนื้อเยื่อนำไปสู่การทำงานของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติได้เช่นกันค่ะ
แล้วเวลามีการอักเสบนี่ ในร่างกายเรามีอะไรเกิดขึ้นบ้างน้าา
กระบวนการอักเสบจะประกอบด้วย 3 อย่างนะคะ
1. การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด : ร่างกายเราจะหลั่งสารหลายอย่าง ที่ทำให้เกิดการขยายของหลอดเลือด ทำให้เหล่าเม็ดเลือดขาวสามารถกรูกันเข้ามายังบริเวณที่อักเสบได้ค่ะ (ในส่วนของกระบวนการหลั่งสารต่างๆนี้ จะแนบลิ้งไว้ให้ไปศึกษาเพิ่มเติมนะคะ อาจทำให้เข้าใจกระบวนการออกฤทธิ์ของยาแก้อักเสบมากขึ้น เพราะว่าพวกยาแก้อักเสบก็จะมาออกฤทธิ์ไม่ให้เกิดสารเหล่านี้มากเกินไปนั่นเองค่ะ)
2. การเข้ามาของเม็ดเลือดขาว : เจ้าเม็ดเลือดขาวที่มากับเลือดนี้ทำหน้าที่เหมือนเป็นทหารที่เข้ามากำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคและเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บออกไปค่ะ
3. ผลกระทบที่เกิดกับร่างกายทั้งระบบ : ส่วนนี้ก็เป็นผลมาจากการหลั่งสารของร่างกายเช่นกันค่ะ เช่น การมีไข้ (เพราะว่าPGE2ที่กล่าวไปในบทความที่แล้ว ก็เป็น1ในบรรดาสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเวลามีการอักเสบค่ะ สามารถเข้าไปอ่านเรื่อง ไข้และยาลดไข้ได้ที่ลิ้งนี้เลยค่า >> https://www.facebook.com/onelarok/posts/127588392226021) และการปวดเมื่อยตามร่างกายค่ะ
ซึ่งลักษณะอาการของการอักเสบที่เราสามารถสังเกตได้ก็คือ
“ปวด บวม แดง ร้อน และการสูญเสียการทำงานของอวัยวะ” ค่ะ
ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเป็นสิวอักเสบ เราก็จะเห็นว่ารอบๆสิวแดง แล้วก็เจ็บด้วยใช่มั้ยคะ เวลาเราติดเชื้อ เป็นหวัด เจ็บคอไปหาคุณหมอ หมอก็มักจะขอตรวจว่าคอบวมหรือแดงรึเปล่า หรือเวลาที่เราออกกำลังกายแรงหรือหนักไป เกิดกล้ามเนื้ออักเสบ ทั้งบวม ทั้งแดงและเจ็บเลย
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากเน้นย้ำประเด็นที่สำคัญนิดนึงว่า การติดเชื้อนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งหากเราไม่กำจัดเชื้อโรคออกไป การอักเสบก็จะมีต่อไปเรื่อยๆไม่หายซักที ดังนั้นกินแต่ยาแก้อักเสบไม่หายนะคะ แถมกินเยอะก็มีผลเสียอีก แต่ว่าการอักเสบก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการติดเชื้อ ถูกมั้ยคะ ดังนั้น ไม่ควร(จริงๆอยากจะขอใช้คำว่า “ห้าม”) กินยาฆ่าเชื้อโดยที่ไม่ได้รับคำวินิจฉัยว่าการอักเสบนั้นเกิดจากการติดเชื้อนะคะ จะทำให้เกิดปัญหาการดื้อยาของเชื้อโรคได้ ซึ่งปัญหาการดื้อยานี้กำลังน่ากลัวขึ้นทุกวันเลยค่ะ
นอกจากนี้ ทั้งยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อล้วนมีข้อควรระวังและผลเสียในการใช้ทั้งนั้นเลยค่ะ ดังนั้นถ้ามีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน สูญเสียการทำงานของอวัยวะ สงสัยว่ามีการอักเสบ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนดีกว่านะคะ
สำหรับการหลั่งสารต่างๆและกระบวนการอักเสบโดยละเอียด เราได้หาทั้งเอกสารและวีดีโอประกอบความเข้าใจมาให้แล้วค่า
ทีนี้ก็มากล่าวถึงยาแก้อักเสบกันค่ะ
หลัก ๆ เลย ยาแก้อักเสบมี 2 กลุ่มยา คือ
1. กลุ่ม Corticosteroids (อ่านว่า คอ-ติ-โค-สะ-เตีย-รอย) ซึ่งมักเรียกย่อ ๆ กันว่า Steroids (อ่านว่า สะ-เตีย-รอย) คุ้นหูใช่ไหมล่ะคะ
2. กลุ่ม NSAIDs (อ่านว่า เอ็น-เสด) ซึ่งย่อมาจาก Non-Steroidal Anti-Inflammatory drugs หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “ยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์” อันนี้ก็คงจะคุ้น ๆ กันจากตอนที่แล้วเรื่องยาลดไข้นะคะ (ขอย้ำอีกทีว่าไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้เพื่อลดไข้นะคะ) แต่เดี๋ยววันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับยากลุ่มนี้ในอีกบทบาทนึงกันค่ะ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายาแก้อักเสบแบ่งได้ง่ายมาก ๆ เลย คือกลุ่มที่เป็นสเตียรอยด์ และไม่ใช่สเตียรอยด์ค่ะ
แต่ ! เมื่อมีคำว่า “กลุ่มยา” ก็แสดงว่าไม่ได้มียาแค่ตัวเดียวใช่ไหมคะ นี่คือตัวอย่างยาในแต่ละกลุ่มค่ะ
1. กลุ่ม Corticosteroids ตัวอย่างเช่น Dexamethasone (เด็กซาเมทาโซน), Prednisolone (เพร็ดนิโซโลน)
2. กลุ่ม NSAIDs ตัวอย่างเช่น (อันนี้จะเขียนเฉพาะชื่อไปก่อนนะคะ รายละเอียดค่อยไว้เล่าเพิ่มเติมหน้าถัดไป)
- Aspirin แอสไพริน
- Ibuprofen ไอบูโพรเฟน (หรือชื่อยี่ห้อยาคือ Brufen เม็ดสีชมพู เน้นใช้แก้ปวดค่ะ)
- Naproxen นาพรอกเซน (ใช้แก้ปวดทั่วไป)
- Diclofenac ไดโคลฟีแนค (หรือชื่อยี่ห้อยา คือ Voltaren มีทั้งแบบเจลใช้ทาแก้ปวด แล้วก็แบบกินค่ะ)
- Mefenamic acid (หรือชื่อยี่ห้อยา คือ Ponstan ใช้ลดปวดท้องประจำเดือนค่ะ)
- อีกกลุ่มจะเป็นยาที่ลงท้ายด้วยคำว่า -COXIBs (อ่านว่า ค็อก-ซิบ) เป็นยากลุ่มค่อนข้างใหม่ ใช้แก้ปวดเหมือนกัน
ผลข้างเคียงน้อยกว่ายาด้านบนๆ แต่ก็ยังมีข้อควรระวังในการใช้เยอะค่ะ
“ย้ำ! ไว้ก่อนเลยว่าส่วนใหญ่แล้ว NSAIDs จะเน้นใช้แก้ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อที่พาราเซตามอลกินแล้วเอาไม่อยู่ค่ะ” ตัวอย่างโรคก็เช่น รูมาตอยด์, เก๊าท์, ข้อเข่าเสื่อม, สะเก็ดเงินลงข้อ ฯลฯ หรือว่าเป็นปวดทั่วๆ ไป เช่น ปวดท้องประจำเดือนค่ะ
****NSAIDs ที่พูดมาเหมือนจะดีใช่มั้ยคะ แต่ผลข้างเคียงยาเยอะมาก ดังนั้นต้อง “ใช้เท่าที่จำเป็นและใช้ขนาดที่น้อยที่สุด เป็นเวลาน้อยที่สุดที่คุมอาการได้ค่ะ”****
มาดูกันนะคะว่ายาทั้ง 2 ตัวทำงานอย่างไร ถึงลดการอักเสบได้
เราได้กล่าวไปแล้วนะคะว่าในกระบวนการอักเสบเนี่ยจะมีการหลั่งสารมากมายที่มีผลกับหลอดเลือดและเม็ดเลือดขาวรวมไปถึงผลต่อร่างกายทั้งระบบ ยาแก้อักเสบก็จะมายับยั้งการหลั่งสารเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไปค่ะ มาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง (เรื่องชื่อสารฟังดูเข้าใจยากช่างมันก็ได้ค่ะ เอาเป็นว่ามันเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบค่ะ)
1. กลุ่ม Corticosteroids จะยับยั้งสารที่ชื่อว่า Phospholipase A2 หรือ PLA2 ซึ่งถือว่าเป็นสารต้นทางของการอักเสบเลยค่ะ ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ก็คือโคนต้น ถ้าเราตัดโคนทิ้ง ส่วนที่เหลือก็จะหายไปหมดด้วยเช่นกันค่ะ
2. กลุ่ม NSIADs จะยับยั้งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบเช่นกัน แต่เป็นสารตัวที่เกิดถัดมา ชื่อ COX ค่ะ
จะเห็นได้ว่ายาทั้ง 2 ต่างยับยั้งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ แค่ยับยั้งคนละจุด ถึงแม้ว่าจะลดการอักเสบได้เหมือนกัน แต่ทำงานกันคนละแบบ ดังนั้น”ผลข้างเคียงที่ตามมา” จึง “แตกต่างกันค่ะ”
มาดูที่กลุ่มแรกกันค่ะ
“Corticosteroids” หรือที่มักนิยมเรียกกันว่า Steroids (อ่านว่า สะ-เตีย-รอย) คิดว่ายาตัวนี้เป็นชื่อที่คุ้นหูมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ หลายคนคงเคยได้ยินมาว่านักกีฬาเพาะกายที่กล้ามใหญ่ ๆ เขาฉีดสเตียรอยด์โดปกล้ามกัน ขอบอกไว้เลยว่า สเตียรอยด์ที่ฉีดกล้ามเป็นยาโดป “ไม่ใช่” สเตียรอยด์ที่ใช้ลดการอักเสบนะคะ ที่เข้าใจกันผิดเป็นเพราะ การย่อชื่อนี่แหละค่ะ คือ สเตียรอยด์ที่ใช้ลดการอักเสบชื่อเต็ม ๆ คือ Corticosteroids (อ่านว่า คอ-ติ-โค-สะ-เตีย-รอย) แต่สเตียรอยด์ที่ใช้โดปกล้าม ชื่อเต็ม ๆ คือ Anabolic steroids (อ่านว่า อะ-นา-บอ-ลิก-สะ-เตีย-รอย) เป็นสเตียรอยด์ที่เหมือนฮอร์โมนเพศชาย พอฉีดแล้วจะช่วยเรื่องการสร้างกล้ามเนื้อค่ะ แต่! ผิดกฎในการเล่นกีฬาเต็ม ๆ นะคะ ถือว่าโกงกันชัด ๆ เลย
มาพูดถึงสเตียรอยด์ที่ใช้แก้อักเสบของเรากันดีกว่าค่ะ ก่อนอื่นสเตียรอยด์แบ่งหลัก ๆ ได้เป็นแบบกิน แบบฉีดและแบบทาค่ะ ปกติแบบทาจะใช้รักษาพวกโรคผิวหนังทั่วไป ถ้าอย่างไรควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ ไม่ควรซื้อใช้เองค่ะ ส่วนแบบกิน ยานี้เรียกได้ว่าเป็น ยาครอบจักรวาลเลยทีเดียว เพราะออกฤทธิ์เยอะมาก ๆ จึงทำให้หลายคนนิยมเอาไปผสมในยาลูกกลอน หรือยาชุดต่าง ๆ ที่เขาโฆษณากันว่าดีนักหนา กินแล้วเลือดลมไหลเวียน สดชื่นนั่นแหละค่ะ แต่! “สิ่งที่มีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์ค่ะ” เพราะผลข้างเคียงของสเตียรอยด์มีเยอะมาก ๆ จนไม่คุ้มเลยที่จะเสี่ยงกินสเตียรอยด์เอง โดยที่แพทย์ไม่ได้สั่ง ผลข้างเคียงก็เช่น ภูมิคุ้มกันจะต่ำลง ทำให้เสี่ยงติดเชื้อ คุ้มน้ำตาลได้ยากในผู้ป่วยเบาหวาน กระดูกพรุน ฯลฯ
และที่สำคัญ คือ กลไกการลดการอักเสบของสเตียรอยด์ที่ไปยับยั้งสารตัวแรกที่ร่างกายสร้างเปรียบเสมือนการ “กดภูมิคุ้มกัน” ค่ะ เพราะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้เลย ดังนั้นจึง”ห้ามใช้สเตียรอยด์ในผู้ที่มีการติดเชื้อ แต่การอักเสบเกิดจากการติดเชื้อ! “ และส่วนใหญ่การอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อด้วยนี่สิคะ
อีกประเด็นที่ควรทราบคือวิธีตรวจสอบยาแผนโบราณค่ะ ว่าน่าเชื่อถือหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าแอบผสมสเตียรอยด์มาหลอกเรา ซึ่งทำได้โดยให้ตรวจดูฉลากที่ปิดผนึกบนภาชนะบรรจุ ว่าจะต้องมีเลขทะเบียนตำรับยาซึ่งแสดงว่าได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยเลขทะเบียนดังกล่าวขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “G” สำหรับยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศ หรือ “K” สำหรับยาแผนโบราณที่นำเข้ามาในประเทศ
นอกจากนี้ฉลากจะต้องมีรายละเอียดอื่น ๆ ได้แก่ ชื่อยา สูตรยา ชื่อและจังหวัดที่ตั้งของผู้ผลิตยา วันเดือนปีที่ผลิตยา เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตยา ปริมาณยาที่บรรจุ เนื่องจากหากเป็นทะเบียนยาปลอมรายละเอียดจะไม่ครบถ้วน เนื่องจากเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องแจ้งให้ทราบค่ะ
สรุปคือ สเตียรอยด์ควรเป็นยาที่ใช้เมื่อแพทย์สั่ง ไม่ควรใช้ด้วยตัวเองค่ะ และต้องระวังยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาซึ่งอาจมีการปนเปื้อนสเตียรอยด์ด้วยนะคะ
อ้างอิง : สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้เองเลยค่ะ https://bdn.go.th/th/sDetail/15/51/
อาจจะต้องทบทวนเพิ่มก่อนว่าพอร่างกายอักเสบมาก ๆ เราจะเกิดอีกอาการตามมาค่ะ คืออาการ “ปวด” เหมือนที่ได้กล่าวไว้แล้วตอนต้นว่าการอักเสบสังเกตได้ง่าย ๆ โดยอาการ “ปวด บวม แดง ร้อน (4 ตัวนี้ง่ายสุด 5555)” ดังนั้นถ้า NSAIDs ใช้แก้อักเสบได้ NSAIDs ก็ใช้แก้ปวดได้ค่ะ และก็เป็นที่นิยมมากด้วย (อย่างไรก็ตาม ถ้ามีแค่อาการปวด โดยไม่มีสัญญาณของการอักเสบ เช่นปวดหัวเฉยๆ เรายังแนะนำให้เริ่มจากพาราเซตามอลก่อน NSAIDs นะคะ)
ดังนั้น NSAIDs มักใช้เป็นยาแก้ปวดแก้อักเสบ ซึ่งการแก้ปวดแก้อักเสบของ NSAIDs นั้นก็ครอบจักรวาลมาก ๆ ตั้งแต่ปวดประจำเดือนไปจนถึงปวดข้อเลย ทั้งนี้ขอ ย้ำ! อีกรอบว่า NSAIDs เป็นกลุ่มยา ยาแต่ละตัวก็จำเพาะต่ออาการ ต่อที่อวัยวะต่างกัน และมีข้อควรระวังต่างกัน เพราะฉะนั้น NSAIDs ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ค่ะ “เพราะ NSAIDs คือหนึ่งในกลุ่มยาที่มีผลข้างเคียงเยอะมาก ๆ “ มากจริง ๆ นะคะ เล่นเอานศพ.จำกันไม่หวาดไม่ไหวทีเดียว แต่เอาหลัก ๆ คือ อาจทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต ความดันโลหิตสูง กิน NSAIDs ไปโรคอาจจะแย่ลงนะคะ และยาบางตัวทำให้เลือดไหลไม่หยุด บางตัวทำให้ลิ่มเลือดอุดตันอาจเกิดเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือที่รู้จักกันในนามสโตรกตามมาได้ค่ะ..
ขอย้ำอีกรอบ! NSAIDs ใช้เท่าที่จำเป็นค่ะ อย่าใช้เยอะ ใช้นาน อันตรายมากๆ
ขอย้ำอีกรอบ! NSAIDs ใช้เท่าที่จำเป็นค่ะ อย่าใช้เยอะ ใช้นาน อันตรายมากๆ
ถ้าใครมีเอ็นเสดที่บ้านตอนนี้ แนะนำให้อ่านสิ่งนี้เพิ่มค่ะ : https://www.facebook.com/100004684420243/posts/1291044847728317/
โฆษณา