ข้อจำกัดโดยทั่วไปของการทดสอบคะแนนสมอง
การได้คะแนนสูงๆ หรือเต็ม แปลว่าจะต้องปกติ ในผู้ที่มีการศึกษาสูง บางครั้งในช่วงผิดปกติเล็กน้อย อาจยังทำคะแนนได้ดีอยู่ จึงต้องอาศัยประวัติจากทั้งผู้ป่วยและคนไกล้ชิดประกอบด้วย ว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในการพิจารณา
ในคนที่คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ แปลว่า เป็นโรคสมองเสื่อม นั้นก็ไม่ถูกต้อง เพราะในผู้ที่มีความผิดปกติด้านการสื่อสาร ด้านภาษา การศึกษา ก็มีผลกับคะแนน รวมถึงการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมนั้นต้องไปตามเกณฑ์การวินิจฉัย ที่สำคัญคือต้องประเมินการรบกวนการทำงานในชีวิตประจำวันด้วยหรือไม่ ต้องไม่เป็นโรคอื่น เช่นภาวะสับสน โรคซึมเศร้า และโรคที่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้
คะแนนสมองในแต่ละแบบทดสอบมีความไวในการวินิจฉัยโรคต่างกัน โดยแบบทดสอบที่มีการทำที่มีระดับความยากมากกว่า ก็จะทำให้ความไวลดลง แต่จะมีความจำเพาะมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นในผู้ที่สงสัยมีความผิดปกติ หากทำแบบทดสอบแล้วได้คะแนนสูง อาจต้องมีการประเมินที่ละเอียด และเฉพาะเจาะจงขึ้น เช่น การทำMOCA ต่อจากการทำ MMSEหรือ TMSE หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจทำการทดสอบการทำงานของสมองให้เฉพาะเจาะจงไปในตำแหน่งความผิดปกตินั้นๆ เช่นการทดสอบการจำคำ(Word naming test), การทดสอบเรียกชื่อสิ่งของ (Object recognition test), การจดจำหน้าคน(Face recognition test), การทดสอบนับเลขไปข้างหน้าและถอยหลัง(Digit span test), การทดสอบแบ่งกึ่งกลางเส้น(Line bisection task), การฝึกยับยั้งตัวแปรแทรกแซงจากความหมายสีของคำศัพท์ (Stroop test), การทดสอบการยับยั้งห้ามใจโดยการเคาะโต๊ะ(Go-No-GO), การค้นหาสัญลักษณ์(Symbol cancellation test) เป็นต้น เพื่อให้สามารถค้นหาความผิดปกติที่ละเอียดขึ้นได้ โดยนำผลการทดสอบไปเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์โรค โดยผู้เชี่ยวชาญ