7 ก.พ. 2021 เวลา 17:47 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
วันนี้ได้วาดรูปกับการบ้านของครูหยอยแห่งวาดสตูดิโอ
วาดเสร็จก็นึกถึงบทความที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2014
หลังจากที่ออกมาจากโรงภาพยนต์ในคืนนั้นเลย
Mitty ที่เป็นพระเอกของเรื่องเนี่ย บุคลิคเค้าก็เป็นประเภทลุงเชย ๆ น่าเบื่อ อึ้ง ๆ บื้อ ๆ ทื่อ ๆ ดูแล้วเป็นลุงที่ไม่น่าสนใจ ไม่อยากคุยด้วย ไม่อยากชวนไปกินข้าวด้วยนะ แต่พอลุงได้ออกเดินทางแค่ไม่กี่วัน กลับมาลุงแม่งเปลี่ยนไปเป็นคนล่ะคนเลย ลุงดูเท่ ลุงดูน่านั่งคุยด้วย ดูน่าสนใจ อยากให้ลุงเล่าเรื่องชีวิตลุง ไรงี้อ่ะ
หนังจะบอกว่า การเดินทางแค่เนี๊ย เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนบุคลิคลุงไปเลยเหรอ? ไม่น่าเชื่อใช่มั้ย? แต่ถ้าใครเคยจับเป้มายัด ๆ ของลงไปแล้วออกเดินทางคนเดียวไปที่ ๆ ห่างไกลจากชีวิตประจำวันซัก 40-50 วัน ไปเจออะไรที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ ทั้งเหตุการณ์ดี-เลว-สุข-ทุกข์-ยิ้ม-ร้องไห้-คิดถึง-บอกลา ฯ ในระยะเวลาสั้น ๆ ถ้าได้เจออะไรพุ่งเข้าที่ใจเราแบบนั้นทั้งหมด ก็จะเข้าใจได้ว่า หนังมันไม่เกินจริงเลยนะ
1
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วตอนมดอายุ 27 ปี อาจจะไม่ได้เริ่มต้นเดินทางเพราะต้องตามหาอะไรที่สำคัญอย่างเช่นที่ Mitty ทำในหนัง แต่มดก็ยัดทุกสิ่งทุกอย่างลงในเป้หนึ่งใบพร้อมกล้องฟิล์มหนึ่งตัว ออกเดินทางจากกรุงเทพขึ้นไปแม่ฮ่องสอน-แม่สะเรียง-ปาย-เชียงของ-ปากแบง-หลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจัน-ฮานอย-เว้-มุยเน่-โฮจิมิน-พนมเปญ-เสียมเรียบ ใช้ระยะเวลาทั้งหมดร่วมสองเดือนคนเดียว
ช่วงเวลาสองเดือนนั้น เปลี่ยนโลกทั้งใบของมดที่เคยมีมาตลอด 27 ปีไปเลย เปลี่ยนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต วิธีมองโลก เปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง ซึ่งในตอนนั้นเราไม่รู้ตัวเองหรอกว่าอะไรมันเปลี่ยนไปบ้าง ก็เหมือนกับ Mitty ที่หลังจากกลับมาบ้านแล้ว ไม่รู้และอาจจะไม่ได้เอะใจว่า โรคและอาการฝันกลางวันของเค้านั้นหายไปแล้ว หายไปตอนไหนก็ไม่รู้
กว่าจะรู้ว่าร่างภายในตัวเรานั้น กลายเป็นร่างใหม่ที่ลอกคราบเดิม ๆ ออกไปแล้ว ก็น่าจะผ่านมาหลายปีหลังจากนั้น ซึ่งไม่สำคัญหรอกว่าเราจะรู้เมื่อไหร่ เพราะเรื่องสำคัญกว่านั้นก็คือ มันได้เกิดขึ้นแล้วนั่นเอง
ดังนั้นกับเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่มดได้คุยด้วยเสมอ มดจึงมักจะสนับสนุนให้ออกเดินทาง ที่ไม่ใช่ออกไปเที่ยวเฮฮากุ๊บกิ๊บกับแก๊งค์เพื่อน แต่ออกเดินทางไปคนเดียว ไปในที่ ๆ เราไม่รู้จัก ที่ ๆ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรอเราอยู่บ้าง ไปได้ไปเจอสถานการณ์ที่จะระเบิดเกราะบาง ๆ ที่ครอบเราอยู่ทั้งชีวิต
คำถามที่มดได้รับหลังจากเล่าเรื่องการเดินทางครั้งนั้นให้ฟังก็มักจะเป็นคำถามหลัก ๆ ที่ว่า ไม่กลัวเหรอ? ... กลัวนะ แต่ไม่ได้คิดถึงความกลัวมากกว่าความสนุก และความตื่นเต้นที่จะได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ไต้เจอคนใหม่ ๆ ได้เอาชนะตัวเอง ชนะความกลัว ไปโดยไม่มีแผนที่ละเอียดว่าจะนอนที่ไหน กี่วัน ไปที่ไหนบ้าง ตอนนั้นมีแผนคร่าว ๆ แค่ ลาว-เวียดนาม-กัมพูชา เท่านั้นเอง ชอบที่ไหนก็อยู่ที่นั่นนานหน่อย จะไปที่ไหนต่อก็ถามเพื่อนนักเดินทางด้วยกัน ภาษาอังกฤษงู ๆ ปลา ๆ บ้าน ๆ ที่ไม่เคยกล้าจะคุยกับฝรั่งหน้าไหน ก็ได้ระเบิดตัวเองออกมาจากกำแพงสมองตั้งแต่การเดินทางครั้งนั้นเอง
และอีกคำถามที่ได้รับก็คือ มันอันตรายนะมด ถ้ามดมีลูกสาวมดจะให้ลูกสาวไปเหรอ ตอนนั้นมดยังไม่มีลูกก็ตอบไปว่า ให้ไปค่ะ ตอนนี้มีลูกและเป็นลูกสาวก็ยังคงคำตอบเดิมว่า ให้ไปค่ะ ซึ่งมดมั่นใจว่ามะลิจะดูแลตัวเองได้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และน่าจะได้รับประโยชน์จากการเดินทางอย่างที่พ่อกับแม่ได้รับ อย่างน้อย ๆ ก็ได้รู้ว่า โลกไม่ได้มีแค่บ้านและที่ ๆ เรารู้สึกปลอดภัย อย่างน้อย ๆ มะลิก็จะเป็นคนที่โลกกว้างจากการเดินทางและสัมผัสจริง
1
กว่ามะลิจะโต มะลิจะได้ยินเรื่องราวการเดินทางของพ่อและแม่ที่ทำให้พ่อกับแม่ได้เจอกันและรักกัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอถึงวันที่มะลิพร้อมจะโบยบิน ถ้าไม่ให้ไป ก็ไม่รู้จะตอบลูกยังไงเหมือนกัน
1
โฆษณา