3 ต.ค. 2021 เวลา 02:00 • ปรัชญา
เวทมนต์ คาถา ทำให้เกิดอะไร เป็นกิเลสอย่างหนึ่งที่ร้อยรัดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลงใหลแวดล้อม เดินไปกับความทุกข์ ยึดทุกข์ จมอยู่กับทุกข์ นำทุกข์เข้ามาหาตัวเอง ทำลายจิตของตัวเอง ทำลายคนที่เรารัก
เมื่อท่องบ่นเหมือนเราไปเรียกร้อง วิญญาณร้ายเข้ามาหาตัวเอง เข้าบ้านเข้าช่องที่ตนอาศัยเช่น อยากจะเป็นจักรพรรดิยิ่งใหญ่ ทะเยอทะยาน อยากได้ ไม่สิ้นสุด ไม่มีใครเสมอข้า ข้ายิ่งใหญ่ อยากได้อะไร ต้องได้ นั่งพึมพำกันไป แล้วจิตน้อยๆ มันจะสร้างบุญกุศลได้มั้ยเนี่ย จะทำบุญ ก็เรียกร้องหากรรมเข้าตัว
แต่คนยุคนี้ กลับชอบ เจ้าชายสิทธัตถะ ยังต้องหนีเวียงวัง ดูให้ดีท่องคาถา นั้นมันเป็นตัวโลภใช่มั้ย อยากได้ อยากมีตัวช่วย มันจะมีแต่ผีที่หิวโหยมาช่วย เพราะไปเรียกร้องเค้ามาเอง เรียกร้องกรรมให้มากขึ้น ทำร้ายตัวเอง ทำลายคนที่เรารัก ญาติสนิทมิตรสหาย ใครอยู่ใกล้ ก็ร้อน เวลาเกิดไม่พอใจ ไม่ได้ดังใจ ก็เหวี่ยงเป็นทวีคูณขึ้นไป อารมณ์รุนแรงขึ้น ไปทางพวกมิลักขะ หรือ ตามเทวทัตไป แล้วเวลาจิตออกจากร่างมันจะไปไหน ไม่จมธรณีหรอกหรือ ทบทวนพิจารณาดูเหตุผลให้ดี เวลาพลาดไป จิตเราต้องเดินทางอีกยาวไกลจมอยู่ในความทุกข์
ถ้าเราสังเกตสักนิดหนึ่ง นักบวชที่เข้าครองจีวร ตอนเข้าโบสถ์มาขอบวช เดินออกจากโบสถ์ก็มีแค่ ผ้ากาสาวพัสตร์ เดินออกมา เดินออกมาไปหาอะไรมาใส่ให้มันรุ่มร่าม แสดงเครื่องหมายอะไรให้ประจักษ์ ประกาศก้องว่า..ข้าเป็นผู้หลง ใครจะเดินตามข้า เหมือนเทวทัตไม่ได้เดินตามรอยคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีแต่แอบอ้างพระพุทธเจ้า แอบอ้างมาสนับสนุนทิฐิอัตตาตน เอามาทำอะไร ให้คนเคารพนบนอบ อุดมด้วยลาภสรรเสริญเยินยอนั้น..เยี่ยงอย่างของใครกัน ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองได้ยศ ไปสร้างเวียงวังหรือยังไง เมื่อเดินออกจากโบสถ์ มาสะสางกรรม เดินหนีกรรม หรือ ว่าไปสร้างกรรม สะสมกรรม ไปโพทนาทำให้ผู้คนเค้าหลงใหล ที่จะให้เบาบางเรื่องกรรม เบาบางทุกข์ หรือ ว่าซ้ำเติมให้ทุกข์มันมากขึ้น ในคำว่าหลงใหล หลงว่า จะร่ำรวยเงินทอง ยศฐานบรรดาศักดิ์ คนมันชอบอยู่แล้ว ก็เข้าไปติดแห จะแกะออกก็ยากเย็นแสนเข็นเข้าไปอีก เพราะคนเรามันอ่านจิตตัวเองไม่ออก
ดูกันเอง คำว่า พระ..มาจากว่า..พอละกับเรื่องราวของโลก หยุดเรื่องราวของโลภโกรธหลง เดินหนีสิ่งที่จะทำให้ยึดหลงใหล พัวพันให้มีภาระต่อจิต เป็นกรรมเป็นทุกข์ กับเรื่องที่ไปหลงยึดทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เป็นภาระเป็นทุกข์ คล้องเวรกรรมด้วยกิริยาพฤติกรรมไม่สำรวมของกายวาจาใจ ทั้งปัจจุบัน ชาตินี้ชาติหน้า (ผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นเครื่องหมายธรรม ห่มให้ดี ทำไม่ดีสิ่งได้ มีแต่เลือดกับหนอง เพราะไม่มีใครบังคับให้มาห่ม สมัครเข้ามา แล้วทำอะไร คนทำกรรม..กรรมก็ทำคน จิตออกจากร่างเมื่อไหร่ มีแต่ทุกข์ทรมาน ถึงบอกว่า เวลาทำบุญ เราทำกับเครื่องหมายของธรรม กราบเครื่องหมายธรรม ไม่ได้กราบที่ตัวบุคคล บุคคลที่ไม่ได้ครองกาสาวพัสตร์ จะมีใครกราบไหว้มั้ย ทำนองเดียวกับพ่อแม่กราบพระลูกชายทีบวช จะถวายอะไรก็ต้องกราบ ก็บุคคลเดียวกันนั้น ไปครองผ้ากาสาวพัสตร์ ทำไมพ่อแม่เอาของให้ลูกต้องเปลี่ยนไป)
ยุคนี้เราคงได้เห็นหนังสือสวดมนต์ที่พิมพ์แจกกันมากมาย ภายในหนังสื่อก็เรื่องของบทคาถาอะไรต่างๆ มาให้ พร้อมทั้งอานิสงส์การสวดคาถา เราลองพิจารณาว่าที่เราต้องการคาถามาท่องมาสวดเพราะอะไร เป็นเพราะความอยากความโลภของเราหรือไม่ เรื่องคาถาเวทมนต์มันคืออะไร มันเป็นอารมณ์ของเราที่พาจิตไปยึด ท่องซำ้ไปซำ้มา จนจิตนี้ไปไหนไม่ได้ ยึดติดเป็นสัญญา เป็นสีดำ ติดทนนาน ผูกติดไว้กับธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าที่ตนอาศัย
ที่เราท่องเพราะเรามีตัวอยาก อยากอย่างนั้นอย่างนี้ บางคนก็ทำขึ้นเสียด้วย เป็นนักเลงเป็นขโมยก็ท่อง คนปกติก็เอามาท่อง ท่องมากๆ จิตก็ยึด คนโบราณเค้าบอกว่าไปท่องในป่าช้าแหละดี เพราะมันเงียบสงัด มีอะไรผิดปกติ ใบไม้ ลมพัด มันหลอน มันกลัวก็ท่องเอาเป็นเอาตาย จนจิตมันยึด มันแข็งขึ้นมา มีกำลังเกิดขึ้น. เป็นฤทธิ์
ที่นี้ใครเล่าที่ส่งฤทธิ์ให้ ในเรื่องโลก เมื่ออยากจะมีฤทธิ์มีอะไร ที่หาคำตอบไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ คนป่าคนดง ก็บนบาน หาอะไรมาบูชา มาเซ่นไหว้ สร้างเป็นศาลอะไรขึ้นมา (ซึ่งถ้าเราสังเกตเปรียบเทียบดู เรื่องราวแบบนี้มีอยู่ไปแถบจะทั่วทั้งโลกแหละ )คราวนี้ก็มีจิตทีเร่ร่อน มาอาศัยกินอาศัยอยู่ พวกที่เร่ร่อนนี้ จิตไม่มี บุญอาศัย สูดกลิ่นของเซ่นไหว้ เช่นเปรตอสุรกาย พวกนี้กลิ่นตัวแรง
หากเราสัมผัสได้ เราก็อยากจะหนี หงุดหงิดรำคาญกลิ่นนั้น เพราะมีสถานที่อยู่ที่กินให้พวกนี้ อยู่มีคนมาเซ่นไหว้มากๆ พวกนี้ก็มาอาศัยกิน อาศัยนอนคอยรับอาหารจากผู้มาเซ่นไหว้ เมื่อมีผู้เอาของมาแก้บน พวกเร่ร่อนก็ไปกิน ไปเลีย นำ้ลายอะไร ของพวกนี้ก็ลงไป กับอาหารที่มาเซ่นไหว้ เมื่อผู้เซ่นไหว้ ลาขอพวกนี้ไปกิน ก็ทำให้เกิดพิษ ท้องเสียบ้าง ปวดหัว เป็นไข้ บางทีก็ไม่เป็นทันที ค่อยเป็น แล้วก็หาสาเหตุไม่ได้ พอวันโกนวันพระก็ไม่สบายตัว หงุดหงิด ปวดหัวตัวร้อน แต่ไข้ไม่มี กินยาก็แต่บรรเทา เดี๋ยวก็เป็นใหม่ แล้วบอกว่าเป็นโรคประจำตัว
เรื่องเหล่านี้มันมี พอป่วย ปวดเนื้อปวดตัว นอนไม่หลับ ทุกข์ทรมาน มีใครมาแนะนำให้ไปบน ไปหา คนทรง ไปหาหมอดู ก็เชื่อ เพราะไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ไปเห็นเขาทรง เขาบอกให้ทำอะไร รับขันธ์ เอาอะไรมาบูชาก็เชื่อ ก็ต้องกลายเป็นบริวารของผีไป ทำบุญทำทานไม่ได้แล้ว เข้าหาพระปฏิบัตดีปฏิบัติชอบไม่ได้ เพราะผีมันร้อน มันก็พาออก หรือบางทีผีมันรู้ว่าไปในสถานที่ของพระ มันเข้าไม่ได้ มันก็ก็โดดออก รออยู่ข้างนอก พอคนนี้ที่มันจองเหมือนเป็นทาสมันออกมามันก็กระโดดขี่คอใหม่
ถามว่าทำมั้ยเป็นเช่นนั้น เป็นเพราะว่าคนเรามันโลภ ก็มีคนหัวดี เอาคำอะไรทีดูสูงมาแต่งมาท่องบ่น กลายเป็นจิตฮินดู อ้อนวอน เปิดทางให้ภูตผีที่ยังไม่ได้ไปเกิด พวกที่ตายก่อนอายุขัย เพราะกรรมตัดรอน เปรตอสุรกายบ้าง จิตเร่ร่อนบางดวงก็เป็นนักเลงเป็นอันธพาลหิวกระหายเหมือนคนเรานี้แหละ ก็เข้ามา เหมือนเราไปเชิญเขา มันก็ทำให้นิสัยคนนั้นเปลี่ยน กิริยากายวาจาเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน เพราะผีมันมามีอำนาจเป็นใหญ่ในกายของเรา เราไม่มีอะไรไปฝืนเขา ก็ตามทีเขาสั่งไปที่วิญญาณอารมณ์นึกคิด จึงเกิดวิปริตขึ้น
เค้าเรียกว่าคุมทั้งกายทั้งจิตของเราให้ทำตาม พอพวกนี้เขามา คนนั้นก็ไม่รู้จักพระคุณพ่อแม่ เพราะผีมันเห็นว่าไม่ใช่พ่อแม่ของมัน พวกนี้เวลาพ่อแม่ตักเตือน มันก็ไม่ชอบใจไม่พอใจ กลายเป็นพวกจิตมิลักขะเสียแล้ว มีแต่เดินลงเหว จมลงไปเรื่อยๆ โรคร้ายก็เข้ามา เป็นมะเร็ง เป็นโรคภัยขึ้น เป็นตรงนั้น รักษาหาย ก่อไปเริ่มที่ใหม่อีก เป็นอย่างนี้จนร่างกายทนไม่ไหว ผลที่สุดก็ทำอะไรไม่ไหว เป็นมากๆก็นอนติดเตียง เป็นแล้วก็ต้องไปหาหมอ เดือดร้อนหมออีก รักษากันไป กินยาซึมเศร้า ว่าสารเคมีในสมองไม่ปกติบ้าง อะไรกันไป ยิ่งกินยายิ่งต้องใช้ยาแรงขึ้น ร่างกายเจ็บก็รักษาไป กายเจ็บปวดจิตก็รับความรู้สึกเจ็บปวดอยู่กับกรรมกันไป รับกรรมกันไป ก่อนตายก็ทุกข์ขนาดนี้ แล้วจากโลกนี้ไปจะทุกข์ขนาดไหน หาสุขไม่เจอเลย
เคยฝันเห็นมีเด็กตัวเล็กพาขึ้นรถ เหมือนรถทัวร์ วิวสองข้างทางเป็นภูเขามีต้นไม้สวยงาม บรรยากาศเหมือนผีตากผ้าอ้อม นั่งไปจนมืด ลงจากรถ เห็นมีแสงไฟสลัวที่หนึ่งก็เดินเข้าไปใกล้ อ้าว..ตรงนั้นมีแคร่ไม้ไผ่ มีเสื้อผ้าสีกรักพับวางอยู่ ก็เข้าไปนั่ง จับผ้านั้นดูแล้วก็วาง ไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่ง ปกหนังสือเหมือนเอาหนังวัวมาทำ หยิบมาแล้วก็วาง ไม้ได้เปิด หันไปอีกทาง เห็นเป็นทางมะพร้าวมาประดับ ดัดเป็นซุ้ม ก็เดินเข้าไปดู ข้างในซุ้ม มีคนนอนอยู่ ลักษณะโกนผม ห่มผ้าสีกรัก นอนไม่กระดุกกระดิก แต่ปากก็ท่องอะไร ไม่หยุดเลย เรายืนดูสักพัก ก็ออกมายืนห่างจากซุ้มนั้น บรรยากาศ เงียบอึมครึม แปลกๆ แล้วเราก็นั่งรถออกมา พอลงรถ ก็เห็นเด็กวิ่งแค่พริบตาก็เห็นไปไกลเสียแล้วก็ตื่น
เล่าความฝันนี้ให้พระที่นับถือฟัง พอเริ่มเล่า ท่านก็บอกว่าป่านี้มันสวยใครเข้าไปก็หลง พวกชอบฤทธิ์ก็ไปท่องเวทมนต์คาถา ส่งออกมา นอนท่องอยู่อย่างนั้น ส่วนพวกที่สร้างบารมีก็ไปอยู่ข้างในไม่ออกมาหรอก ท่านถามอีกว่าไปสวมใส่เสื้อนั้นกับเปิดหนังสือดูมั้ย บอกท่าว่าแค่หยิบแล้วก็วาง ท่านบอกว่าดีแล้วที่ไปสวมเสื้อที่เขาวางไว้กับเปิดหนังสืออ่าน แล้วท่านก็บอกว่าตรงนั้นเป็นสถานที่อะไร
มีครั้งหนึ่งไปคุยกับตาที่เรียนของไสยศาสตร์มา วันแรกที่พบกัน ตานั่งตัวตรง บอกว่าไปเรียนวิชานี้มามันมีอาถรรพ์ ได้แต่แก้กรรมของคนอื่น แต่ไม่ได้แก้กรรมของตนเอง แล้วตาก็ชี้มือไปที่ฤาษีที่ตั้งอยู่ด้านหลัง ตอนหลังท่านก็แสดงเป็นภาพให้ดู เป็นคนผมมวยก้มกราบพระ ถามพระท่าน บอกว่าพวกนี้เป็นฤาษีดาบส ที่เขาเรียกกัน
เรื่องของสิ่งพวกนี้มันน่ากลัว ขัดขวางความเจริญ ส่วนมากพอได้มาใหม่ๆ เหมือนดี สุดท้ายก็ทำลายคนที่เกียวข้อง พอท่องคาถา ทำน้ำมนต์ ผ้ายันต์ ตะกรุด จิตที่ล่องลอยอยู่ ก็เหมือนถูกดูด มามัดมายึดกับวัตถุสิ่งของนั้น บางที่ท่องบ่นคาถาไปก็กลายเปืนสีดำ เพราะทำด้วยความอยาก ความโลภ สิ่งเหล่านี้ ยากจะรู้เห็น บางครั้งเห็น แต่ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจที่มาที่ไป ของพวกนี้มีตัวกระทำไสยศาสตร์ติดมา เราเอาเข้าบ้าน บ้านก็ร้อน คนในบ้านคุยกันก็มัก ขุ่นเคือง ทะเลาะกัน บ้านก็หาความสุขไม่ได้ เอาไปวางบนหิ้งพระ หน้าพระ ก็เป็นหมอกควันสีดำ ปกคลุมหิ้งพระหรือหน้าพระ ที่เรากราบไหว้ พระ ก็หมองไม่สว่างไสว ทำอะไรมักไม่ขึ้น ได้เงินมา 10 บาท แต่เสีย 100 บาท แล้วจะรุ่เรื่องได้อย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้ ส่งเสริมให้กรรมมันแรงขึ้น
ในที่ทำงาน ใครเอาสิ่งเหล่านี้มาวางที่โต๊ะ คนที่เอามาวางนั้นโต๊ะนั้นก็เป็นคน ขี้หงุดหงิด ไม่ช่วยเหลือใคร ใครมาคุยกับคนนี้ ก็มักหงุดหงิด ไม่ชอบไม่พอ นานไปก็เป็นเรื่องทะเลาะกัน ทั้งที่เหมือนไม่มีเรื่องราวอะไร แต่ก็ไม่ถูกกัน บางครั้งก็ทำให้คนที่อยู่ใกล้นั่งใกล้ๆ หงุดหงิดรำคาญ สมองมึนงง ทำอะไร เหมือนย้ำคิดย้ำทำ เบลอ เผลอ คิดว่าทำอะไรแล้ว แต่จริงยังไม่ได้ทำ ทำให้เผลอทำอะไรผิดพลาดง่าย ทั้งที่เรื่องไม่ควรผิดพลาด
คราวนี้พอเห็นคนโน้นคนนี้เอาอะไรมาวางตามโต๊ะทำงาน ตามที่พวกหัวหมอแนะนำว่าดีอย่างงั้นอย่างงี้ก็เอามาวางกันใหญ่ มันก็ไปกันใหญ่ ยิ่งเป็นพวกพนังงานของ แม่ค้าก็หาตัวช่วยกันใหญ่ หาสิ่งที่มองมาช่วย เอาตุ๊กตามาช่วยเป็นหุ่นผีมาอาศัย มาจากพวกจิตเร่ร่อน ผีตายโหงบ้าง พวกนี้ไม่มีบุญหรอก สมมุติถ้าเป็นคนก็บอกว่าคนยากจน ใครนำมาอยู่ด้วย ใหม่ๆส่วนมากหลอกให้เห็นว่าดี เสร็จแล้วก็แย่ คำว่าทุกข์ยากก็ตามมา เรื่องเหล่านี้มันทำให้ชีวิตเรามีความสุขจริงหรือ อีกอย่างหนึ่งสำหรับคนที่เคยทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ พอโดนเรื่องนี้เข้าไป ก็เปลื่อนไม่ทำบุญสวดมนต์ไหว้พระเหมือนเดิม เพราะพวกนี้มันพาไปทางของทุกข์ จมอยู่กันทุกข์ ไม่ใช่ทางให้เบาบางจากทุกข์
สมัยก่อน หิ้งพระของคนไทย ก็ไม่มีอะไรมากมาย มีแค่รูปพระพุทธไว้ กราบไหว้ ตามวัดก็เป็นวัดที่สร้างถวายพระพุทธเจ้า ตามวัดโบสถ์วิหารศาลา ก็ไม่มีชื่อใครมาเขียนว่า แต่ปัจจุบันนี้ประตูของฉัน หน้าต่างของฉัน ฉันทำราคาเท่านี้ กระเบื้องของฉันกี่แผ่น เขียนชื่อจองกันไป แล้วบอกทำกฐินผ้าป่าสามัคคี สร้างโบสถ์วิหาร จองกันเป็นส่วนๆ มีราคาบอกด้วย ทำแล้วเขียนชื่อติดให้เหมือนป้ายโฆษณา เขาทำบุญเขาหวังอะไรกัน แล้วร่วมสร้างจะได้โบสถ์ทั้งหลังมั้ย ได้อยู่แค่ประตูหน้าต่าง กระเบื้องแผ่นสองแผ่น สิบแผ่น สร้างโบสถ์วิหารเสร็จ มีแต่ชื่อญาติโยมสลักเต็มไปหมด ก็ไหนว่าทำบุญ สละแล้ว สละโลภโกรธหลง แล้วสิ่งที่เขียนชื่อตามโบสถ์วิหารนั้นชื่อใคร
มันก็เหมือนสละไม่จริง ยังยึดอยู่ เป็นมลทิน ไม่บริสุทธิ์กลายเป็นโบสถ์วิหารของโยมไป เพราะชื่อก็กำกับไว้อยู่ สู้คนที่สร้างด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ค่อยมีเงินกับเขา มีเงินบาทเดียวน้อมถวายต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บำรุงศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ร่วมสร้างโบสถ์วิหารทั้งหลัง
มีโบสถ์เก่า สร้างไว้สวยงาม มีกำแพงแก้วล้อมรอบโบสถ์ คนยุคนี้ก็เอาปูนมาทำเป็นกล่อง สำหรับบรรจุกระดูก เรียงรายบนกำแพงแก้ว ทำกำแพงแก้วหมดสง่าราศี คนโบราณเขาไม่เอาของเล่านี้มาไว้ในสถานที่อย่างนี้ รอบโบสถ์อย่างนี้ คนสมัยกลับไม่แยกแยะ แล้วเขาทำเพื่ออะไร ทำเพื่อหวังอะไร ได้อะไร สำหรับคนที่ทำ เช่น บางที่ก็มีศาลาอเนกประสงค์ ทั้งทำบุญพิธีอะไรก็ศาลานี้ งานศพก็ศาลานี้ ก็แปลกดี แล้วพวกเร่ร่อนเวลามาอาศัยก็ไปไหนไม่ได้ กินนอนอยู่ตรงนั้นแหละ
ปล.เรื่องราว พวกนี้ มันเจริญ รุ่งเรืองในบ้านเมืองไหน บ้านเมืองนั้นก็วิบัติ หาความสงบสุขไม่ได้เลย ร้อนไปในคำว่าวิญญาณของความทุกข์ แค่คิดเล่นทุกคนก็อยากเป็นจักรพรรดิด้วยผีสิงสถิต ทะเยอทะยาน หิวโหยอยากได้ อย่างงั้นอย่างงี้อยูตลอดเวลา อารมณ์ก็คอยแต่จะวิปริต ผู้ที่ไปท่องแล้ว คุยกับลูกหลาน พี่น้อง มันความสุขมั้ยเมื่อสิ่งเหล่านี้ สังเกตุเอาเอง อย่าเชื่อนะ เราไม่ใช่คนโง่นิ เราก็มีปัญญาพิจารณาสักหน่อย
เรื่องราว เหล่านี้ เมื่อนำเข้าสู่จิตสู่กาย ที่สุดกายป่วยจิตป่วย ก็แก้ไขได้ยากเย็นเหลือเกิน มีแต่เรื่องราวทุกข์กายทุกข์จิต ไม่หยุดหย่อน โดยไม่รู้ตัว ว่าเกิดมาจากอะไร เหมือนกับว่า ไอ้สิ่งที่เรายึดอยู่นั้น มันปิดบังตาไปหมด ปิดบังสติปัญญา จมกับทุกข์ เรื่องราวเหล่านี้เราต้องมีสติ ใช้เหตุผลมากๆ พิจารณามากๆ ว่าสิ่งเหล่านี้ ทำให้สุขหรือทุกข์กันแน่ จะยึดหรือทิ้งไปก็อยู่ที่ตัวเราเอง
โฆษณา