7 พ.ย. 2021 เวลา 13:10 • หนังสือ
เคยมีปัญหากับสเปกตรัมศีลธรรมที่เเตกต่างกันของผู้คนรอบข้างไหมครับ ?
ทำไมการไม่เเต่งเครื่องเเบบนักเรียนถึงผิดในมุมมองของคนกลุ่มนึง ? ทำไมการไม่เชื่อในความเท่าเทียมถึงผิดในมุมมองของคนกลุ่มนึง ? ...แล้วทำไมการเป็นคนไม่มีศาสนาถึงผิดในมุมมองคนกลุ่มนึง ? ทำไมการบีบบังคับให้คนทำตามขนบดั้งเดิมถึงผิดในมุมมองคนกลุ่มนึง ?
...เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้องมันเกิดจากอะไร ทำไมคนเเต่ละคนถึงมีจริตทางด้านคุณธรรมไม่เหมือนกันวะ ...ไปจนถึงขั้นที่บางครั้ง เรารู้สึกเหมือนว่าคนบางคนเเม่งมาจากคนละจักรวาลกับเรา
ศีลธรรมคืออะไร เป็นสากลมั้ย ? เคยมีนักปรัชญาไปจนถึงนักศาสนาหลาย ๆ คนที่พยายามลดทอนคำคำนี้ให้ง่าย พยายามลดทอนมันลงให้อยู่ในรูปแบบง่าย ๆ ...แต่ศีลธรรมมันเป็นเรื่องง่ายขนาดจริงหรือเปล่า ? ...คิดแบบบ้าน ๆ คือถ้ามันซิมเปิ้ลขนาดนั้นแล้วคงไม่เกิดการปะทะกันอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้
The Righteous Mind เป็นหนังสือที่พยายามอธิบายว่า ทำไมอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม ถึงดูเหมือนจะไม่มีทางเข้ากันได้เลย ปะทะกันมาหลายร้อยปีแล้วก็ยังไม่จบ ต่างคนต่างด่าว่าอีกฝั่งโง่ ไร้ศีลธรรม ลืมรากเหง้า เต่าล้านปี ไดโนเสาร์ ฯลฯ
อันดับเเรกเลยคือคนเรามักมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับตัวเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไตร่ตรองทุกอย่างอย่างใช้เหตุและผล ...ซึ่ง Jonathan Haidt ไม่เชื่อว่าความเข้าใจนี้เป็นเรื่องที่ถูก
...เขาเชื่อว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์นี่ตอบสนองด้วยระบบอะไรซักอย่างในสมองเรา ในระดับสัญชาตญาณ ที่ตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ แบบเน้นความไวเข้าว่า เป็นระบบกึ่งอัตโนมัติที่ควบคุมอยู่ในเบื้องต้น (ซึ่งอาจวิวัฒน์มาจากการที่มนุษย์ในอดีต ...ในสมัยที่มัวเเต่ใช้เหตุผลไตร่ตรองคงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วง)
...พูดง่าย ๆ คืออารมณ์หรือความรู้สึกคืออะไรซักอย่างที่จะผุดขึ้นมาเมื่อคุณพบประสบการณ์แบบใดแบบหนึ่ง แล้วสมองเราค่อยหาเหตุผลมาแก้ต่างให้กับสิ่งที่ระบบอัตโนมัติของเราเลือกอีกทีหนึ่ง
นี่เป็นสิ่งที่ Jonathan Haidt พยายามอธิบายตั้งเเต่ในหนังสือ The Happiness Hypothesis โดยเปรียบจิตใต้สำนึกเป็นช้าง และจิตรู้สำนึกเป็นควาญช้าง หน้าที่ของควาญช้างคือการพยายามควบคุมช้างเท่าที่จะทำได้ แต่ก็อนิจจาคุมได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายถ้าช้างมันจะดื้อ ไปทางอื่น หน้าที่ของควาญช้างก็ทำได้แค่พยายามอธิบายหรือหาเหตุผลมาเเก้ต่างในการกระทำของช้าง ซึ่งตรงกับสิ่งที่ David Hume เคยพูดเอาไว้ว่า “Reason is, and ought only to be the slave of the passions” - เหตุผลนั้นแท้จริงคือทาสแห่งความปรารถนา
คำถามต่อมาคือ แล้วช้างเรามันจะชอบไม่ชอบอะไรมันขึ้นอยู่กับอะไร ? Jonathan บอกว่าชุดศีลธรรมในแต่ละคนนั้น เกิดจากการประกอบกันด้วย Moral Matrix 5 แบบ ซึ่งช้างของคนแต่ละคนให้น้ำหนัก หรือ Prioritise ความสำคัญของแต่ละแมทริกซ์ ไม่เท่ากัน (เช่น บางคนหนักข้อ 1 , 2 และ 6 มากหน่อยก็มีแนวโน้มที่ Spectrum ทางการเมืองจะชิดไปทางซ้าย หรือบางคนให้น้ำหนัก 4 , 5 มากหน่อยก็จะชิดไปทางขวา) ซึ่งขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม ข้อมูลที่ได้รับ หรือประสบการณ์ที่เคยเจอมา
แมทริกซ์ศีลธรรมทั้ง 5 แบบของ Jonathan Haidt
➊ Matrix นัมเบอร์วัน คือ “แมทริกซ์การป้องกัน / ดูแล” เป็นพื้นฐานศีลธรรมที่ทำให้เราผูกพันกับคนอื่น ดูแลซึ่งกันเเละกัน เมตตากัน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอและเปราะบาง และทำให้เราเกิดความรู้สึกที่รุนแรงกับคนที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอเเละเปราะบาง อย่างเด็กหรือคนแก่
➋ Matrix ที่สอง คือ “แมทริกซ์ความยุติธรรม / การหลอกลวง” เป็นรากฐานที่ทำให้มนุษย์อยู่ด้วยกันได้ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน ทำให้เราเป็นคนรักความยุติธรรม เกลียดการถูกเอาเปรียบ เกลียดการคดโกง การหลอกลวง
➌ Matrix ที่สาม คือ “แมทริกซ์การซื่อสัตย์ / การหักหลัง” ความซื่อสัตย์ทำให้เราอยู่กันได้เป็นกลุ่มใหญ่ ให้ความสำคัญกับความเป็นพรรคพวก กีดกันคนนอก แต่ก็ทำให้เกิดความสามัคคี และเสียสละเพื่อคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แมทริกซ์ศีลธรรมข้อนี้ทำให้เราเกลียดการทรยศหักหลัง
➍ Matrix ที่สี่ คือ “แมทริกซ์อำนาจ / การล้มล้าง” มาจากการที่มนุษย์อยู่ภายใต้ Social Hierarchy มานาน ผู้มีอำนาจที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายนั้นสำคัญต่อการดูแลผลประโยชน์ของคนในสังคม สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกเดือดร้อนเวลามีคนพยายามจะโค่นล้มอำนาจที่เราให้การยอมรับ (ซึ่งคนแต่ละคนอาจให้ความชอบธรรมกับสัญลักษณ์ทางอำนาจที่เเตกต่างกันไป)
➎ Matrix ที่ห้า คือ “ความบริสุทธิ์ / ความศักดิ์สิทธิ์” เป็นศีลธรรมที่ทำให้เราต่อต้านสิ่งที่สกปรก ความน่าขยะแขยง ความปนเปื้อนต่าง ๆ ในแง่ของจิตวิทยา ทำให้เราเคร่งต่อขนบหรือกรอบของสังคมมากขึ้น รวมไปถึงความเคร่งศาสนา ทำให้เกิดความเดือดดาลเวลาที่สิ่งที่เราเคารพบูชา หรือสิ่งที่บริสุทธิ์นั้นถูกทำให้แปดเปื้อนหรือถูกดูหมิ่น
➏ Matrix ที่หก คือ “เสรีภาพ / การกดขี่” เป็นศีลธรรมที่ให้น้ำหนักการเสรีภาพ และต่อต้านอำนาจที่พยายามกดขี่เสรีภาพ
Jonathan Haidt เชื่อว่าศีลธรรมของคนเราเกิดจากการประกอบกันของ Matrix หกแบบนี้เเหละ ซึ่งเเต่ละคนเเต่ละกลุ่มก็อาจจะรู้สึกเข้มข้นในแต่ละข้อต่าง ๆ กันไป เกิดเป็น Spectrum ทางศีลธรรม (หรืออาจจะทางการเมืองด้วย) ที่เเตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าคนแต่ละกลุ่มมีค่านิยมที่จะ Prioritise แมทริกซ์ทางศีลธรรมแบบไหน พฤติกรรมทางศีลธรรมแบบไหนที่สำคัญที่สุด และแบบไหนที่รองลงมา
คอนเสปต์ตรงนี้ค่อนข้างเปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อความขัดแย้งไปได้ในระดับนึงเลย และอยากแชร์ให้อ่านกันเยอะ ๆ เพราะมันทำให้เราเข้าใจว่าทำไมอนุรักษ์นิยมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมเสรีนิยมถึงเป็นแบบนี้ โดยตัวหนังสือเองไม่ได้ก้าวก่ายเเละพยายามโน้มน้าวให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งให้กลายเป็นอีกฝั่ง คล้าย ๆ Surrouded by Idiots ที่อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ... บางครั้งคนที่เราคิดว่าเป็น Idiots จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้เลวร้ายโดยเนื้อแท้ เค้าแค่มองโลกในมุมที่ตรงข้ามกับเรา เค้าแค่คิดต่างจากเรา (แบบสุดขั้ว) เฉย ๆ
ยอมรับว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำให้ผมเลิกตัดสิน หรือเลิกปรามาสคนที่มีชุดศีลธรรมต่างจากผมมาก ๆ ...แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่า Threshold ในการตัดสินใครซักคนถูกตั้งเอาไว้สูงกว่าเดิมพอสมควร ซึ่งทำให้ผมหงุดหงิดกับการเมืองน้อยลง ในขณะที่ผมยังคงมีแนวคิดทางการเมืองแบบเดิม
ปล. สุดท้ายนี้ขอทิ้งประโยคคูล ๆ ที่หนังสือเล่มนี้ทิ้งไว้ให้ผมนะครับ “ศีลธรรมนั้นผูกมัดเเละมืดบอด มันผูกเรากับทีมทางอุดมการณ์ที่ต่อสู้กันราวกับว่าชะตารรมของโลกนี้ ขึ้นอยู่กับชัยชนะของฝ่ายเราในเเต่ละสมรภูมิ มันปิดตาเราจากข้อเท็จจริงที่ว่าเเต่ละทีมประกอบด้วยคนดี ผู้ซึ่งมีบางอย่างสำคัญที่อยากบอกเรา”
//ลอย
แนะนำให้อ่านมากกกกกก
โฆษณา