31 มี.ค. 2022 เวลา 14:31 • การ์ตูน
EP : 1,005
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด
ครั้งนึงโลกเราเคยแบน ก่อนที่จะมากลมจนถึงทุกวันนี้..... มนุษย์เราเรียนรู้จากความเจ็บหรือจะเรียกว่าความผิดพลาด ... สร้างและทำลาย ทำลายแล้วสร้าง...... ไปเรื่อยๆ .... ครับ แม้ตอนนี้เราจะยืนอยู่บนโลกที่หลายๆเรื่องราวได้รับการพิสูจน์ หรือได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์มาเรียบร้อยแล้วว่ามันเป็น มันคือ มันใช่มันถูกหรือมันผิด...ก็ตาม แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินไปอยู่นั้น ความเชื่อบางอย่าง หรือการพิสูจน์บางสิ่งที่เคยได้รับการยืนยันว่ามันถูก ก็กำลังถูกทำลายลงด้วยหลักฐานและทฤษฎีใหม่ๆ ตามความรู้ใหม่ๆ หรือความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่มากขึ้น ไปเรื่อยๆ และขบวนการเหล่านี้ที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดเวลาตามประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็จะเกิดขึ้นตลอดไปจวบจนวันสุดท้ายของโลกเรา....
ผมเป็นคนชอบอ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ครับ ทั้งสิ่งที่ยืนยันได้ด้วยหลักฐานหรือความเชื่อ หรือยังพิสูจน์ไม่ได้ก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ผมเรียกมันว่า “ความสงสัยใคร่รู้” ซึ่งเป็นความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์เราที่ถูกฝังอยู่ใน DNA ของมนุษย์ทุกคน และ “มันนี่เอง” ที่ทำให้มนุษย์เราก้าวเดินมาอยู่ตรงจุดนี้ ... แต่นั่นก็หมายถึงก้าวเหล่านั้นที่ได้พามนุษยชาติมายืนอยู่ถึงจุดๆนี้นั้น มันได้เคยเหยียบย้ำรอยเท้าเดิมๆ เก่าๆ มาเรื่อยๆ ทั้งๆที่รอยเท้าเหล่านั้นเคยเป็นรอยใหม่มาก่อน ก่อนที่จะโดนรอยเท้าใหม่นี้เหยียบย้ำและก้าวผ่านมา... ใช่ครับทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความสงสัยใคร่รู้นี่แหละครับ
มีไม่บ่อยนะครับ ที่จะมีมังงะที่หยิบเรื่องราวในอดีตอย่างพวกเรื่องราวความเชื่อทางศาสนาและโลกของเรามาเขียนเป็นมังงะ ผมหมายถึงเขียนแนวจริงจัง ไม่ได้ออกแนวแฟนตาซีหรือทำให้ดูสนุกเป็นหลักนะ เพราะที่ผ่านมาผมจะพบว่า เวลาหยิบเรื่องราวความเชื่อในอดีตมาเขียน มักจะผสมและนำเสนอออกมาให้สนุกแฟนตาซีเอาไว้ก่อนครับ ซึ่งมันก็ดีนะ หลายเรื่องผมชอบมากๆ กับการได้อ่านอะไรที่สนุกแบบนั้น หรือไม่ก็เล่าเรื่องความเชื่อในอดีตพวกนี้ผ่านชีวประวัติของบุคคลสำคัญในอดีตบางคน ซึ่งการเล่าแบบนี้ดูเป็นตัวเป็นตน น่าเชื่อถือ และน่าสนใจตั้งแต่เริ่มต้น ยิ่งคนๆนั้นเป็นคนที่ดังและเราสนใจด้วย การจะถูกดึงให้เข้าไปอ่านมันเป็นอะไรที่ดูไม่ยากสำหรับมังงะที่พูดถึงความเชื่อในอดีตผ่านบุคคลสำคัญของโลกครับ
แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละครับ ผมถึงบอกว่า “มีไม่บ่อย” ที่จะมีมังงะหยิบเรื่องความเชื่อในอดีตพวกนี้มาเล่าแบบตรงๆ หรือจริงจังเพราะแน่นอนว่าอย่างแรกมันเป็นความเชื่อเก่า ที่ถูกพิสูจน์หรือทำลายลงไปแล้ว ความน่าสนใจของมันกับการเล่าตรงๆ นั้น มันดูไม่น่าตื่นเต้นหรือตื่นตาชวนอ่านอะไรนัก ยิ่งเล่าแบบไม่ใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาเล่าด้วยแล้ว โดยพื้นฐานแทบจะไม่มีอะไรชวนให้สนใจอ่านด้วยซ้ำครับ ....และก็เพราะอย่างนั้น ผมถึงมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจไงละครับ
“สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด” เป็นเรื่องราวในอดีต ในยุคที่ศาสนาคือทุกสิ่ง ความเชื่อที่ศาสนาบอกผ่านบาทหลวงไปนั้น “ทรงพลัง” และห้ามท้าทายไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ เพราะหนทางผู้ที่ปฎิเสธความเชื่อหรือคำสอนจากศาสนานั้น อาจจบลงด้วย “การเผาทั้งเป็น” ก็เป็นไปได้
และสำหรับเด็กที่ฉลาดอย่าง “ราฟาล” คนนี้ก็เช่นกัน ด้วยการเข้าใจถึงหลักของ “เหตุและผล” และใช้ชีวิตแบบเข้าใจ “สถานการณ์ว่าอะไรควรไม่ควร” ทำให้เขาถีบตัวจากเด็กกำพร้าที่ยากจน กลายมาเป็นลูกบุญธรรมของบาทหลวงที่ทำหน้าที่สอนเด็กๆ และด้วยความฉลาดเขาจึงกำลังจะได้เข้าไปศึกษาต่อในระดับมหาลัย ซึ่งสำหรับยุคสมัยนี้แล้ว มีเด็กนับนิ้วได้ที่จะสามารถก้าวไปถึงการศึกษาระดับนี้ได้ และแน่นอนในสาขาที่เหมาะกับผู้มีการศึกษาในยุคนี้ด้วยอย่าง “สาขาเทววิทยา” นั่นเอง
และแน่นอน.... “ราฟาล” ย่อมเข้าใจถึงความไม่สมเหตุสมผลของการห้ามศึกษาถึง “ท้องฟ้า” เพราะ “ท้องฟ้าและดาราศาสตร์” มันเชื่อมโยงกัน .... และความเชื่อมโยงนั้นมันขัดแย้งกับความเชื่อของโลกตามพระคำภีร์และคำสอนทางศาสนา ซึ่งสำหรับคนที่มีอนาคตไกลอย่างเขาแล้ว แม้จะสนใจในเรื่อง “ท้องฟ้าและดาราศาสตร์” ขนาดไหน มันย่อมไม่ดีแน่ๆ หากมันจะทำให้ชีวิตของเขาต้องไปเสี่ยงและอาจจบลงที่การถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนนอกรีต” ซึ่งอาจหมายถึงการถูกเผาทั้งเป็น ด้วยเช่นกัน
แต่แล้ววันหนึ่ง จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็มาถึง เมื่อเขาถูกพ่อใช้ให้ไปรับ “ฮูเบิร์ต” ชายนอกรีตที่ถูกจับเพราะ “ทำวิจัยต้องห้าม” แต่กำลังจะถูกปล่อยตัวหลังได้ผ่านการบำบัดเรียบร้อยแล้ว การพบกันระหว่างชายคนนี้กับเขาราฟาล ผู้ยึดหลัก “เหตุและผล” กำลังจะทำให้เขาค้นพบความหมายของการมีชีวิต แม้นั่นอาจจะพาเขาไปสู่ “ความตาย” ที่เขาไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนก็ตาม.....
อย่างที่บอกครับว่าผมไม่ค่อยได้เจองานมังงะแนวเล่าตรงๆ อย่างนี้ซักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นผมถึงแปลกใจไม่ใช่น้อยที่เจอกับเรื่องนี้ ซึ่งถ้าถามผมแล้ว ด้วยความที่ผมชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ถือว่าเรื่องนี้น่าสนใจสำหรับผมตั้งแต่เบื้องต้นครับ
ด้วยเรื่องราวที่ผมมองว่ามันหนักอยู่ไม่น้อยตัวเรื่องเล่าโดยใช้การปะทะกันทางความเชื่อของผู้ที่มองต่างกับคนที่มีหน้าที่ในการดูแลการมองต่างนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ผ่านบทสนทนาและการกระทำที่ชัดเจนให้เห็นว่า การมองต่าง จะประสบผลอย่างไร ซึ่งมันได้ผลนะครับ นัยนึงคือบอกให้เราเห็นและรู้อย่างชัดเจนว่าการเชื่อในสิ่งที่ต่างยุคสมัยนั้นจะเกิดผมอย่างไรขึ้นกับตัวเขา ก็อยู่ที่ตัวเขาเองว่าจะเลือกเปลี่ยนเพื่อชีวิตหรือจะเลือกเชื่อตามเดิม และหากเป็นอย่างนั้นเหตุผลของเขาคืออะไร?
เนื่องจากการเล่าตรงๆโดยใช้บทสนทนาง่ายๆ แต่ชัดเจน เป็นสิ่งที่เรื่องนี้ใช้ในการสื่อสาร ผมมองว่าสิ่งที่จะทำให้คนอ่าน “อิน” หรือ เข้าใจในความหนักเบาของโชคชะตาของผู้ที่จะแย้งความเชื่อของศาสนาด้วยความเชื่อของตนเองว่ามันหนักหนาแค่ไหนในเรื่องนี้ มีอยู่ 2 อย่างครับ อย่างแรกคือประสบการณ์และความสนใจดั้งเดิมของคนอ่านว่ารับรู้เรื่องราวในอดีตอย่างยุคมืดของยุโรปมาก่อนมากน้อยแค่ไหน และ ความสามารถของผู้วาดมังงะผ่านงานภาพว่าทำได้ถึงขนาดไหน ผมมองว่าปัจจัย 2 อย่างนี้คือสิ่งที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้สนุกหรือหนัก หรือน่าเบื่อครับ
เรื่องนี้ยิ่งเป็นคนที่ชอบอ่านงานในช่วงเดียวกันตามประวัติศาสตร์หรือมีความรู้ช่วงการเปลี่ยนแปลงของยุโรปช่วงนั้นจะยิ่งอินและเข้าใจถึงความหนักและยากของการจะก้าวผ่านช่วงเวลาความเชื่อนั้น ที่ศาสนาสามารถกำหนดให้เป็นและตาย รวมหรือจนได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งหากคนอ่านมีความเข้าใจในช่วงเวลานั้นแล้ว จะอ่านเรื่องนี้สนุกมากขึ้นครับ แต่หากไม่เข้าใจบริบทของความเชื่อในช่วงเวลานั้นแล้ว เรื่องนี้จะน่าเบื่อและดูไม่มีอะไรให้สนใจเลยทันทีนะ นี่คือสิ่งแรกที่ผมมองว่ามันจะกำหนดว่าคนแบบไหนที่จะอ่านเรื่องนี้สนุก ซึ่งเป็นปัจจัยจากผู้อ่านเองครับ
อีกสิ่งนึงก็คือ “ลายเส้น” ในเรื่องนี้ครับ เพราะต้องบอกตรงๆ ว่าผมรู้สึกว่าลายเส้นเรื่องนี้น่าจะทำให้หลายคนไม่ชอบเมื่อได้เห็น ซึ่งจริงๆ ผมก็กึ่งๆ คิดแบบนั้นเช่นกัน ลายเส้นเรื่องนี้ไม่ได้สวยหรือดึงดูด หรือชวนอ่านซักเท่าไหร่ และต้องยอมรับตรงๆ ว่าหากได้มือวาดที่ดีกว่านี้ งานนี้จะดิ่งและพาคนอ่านเข้าสู่ความเครียด หรือความสิ้นหวังตามจังหวะของเนื้อเรื่องได้อย่างดีเลยครับ ซึ่งโดยส่วนตัวผมยังมองว่า ลายเส้นในเรื่องนี้ สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการนำเสนอ เรื่องราวของยุคสมัยที่ความเชื่อทางศาสนาเป็นตัวกำหนดชีวิตของผู้คนได้ดีระดับนึงเลยครับ แต่ก็ตามที่ผมบอก ผมเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้จะไปได้ไกลมากขึ้นหากลายเส้นพัฒนาขึ้นมากกว่านี้ครับ เรื่องราวที่ใช้อารมณ์ร่วมค่อนข้างสูงในการนำเสนอแบบนี้ ลายเส้นเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องราวเลยครับ
“สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด” เรื่องและภาพโดย Uoto ในไทยออกมาแล้ว 2 เล่มโดย สนพ สยามอินเตอร์คอมมิคครับ ในตอนนี้ยังหาอ่านได้ไม่ยากครับ ใครสนใจลองไปหาอ่านได้เลยนะครับ
ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้เข้าทางกับความชอบของผมเลยนะครับ จริงๆต้องบอกว่าผมคือกลุ่มเป้าหมายที่จะรับข้อความจาก อ. ผู้เขียนได้ในแบบที่ อ. คาดหวังไว้ คงไม่แปลกที่ผมจะบอกอย่างนี้นะ เพราะมองในแง่นึงเรื่องนี้มีความเฉพาะและเป็นเรื่องที่ไม่เข้ากับคนกลุ่มกว้างของตลาดซักเท่าไหร่ เพราะด้วยเนื้อเรื่องที่พูดถึงอดีต และความเชื่อ มันจำกัดกลุ่มคนอ่านระดับนึงอยู่แล้ว
ต้องมีทั้งประสบการณ์และความชอบในเรื่องราวแนวนี้ และเมื่อผสมกับลายเส้นที่ไม่ได้เรียกแขกแบบนี้ผมว่าคนอ่านยิ่งจำกัดวงไปกันใหญ่ครับ และต้องยอมรับว่า เรื่องไม่ได้มีอะไรดึงดูดเลยทั้งในแง่ความแฟนตาซี หรือความสนุกหรือความตลก รวมถึงชื่อผู้เขียนที่ไม่มีใครรู้จักเลยก็ว่าได้ จึงเป็นอีกเรื่องที่สุ่มเสี่ยงว่ายอดขายจะน้อยถึงน้อยมากอย่างไม่ต้องสงสัยครับ แต่แม้ผมจะคิดเห็นเป็นอย่างนี้ แต่ผมก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รีวิวที่ยืดยาวขนาดนี้จะสามารถสร้างความสนใจให้ใครอีกซักคนสองคนหยิบจ่ายเงินซื้อเรื่องนี้มาอ่านครับ เพราะในตลาดบ้านเราที่เล็กๆ ยังขาดมังงะแนวนี้อยู่ครับ และเมื่อออกมาทั้งทีผมขอเชียร์ให้อ่านกันอย่างไม่ต้องคิดมาก เพราะผมมองว่าเรื่องนี้ทุกท่านสมควรอ่านและเปิดใจให้กับโลกในอดีต โลกที่มีความเชื่อขับเคลื่อนตลอดมาและตลอดไปครับ ห้ามพลาดครับ ...
*** คะแนนที่ให้ไว้นี้สำหรับอ่านเล่ม 2 จบเท่านั้นหากอนาคตได้มีโอกาสอ่านเรื่องนี้จนจบ จะกลับมารีวิวและให้คะแนนใหม่อีกครั้งนะครับ ***
ภาพ 5.5/10 (ลายเส้นไม่ถูกใจ แต่ถ้าใช้ในการสื่อสารได้ดีไหมให้ 7.8/10ครับ)
เรื่อง 9/10 (น่าสนใจมากๆชอบเลย รักครับ รักนะจุ๊บๆ)
ความประทับใจ 9/10 (อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวนะครับ หลายคนถ้าได้อ่านคงอยากให้น้อยกว่านี้ก็ไม่แปลก ผมขอเอียงให้ความประทับใจด้วยความชอบส่วนตัวครับ)
อ่านรีวิวเรื่องอื่นๆที่ทางเพจเคยรีวิวไว้มีกว่า 1,000 กว่าเรื่องตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ.
1
.
#Manga #รีวิวการ์ตูน #ยังไม่จบ #SiamInterComics #การ์ตูนแนวความเชื่อ #การ์ตูนแนวดราม่า #MangaAnimeReviews #การ์ตูนแนวพีเรียด #9คะแนน #สุริยะปราชญ์ทฤษฎีสีเลือด #หนังสือการ์ตูน #Rate15 #สยามอินเตอร์คอมมิค #การ์ตูนแนวศาสนา
โฆษณา