29 ม.ค. 2023 เวลา 03:04 • ประวัติศาสตร์

ไทมไลน์ประวัติศาสตร์คู่ขนาน ยูเครน-รัสเซีย (ฉบับย่อ) ช่วงที่ 1 ศตวรรษที่ 9 - 17

ไวกิ้ง-มองโกล-ลิทัวเนีย-โปแลนด์
“ยูเครน” แม้ว่าจะมีช่วงเวลากึ่งปกครองตนเองหลังจากแยกตัวออกจากรัสเซียในปี 1918 แต่ยูเครนก็ถูกแบ่งแยกและกลับมารวมกันหลายครั้งในยุคโซเวียต ชื่อประเทศ “ยูเครน” หมายถึง ชายขอบ หรือ ชายแดน
2
“ปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน” ของ “รัสเซีย” เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ทำให้เกิดจุดสนใจของความสัมพันธ์ในเชิงประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ในช่วงเวลาของการรุกราน “ยูเครน” ถือเป็นประเทศเอกราชและมีอำนาจอธิปไตยมานานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศรวมทั้งรัสเซียเอง
1
แต่ผู้มีอำนาจในรัสเซียอาจมองความเป็นเจ้าของในดินแดนยูเครนเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ปูตินเคยกล่าวว่าชาวรัสเซียกับชาวยูเครนเป็น “One people” ซึ่งสะท้อนถึงการที่ชาวรัสเซียรุ่นก่อนๆ เรียกยูเครนว่า “Little Russia” อย่างไรก็ตามชาวยูเครนจำนวนมากไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับความคิดนี้ โดยชี้ไปที่ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนของรัสเซีย
2
เหตุใดจึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือยูเครน เป็นคำถามที่ซับซ้อนซึ่งมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานกว่าพันปีแล้ว
  • ตั้งแต่ “ยุคกลาง” จนถึงปัจจุบัน ชาวไวกิ้ง มองโกล ลิทัวเนีย โปแลนด์ รัสเซีย ออตโตมาน สวีเดน ฝรั่งเศส ออสเตรีย เยอรมัน โรมาเนีย และเชโกสโลวาเกีย ต่างยกทัพเข้ามาในดินแดนยูเครนปัจจุบัน โดยบางกลุ่มได้ปกครองอยู่นานกว่ากลุ่มอื่น
5
บทความนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ตอน (ช่วง) ตามช่วงของเหตุการณ์ที่สำคัญในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ มาติดตามอ่านกันได้เลยครับ
  • คริสต์ศตวรรษที่ 9 ยุคก่อร่างสร้างตัวของจักรวรรดิเคียฟรุส
แม้ตำนานเก่าแก่บอกว่า ชาวรัสเซียดั้งเดิมเป็นสลาฟ แต่นักวิชาการลงความเห็นว่าพวกเขาอาจจะสืบเชื้อสายมาจากชาวนอร์สในสวีเดน (หรือเรียกว่า วารันเจียน) ไม่ใช่เป็นชาวสลาฟแท้ แต่มีเชื้อสายมาจากชาวไวกิ้งที่เดินทางล่องเรือมาตามแม่น้ำผ่านมายังดินแดนแห่งนี้ ต้นทางจากทะเลบอลติกไปทะเลดำ เพื่อเข้าสู่อาณาจักรไบแซนไทน์
1
ชาวสลาฟเดิมทะเลาะกันเองไม่มีความสงบ จึงมีการเชิญชาวนอร์สที่มีความสามารถทางการสู้รบมาปกครองตน
ผู้ที่ถูกเชิญมาคือ “พระเจ้ารูลิก” และได้ตั้งรกรากที่เมืองนอฟโกรอดในปี ค.ศ. 862 จากนั้นชาวนอร์สกลุ่มรูลิกได้ผสมผสานทางวัฒนธรรมกับชนเผ่าพื้นเมือง เช่น สลาฟ บอลติค ฟินนิค กลายเป็น “ชาวรัส” จนกลายเป็นต้นกำเนิดคนรัสเซียปัจจุบัน
3
“พระเจ้ารูลิก” ได้ขยายอาณาเขตออกไป และได้ตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ “กรุงเคียฟ” (ปัจจุบันคือเมืองหลวงยูเครน) พวกเขาผูกมิตรกับสลาฟเผ่าต่างๆ ตั้งเป็นจักรววรดิที่ชื่อว่าเคียฟรุส (เคียบ - รุด)
ภาพวาดพระเจ้ารูลิก เครดิตภาพ: Wikipedia
  • ค.ศ. 1037 จุดสูงสุดของจักรวรรดิเคียฟรุส
“ยาโรสลาฟ” (ค.ศ. 1019-1054) เป็นโอรสของวาดิเมียร์มหาราช ผู้ทรงนำคริสต์นิกายออโธด๊อกซ์เข้ามาเผยแพร่และมีบทบาทในเคียฟรุสก่อนหน้านี้ สมัยของกษัตริย์ “ยาโรสลาฟ” รุ่งเรืองด้านการขยายดินแดน ด้านการสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ จนได้ฉายาว่า “Yaroslav the Wise”
1
โดยมีการจัดการให้ราชวงศ์พระองค์ทรงแต่งงานกับราชวงศ์ต่างๆของประเทศในแถบยุโรป มีการริเริ่มใช้กฎหมายเป็นครั้งแรก มีโรงเรียนและห้องสมุดเป็นครั้งแรก จนเรียกได้ว่ากรุงเคียฟเมืองหลวงของจักรวรรดิเป็นศูนย์กลางการปกครองและด้านวัฒนธรรมของยุโรปตะวันออกในสมัยนั้น
กษัตริย์ยาโรสลาฟ เครดิตภาพ: alchetron.com
มีการสร้าง “วิหารเซนต์โซเฟีย” Saint-Sophia Cathedral ในเคียฟ โดยความประสงค์ของ “ยาโรสลาฟ” ซึ่งได้รับการบูรณะตกแต่งจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของจุดสูงสุดของจักรวรรดิเคียฟรุส (อ้างอิง: https://whc.unesco.org/en/list/527)
วิหารเซนต์โซเฟีย ในกรุงเคียฟ มองจากทางจัตุรัสโซเฟีย เครดิตภาพ: finwal89/Shutterstock
  • ค.ศ. 1240 จักรวรรดิเคียฟรุสล่มสลาย โดยการรุกรานของมองโกล
จักรวรรดิเคียฟรุสล่มสลาย เพราะโดนเผ่ามองโกลที่เรียกตัวเองว่า Tatar กองทัพมองโกลที่ถูกขนามนามว่า Golden Horde ซึ่งบัญชาการโดย “บาตู ข่าน” หลานชายของ “เจงกีสข่าน” เข้ามายึดหลายเมืองในยุโรปรวมถึง “เคียฟ” จนต้องย้ายเมืองหลวงหนีมองโกลไป “มอสโก” เป็นจุดเริ่มต้นของ “อาณาจักรมอสโก”
ภาพวาดจำลองการบุกกรุงเคียฟของกองทัพมองโกลในปี 1238 – Public Domian
  • ค.ศ. 1363 กองทัพลิทัวเนียขับไล่กองทัพมองโกลออกจากพื้นที่
กองทัพลิทัวเนียเอาชนะพวกมองโกลใน “สมรภูมิน่านน้ำสีน้ำเงิน” (Battle of Blue Waters) และได้รวบรวมดินแดนที่เป็นประเทศยูเครนในปัจจุบันส่วนใหญ่เข้าอยู่ภายใต้ Grand Duchy of Lithuania ในอีกหลายร้อยปีต่อมา ลิทัวเนียและพันธมิตรอย่างโปแลนด์ ซึ่งจะค่อยๆ รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ได้มีอิทธิพลเหนือพื้นที่ดังกล่าว
The Battle of Blue Waters ภาพวาดโดย Artur Orlonov ปี 2012 ที่มาภาพ: historical-quest.com
  • ค.ศ. 1476 ยุคอาณาจักรมอสโก “ปลดแอก” จากมองโกล
1
ตรงกับยุคของ Evan III พระเจ้าอีวานที่ 3 แห่ง “มอสโกวี” เป็นคำเรียกที่ชาวรัสเซียเรียกอาณาจักรมอสโกในยุคนั้น ประกาศอิสรภาพจากกองทัพ Golden Horde ของมองโกล โดยการปฏิเสธที่จะส่งบรรณาการให้
พระเจ้าอีวานที่ 3 ฉีกจดหมายชาวมองโกลประกาศศึก เครดิตภาพ: Wikipedia
รวมถึงพระองค์ยังประกาศที่จะยึดคืนดินแดนส่วนที่เป็นประเทศยูเครนส่วนใหญ่ในปัจจุบันด้วย ทำให้เกิดข้อพิพาทโดยตรงกับ “ลิทัวเนีย” ภายใต้อาณาจักร Grand Duchy of Lithuania ซึ่งตอนนั้นปกครองดินแดนส่วนนั้นอยู่หลังจากตียึดมาจากมองโกลเมื่อเกือบร้อยปีก่อนหน้านั้น
Evan III ภายหลังทรงสถาปนาตนเองเป็น “อีวานมหาราช” Evan III (The Great) ด้วยเหตุผลคือ
  • ในปี ค.ศ. 1480 ทรงสามารถกวาดต้อนมองโกลออกไปหมดเกลี้ยงจากอาณาจักร
  • แผ่ขยายอาณาจักรออกไปจนกว้างกว่าเดิม 3 เท่า กระทั่งมีความคิดว่า “มอสโกจะกลายเป็นกรุงโรมแห่งใหม่”
  • ทรงสถาปนากรุงมอสโก เป็นเมืองหลวงของรัสเซีย (ตอนนี้เริ่มเรียกว่าเป็น “รัสเซีย” ได้แล้ว) ทรงริเริ่มสร้างพระราชวัง ป้อมปราการ และวิหารในพระราชวังเคลมลิน นับว่าเป็นยุคสมัยของราชวงศ์รูลิกที่รุ่งเรืองมาก
Evan The Great ที่มาภาพ: VortexMag
  • ค.ศ. 1569 “รัสเซีย” รับมือกับการสถาปนา “เครือจักรภพ โปแลนด์-ลิทัวเนีย”
“ลิทัวเนีย” และ “โปแลนด์” ได้ตกลงรวมกองทัพและจัดตั้งสถาปนาเป็น “เครือจักรภพ โปแลนด์-ลิทัวเนีย” Polish-Lithuania Commonwealth อย่างสมบูรณ์ เพื่อหวังต่อสู้กับกองทัพของรัสเซีย
อาณาเขตของ Polish-Lithuania Commonwealth ที่มาภาพ: https://www.riotimesonline.com/brazil-news/modern-day-censorship/opinion-how-the-anglo-saxon-backed-three-seas-initiative-aims-to-sink-the-european-union
  • ค.ศ. 1648 กบฏคอซแซค
เกิดกลุ่มที่เรียกว่า “กบฏคอซแซค” (Cossack Rebellion) ต่อต้านการปกครองของ “เครือจักรภพ โปแลนด์-ลิทัวเนีย” และได้รับชัยชนะครั้งแรกอย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดการสถาปนารัฐกึ่งอิสระที่เรียกว่า “Hetmanate” (เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้รักชาติชาวยูเครนในอีกร้อยกว่าปีถัดมา)
ภาพวาดเหตุการณ์ “กบฏคอซแซค” 1648-1657 ที่มาภาพ: Facebook – Slavic World
อย่างไรก็ตามพวก ”คอสแซค” ยังมีส่วนร่วมในเหตุการณ์จลาจลต่อต้านทางเชื้อชาติ (ภาษารัสเซียเรียกว่า Pogrom) ที่ได้สังหารหมู่ชาวยิวประมาณ 14,000 – 20,000 คน ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน ตามที่นักประวัติศาสตร์ Serhii Plokhy เขียนไว้ว่า “ชุมชนทั้งหมดถูกลบล้างออกจากแผนที่”
  • ค.ศ. 1654 เริ่มต้นของเหตุการณ์ The Ruin
พวก “คอสแซค” ถูกพันธมิตรตาตาร์ไครเมียทอดทิ้ง จึงหันไปขอความคุ้มครองจาก “รัสเซีย” ซึ่งพวกเขามองว่าคล้อยตามผลประโยชน์ของตนมากกว่ากลุ่มโปแลนด์-ลิทัวเนีย แต่ทางมอสโกไม่เห็นเป็นเช่นนั้นว่ากลุ่มคอสแซคจะเป็นพันธมิตรที่ดี
หลายปีแห่งการสู้รบจึงเกิดตามมา กองทัพรัสเซีย-โปแลนด์และลิทัวเนีย-ออตโตมัน-คอซแซค ต่อสู้เพื่อหวังยึดครองดินแดนที่เป็นประเทศยูเครนในปัจจุบัน ตามบทความประวัติศาสตร์เรียกช่วงเหตุการณ์สู้รบแย่งชิงดินแดนนี้ว่า “The Ruin” แปลว่า ความพังพินาศย่อยยับ
ภาพวาดกลุ่มคอสแซคในยุคศตวรรษที่ 17 สมัยช่วง The Ruin ที่มาภาพ: https://en.topwar.ru/33813-perehod-kazachego-voyska-getmanschiny-na-moskovskuyu-sluzhbu.html
  • ค.ศ. 1667 ข้อตกลงแบ่งแยกดินแดนระหว่าง “รัสเซีย” กับ “โปแลนด์-ลิทัวเนีย”
“รัสเซีย” และ “โปแลนด์-ลิทัวเนีย” ลงนามในข้อตกลงสงบศึกและแบ่งดินแดนส่วนที่เป็นประเทศยูเครนในปัจจุบัน โดยมีแม่น้ำนีเปอร์ (Dnieper River) เป็นเส้นแบ่งเขตแดน เรียกว่า “ข้อตกลงแห่ง Andrusovo” โดยไม่มีการให้กลุ่มคอสแซคมีส่วนร่วมแต่อย่างใด
2
แผนที่หลังข้อตกลงแห่ง Andrusovo ปี 1667 ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำนีเปอร์ (สีเขียวแก่) ตกอยู่ภายใต้ของรัสเซีย เครดิตภาพ: CC BY-SA 3.0 Wikimedia Commons
บทความและเรียบเรียงโดย Right SaRa
29th Jan 2023
  • แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Serhii Plokhy; The Gates of Europe – A History of Ukraine
  • เครดิตภาพปก:
ซ้าย-บน: Guests from Overseas (Painted in 1901) by Nicholas Roerich - Tretyakov Gallery/Wikimedia Commons
ขวา-บน: Prince Alexander Nevsky begging Batu Khan for mercy for Russia (Painted in end of the 19th century) Found in the collection of Russian State Library, Moscow – Getty Images
ซ้าย-ล่าง: The Union of Lublin, painting by Jan Matejko. King Sigismund II Augustus holds the cross at the centre while surrounded by statesmen, diplomats, the clergy and nobles – Wikipedia
ขวา-ล่าง: Cossack rebellion battled Polish-Lithuanian troops for self-determination - artchive.ru
โฆษณา