Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
12 พ.ค. 2023 เวลา 00:00 • หนังสือ
เรื่องของเด็กหนุ่มพิการผู้เก็บหนังสือพิมพ์ขายจนเรียนจบ...
บุนฮกเดินกะโผลกกะเผลกขนหนังสือพิมพ์เก่าจากอพาร์ตเมนต์ลงไปวางบนรถเข็นสีดำ
เป็นบ่ายวันเสาร์ เขาเข็นกองหนังสือพิมพ์กลับบ้าน เขาเดินช้า เท้าซ้ายของเขาบิดเข้าใน ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกเก็บหนังสือพิมพ์ไปขายเกือบยี่สิบปีแล้ว
บ้านของเขาเป็นห้องเช่าห้องนอนเดียว เขากองหนังสือพิมพ์ที่มุมหนึ่งของห้อง เขาอยู่กับพ่อแม่
เขาเคยชินกับความลำบากมาแต่เล็ก ตั้งแต่จำความได้เขาก็เห็นพ่อทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่ใช้แรงงาน ขุดท่อ จนถึงเก็บหนังสือพิมพ์ไปขาย พ่อหาเงินได้เดือนละ 100 เหรียญ
1
ส่วนแม่ทำงานในร้านซักรีด แม่เป็นใบ้และเกือบหูหนวกมาแต่กำเนิด
รายได้ของพ่อกับแม่รวมกันน้อยนิดแทบไม่พอยาไส้ พ่อแม่ลูกอาศัยในห้องเช่าที่อังมอเกียว ทุกวันพ่อกับแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน ทิ้งบุนฮกให้เพื่อนบ้านช่วยดูแลจนเขาอายุสิบขวบ
1
บุนฮกเกิดปลายปี 1991 แม่คลอดเขาสามเดือนก่อนกำหนด อาจเพราะเหตุนั้นทำให้เขาไม่เหมือนคนอื่น
ขณะที่เด็กคนอื่นเริ่มเดินตอนหนึ่งขวบ บุนฮกเริ่มหัดเดินตอนสองขวบ เขาพูดไม่ชัด หมอบอกว่าเขาเป็นโรค Cerebral Palsy
Cerebral Palsy คือความพิการทางสมองชนิดหนึ่ง เนื้อสมองเสียหายในช่วงที่สมองยังเจริญไม่เต็มที่ ความเสียหายนี้ไม่อาจฟื้นคืนได้ เด็กที่เป็นโรคนี้จะทรงตัวลำบาก มีความผิดปกติเวลาขยับแขนขา ลำตัว ใบหน้า ลิ้น ทำให้มักมีปัญหาเรื่องการพูด คนไข้ Cerebral Palsy ส่วนใหญ่มีสติปัญญาดี ไม่ปัญญาอ่อน บางคนสามารถพัฒนาได้หลัง
จากสมองเติบโตขึ้น
ด้วยความช่วยเหลือขององค์กรการกุศลที่ช่วยเด็กมีปัญหา บุนฮกเริ่มทำกายภาพบำบัดและฝึกพูด วันแล้ววันเล่า เขาทำกายภาพบำบัดจนอาการดีขึ้น อาการพูดไม่ชัดเริ่มหายไป แต่การเดินยังเป็นปัญหา เมื่อเดินมาก ๆ จะปวดมาก ความปวดเกิดตลอดคืน
Cerebral Palsy ทำให้เขาเรียนช้ากว่าคนอื่น แต่เขาชดเชยด้วยการทำการบ้านมากขึ้น เรียนหนักกว่าคนอื่น เพื่อให้ตามทันเพื่อน การศึกษาในสิงคโปร์เข้มข้นเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก เด็กทุกคนเรียนหนักและเรียนมาก คนผิดปกติเช่นเขายิ่งต้องเรียนหนักกว่า แต่การเรียนไม่ใช่ความลำบากอย่างเดียวของเขา
บุนฮกถูกเพื่อนล้อและรังแกตลอดวัยเด็ก เพื่อนเรียกเขาว่า ไอ้เป๋ เขาได้ยินคำพูดประเภทนี้เสมอ “ทำไมมึงวิ่งช้าจังวะ” “นี่เรียกว่าเดินรึวะ” ฯลฯ เขาไม่บอกพ่อแม่ เพราะรู้ว่าพ่อแม่ทำงานหนักมากเพื่อหาเงิน เขาแสดงให้พ่อแม่รู้สึกว่าเขามีความสุขที่โรงเรียน
เขารู้สึกขมขื่น เขาไม่ได้เลือกเกิดมาในสภาพนี้ เขาเห็นเด็กเตะฟุตบอล อยากเล่นด้วย เขาอยากวิ่ง แต่วิ่งไม่ได้
เขาไม่ค่อยสื่อสารกับแม่ เพราะแม่พูดไม่ได้ บ่อยครั้งก็ไม่เข้าใจกัน เขารู้สึกหดหู่ ทำไมชีวิตเขาจึงมีปัญหามากมายจริง บางครั้งเขาก็รู้สึกอายเมื่อแม่ไปหาเขาที่โรงเรียน แต่เขาก็รู้ว่าถึงแม่จะพิการ แต่ก็เป็นคนที่รักเขาที่สุดในโลก
พายุร้ายโหมกระหน่ำใส่ครอบครัวอย่างรุนแรงเมื่อบุนฮกขึ้นชั้นประถมปีที่ 3 พ่อเกิดอาการเจ็บเท้าซ้าย ทั้งเท้ากลายเป็นสีน้ำเงินเพราะเลือดไม่ลงไปเลี้ยงโดยไม่รู้สาเหตุ พ่อถูกตัดขาทิ้ง
เมื่อแม่เห็นพ่อออกจากห้องผ่าตัด ขาหายไปข้างหนึ่ง น้ำตาแม่ก็ไหลเป็นทางอย่างกลั้นไม่อยู่ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นแม่ร้องไห้
เวลานั้นแม่ไม่มีงานทำ ทั้งครอบครัวรับพายุที่โหมกระหน่ำใส่อย่างตั้งตัวไม่ติด มิเพียงสมาชิกทั้งสามในครอบครัวเป็นคนพิการ ยังไม่มีเงิน
งานเก็บหนังสือพิมพ์ของพ่อต้องยุติลงไปโดยปริยาย บุนฮกทำงานเก็บหนังสือพิมพ์แทนพ่อ ผู้ที่บริจาคหนังสือพิมพ์ให้ ล้วนเป็นเพื่อนบ้านในอพาร์ตเมนต์ของรัฐบาลละแวกนั้น
แม่ได้งานใหม่ที่ร้านกาแฟ ทำงานวันละสิบชั่วโมงทุกวัน เงินเดือน 700 เหรียญไม่พอเลี้ยงทั้งครอบครัว ในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดเป็นลำดับต้น ๆ ประเทศหนึ่งของโลก รายได้จำนวนนี้ไม่เพียงพอสำหรับครอบครัวสามคน ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าหนังสือเรียน ฯลฯ
1
หลายปีนั้นครอบครัวของเขาอยู่รอดมาได้ด้วยปิยมิตร บ่อยครั้งเพื่อนบ้านช่วยออกค่าเล่าเรียนให้ บ้างจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้
บุนฮกสำนึกบุญคุณผู้ช่วยเหลือ เพราะรู้ดีว่าแต่ละสตางค์ที่ได้มายากเย็นเพียงไร
ถึงไม่มีเงิน แต่พ่อแม่ก็ยืนยันให้เขาเรียนหนัก การศึกษาเป็นพาหนะเดียวที่อาจพาเขาพ้นจากสภาพนี้ พ่อแม่สอนเขาว่า อย่าให้ความพิการขัดขวางความฝันของลูก
บางครั้งเขาเข้าร่วมกลุ่มของคนไข้โรค Cerebral Palsy เห็นคนอื่นที่เป็น Cerebral Palsy หนักกว่าเขา บางคนนั่งเก้าอี้ล้อเข็นตลอดเวลา บางคนพูดไม่ได้ ขณะที่ชีวิตเขาลำบากยากเข็ญ แต่เขายังไม่ได้อยู่ที่ก้นเหวจริง ๆ เช่นอีกหลายคน
1
บางครั้งเมื่อเห็นคนอื่นมีไอโฟน เขานึกอยากได้บ้าง แต่เขาก็กลับคืนสู่โลกของความจริงอย่างรวดเร็ว เขารู้ว่าเขาต้องไปให้ถึงฝั่งฝันให้ได้ เขารู้ว่ามีแต่ต้องกัดฟันเดินหน้าต่อไป แม้จะเดินสะดุดไปตลอดทาง
บุนฮกอายุยี่สิบหกในปีนี้ เขามีเวลาเก็บหนังสือพิมพ์เฉพาะวันเสาร์ เพราะเขาเริ่มทำงานประจำแล้วในบริษัทบัญชีแห่งหนึ่ง
บุนฮกเรียนจบชั้นมัธยมด้วยคะแนนดี ทำให้ได้ที่เรียนต่อ ณ สถาบัน Nanyang Polytechnic
หลายปีถัดมา เมื่อเขาเรียนจบโพลีเทคนิค แม่ไปร่วมพิธีมอบอนุปริญญาบัตร แววตาแม่ฉายความปลื้มปีติ เขามาไกลเหลือเกินจากจุดเริ่มต้น
หลังจากเขาเรียนจบโพลีเทคนิค เขาก็เรียนต่อด้านบัญชีและการเงิน กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ กว่าจะลืมตาอ้าปาก เป็นเส้นทางแสนลำเค็ญและยาวไกล แต่หากสามารถมาถึงจุดนี้ หนทางที่เหลือก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เขาเรียนรู้ว่า หนึ่ง คนเราท้อได้ แต่ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นต่อไป
สอง เพื่อนที่ดีมีค่ากว่าสิ่งใด ๆ
บุนฮกขนหนังสือพิมพ์เก่าไปวางบนรถเข็นสีดำ เขายังคงเก็บหนังสือพิมพ์ไปขาย มิใช่เพราะมันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของครอบครัวเหมือนเมื่อก่อน แต่มันเป็นสิ่งผูกโยงเขากับกองไฟที่ไม่มอดดับ
ชีวิตทุกคนล้วนมีข้อจำกัด ต่างกันที่มากหรือน้อยเท่านั้น ทว่าหากมองข้ามข้อจำกัด ทอดสายตาจับจ้องที่เป้าหมาย ข้อจำกัดก็ไม่ใช่อุปสรรคกีดขวาง ข้อจำกัดกลายเป็นเบ้าหลอม
1
ทองที่เปล่งประกายงามต้องหลอมด้วยไฟเสมอ
3
ชีวิตของเขามีความพิการเป็นเบ้าหลอม ความลำบากเป็นฟืนสุม อุปสรรคเป็นไฟ หล่อหลอมคนพิการคนหนึ่งเป็นคนเต็มคน
จากเรื่อง 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ / วินทร์ เลียววาริณ
6 บันทึก
56
1
14
6
56
1
14
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย