20 ก.ย. 2023 เวลา 07:52 • ปรัชญา

องค์ธรรมพระยมตะ …พระพุทธเจ้า กับ เทวทัต

ณ สถานสักการะนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อจัดการเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว จิตของเราก็ภาวนาพุทโธเกิดขึ้น จิตของเราก็อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าออกดี จิตใจเราก็ดี ถ้าหายใจเข้าออกไม่ดี จิตใจเราก็ไม่ดี หายใจออกเป็นเรื่องของกรรม เป็นเรื่องของการยึด โลภโกรธหลง จิตใจของเราก็ กระสับกระส่ายไม่ดี ไม่สามารถทรงตัวทรงกายได้ มันวุ่นวายไปหมด หรือ มีความโกรธมีความแค้น อิจฉาตาร้อนกเหมือนกัน คือเห็นว่าตัวเองดีแล้ว นั่นคือ หายใจไม่ดี
เหมือนกับคำพูดต่างๆของเรา ก็เหมือนกัน ก็พูดว่า อะระสัมมา ก็เสียงสูง จิตของข้าพเจ้า อยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา ก็เสียงสูง ถ้าเราไปเรียกนาย ก นาย ข.ก็เสียงชักต่ำลงน่ะ หรือคุยบิดามารดา ก็เสียงสูง ถ้าไปเรียกเสียงที่มีความโมโห ก็เสียงต่ำไปเลย ถ้าเรียก นาย ก นาย ข ..อย่างธรรม..ก็ธรรมดา อยู่กัน .ก็อยู่กลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำ
ถ้าเรียกโดยที่อารมณ์ โลภโกรธหลงไปแทรกอยู่ตรงนั้น ก็เป็นเสียงต่ำ เสี่ยงที่ไม่รู้ เรื่องที่มาที่ไป ว่าการเกืดมาเนี่ย เราต้องใช้อะไร ไปสร้างขึ้น ..ให้จิตของเรา..เป็นจิตที่สูงขึ้น แต่เราพอเกิดมาแล้ว เราก็ไปติดมายาต่างๆ เกิดตัณหาต่างๆ มากมายก่ายกอง มีตัวยึดโน้นยึดนี่ ทำให้จิตเราก็ตกต่ำลงไป เพราะจิตไปเก็บเรื่องราวของกรรม เพราะฉะนั้น เมื่อมีเวลามีโอกาส ก็เพียรพยายาม ที่ใช้ความขันติอดทน ที่จะสร้างบุญกุศลบารมี ให้เกิดขึ้นภายในจิต
ถ้าเราไม่มีบุญกุศลบารมี พลัดพรากไปตกอยู่ในอบายภูมิแล้วเนี่ย มันก็จะทุกข์อย่างแสนสาหัส หรือ ว่าเกิดไปเป็น หมูหมาเป็ดไก่ เป็นสัตว์ต่างๆเกิดขึ้น เราต้องทุกข์ทรมาน อยู่อย่างนั้น ต้องใช้เวรใช้กรรม
คราวนี้ ถ้าเรายอมเสียสละ เรื่องราวต่างๆ ที่ความสุข ..มันไม่ใช่สุขที่แท้จริง เพราะเรายอมเรื่องราวต่างๆ ตัดขาดเรื่องราวทางโลก เอามาหาบุญกุศลบารมี ให้เกิดขึ้น จิตของเราก็อยู่ในทางที่สูง ไม่ต้องมา รับทุกขเวทนา
เหมือนกับการนั่งประพฤติปฏิบัติ เดินปฎิบัติ ยืนปฏิบัติอะไรต่างๆเนี่ย เก็บอารมณ์ตัวกระทำสูงๆ เกิดขึ้น มันจะเจ็บ มันจะปวดเกิดขึ้น ก็ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น พอหมดสัจจะ เราก็คลายออกแล้ว แล้วถ้าเกิดเป็นวัวเป็นควายหมูหมาเป็ดไก่ขึ้นมา หรือ เป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขาขึ้นมา เราต้องทุกข์ไปตลอดชีวิต กับทุกข์แค่นี้ เรายังทนไม่ได้ แล้วต้องทนสิ่งนั้นอีก ตั้งยาวนาน เรียกว่าชาติหนึ่งเลย กว่าจะหมดชาติ กว่าจะตาย
ตายไปแล้ว ไม่ใช่ว่ามันจะกลับมาเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดาไม่ เราอาจจะต้องถูกเค้าลงโทษอีกทุกข์ทรมาน ..แค่เราขันติอดทนในการที่จะ ให้กายเป็นกายบุญกายบารมีเกิดขึ้น มันจะเจ็บปวดทุกข์ทรมานเท่าไหร่ ก็ต้องทน ทนเพื่อให้มันผ่านพ้น ให้จิตรู้จักคำว่า ..ทุกข์เป็นอย่างไร ให้จิตเข้าใจ จะได้หนีทุกข์ จะได้ไม่ต้องไปเกิด ในสิ่งที่ไม่ควรจะไปเกิด แต่มันเปะปะไปหมด ไอ้นั้นไอ้นี่ อะไรต่างๆ พัวพันไปหมด ดีชั่วรวมกันเป็นแกงหม้อเดียวกันหมดเลย
แล้วสิ่งที่แกงหม้อเดียวมารวมกัน อะไรต่างๆ หวานเค็มอะไรต่างๆ มันก็เสียง่าย มันไม่เลือกใช้ ..อะไรบางอย่างที่ทำให้ไม่เสียหาย เมื่อกินเข้าไป ท้องไส้ก็เสียหายเกิดขึ้น
นั้นเราก็แยกแยะออกจากกันเสีย ทนอยู่แค่นี้ ทุกคนไม่กล้าทน ไม่ยอมเสียสละ คิดว่าอยู่ทางโลก ทำการ นำกาย ไปเที่ยวเตร่ กินอาหาร ..มันเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ลำบากเหลือเกิน ..ไปสร้างกรรม ..มาเหนื่อยแล้ว ..ทั้งๆที่เพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์กรรม แต่พอมานั่งบอกให้สวดมนต์ภาวนา บอกว่ามันเหนื่อย ..มาไม่ไหว ..มันจะไปไหวได้อย่างไร ..มันจมอยู่กับกรรม ลุ่มหลงในมายาต่างๆที่เกิดขึ้น จะไปทำอะไรได้ ..ถูกเค้ามัดมือมัดเท้า เค้าให้อยู่ตรงนี้ มันก็อยู่ตรงนี้
เมื่อเรายังไม่มีใคร มามัดเท้ามัดขา มัดมือเรา เราขยับเขยื้อนได้ ก็รีบขวนขวายเอา สิ่งเหล่านี้ มาสร้างให่แก่จิตของเราเกิดขึ้น มันจะทรมานแค่ไหน หรือจะเสียเวลามากมายนักหนา ทน..ทนอยู่แค่ไหน ไม่เป็นชั่วโมง สองชั่วโมงสามชั่วโมง แต่เกิดไปตกพลัด ตกผู ในตกอยู่ในสังขารกรรม เป็นยังไง ต้องทนเป็นชาติๆ ทรมานกันเป็นชาติ
..มีโอกาส แล้วไม่ฉวยโอกาส เค้าให้โอกาส..เรามาสร้างบุญกุศลบารมี แต่เราก็ไม่เอา ..กลับเอาสังขารนี้ไปสร้างกรรม เห็นมายาตัณหาดีกว่า จมอยู่กับโลภโกรธหลง ตัวยึด ตัวถือ อะไรๆอย่างนี้ จมอยู่อย่างนั้น แล้วในที่สุด ก็ต้องไปต่อ..เพราะอยู่กับเค้า พอเปลี่ยนกาย ก็ต้องไปอยู่กับเค้า ก็ต้องไปทุกข์ทรมาน ชาตินี้นึกว่าสนุกสนาน ก็เก็บ..ต่างๆ เก็บเป็นอารมณ์กรรมทั้งนั้น ทุกข์ทั้งนั้น ..ไม่ได้เอาออก เพิ่มไปๆ ..แล้วจิตเปลี่ยนกาย..แล้วทำยังไง..ต้องไปรับทุกข์ทรมาน
มันต้องไปดู คนที่เค้าลำบาก แสนสาหัส หรือ ลำบากที่เกิดมา ร่างกายครบอาการสามสิบห้า ..อยู่ๆ กรรมมันมาเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต โรคขาเค้าอ่อนแรงมากมาย ที่จะเกิดขึ้น ไม่รีบฉวยตอนที่มีร่างกายแข็งแรง ตอนนี้ยังไม่เจ็บป่วย รีบสร้างบุญสร้างกุศลบารมีขึ้น ..ประกันกรรมของเราก่อน
ไอ้นี้ประมาท นึกว่า ฉันแข็งแรง ฉันแข็งแรง ..ใครจะไม่มีการเจ็บป่วย ฉันจะต้องไม่เป็นไอ้โน้นไอ้นี่ ถึงวันเวลา เราจะไปรู้ว่า ..เราทำกรรมอะไรไว้ สะสมอะไรไว้ ..ถ้ามันรอดพ้นไป มันก็ดี แต่รอดพ้นไปไม่เท่ากัน เดี๋ยวแก่เฒ่าชรา ก็มีการหลงๆลืม บุญบารมีทานก็ไม่เอา ไม่รู้จักพระ ไม่รู้จักการให้ทาน อะไรต่างๆมันมากมาย ไม่ประคองจิตประคองใจเค้า ปล่อยให้มันเลยไปแล้ว มันก็หมดโอกาส
คราวนี้ ถ้าเราประคองไว้ตลอด หายใจ ก็มีแต่หายใจ ลมหายใจที่สูง พุทโธๆๆ วาจาก็กล่าวคำสูง กายก็ทำกายสูงๆ เกิดขึ้น ไม่ลดลงไปต่ำ ไม่เอากายนี้ ไปคลุกขี้โคลน ขี้เถ้าต่างๆ มันก็..เป็นความสะอาดสะอ้าน ก็ประทับประคองไปตลอดชีวิต จนกว่ากำหนดอายุขัยของเรา ที่สัญญาได้มาสะสมบุญกุศล เค้าไม่ได้มืด .. ถ้าเป็นเทพเป็นเทวดา จะหมดบุญ เค้าก็เสริมสร้างบุญกุศลบารมี
คราวนี้ มันออกมาจากอบายภูมิ ถูกทำโทษมาแล้ว เค้าก็ให้โอกาสเรามาแก้ไขตัวเอง มาสะสมบุญกุศลบารมี แต่เราเกิดมา หลงมายา สร้างแต่กรรม บุญกุศลบารมี ทานบารมี..ไม่เอาทั้งนั้น แล้วมันจะขึ้น ..ไปเยอะในสถานที่..มีความสุขได้มั้ย..สุขอยู่ที่ตัวยึดปัจจุบัน แต่สังขารข้างหน้า เราจะเอาอะไรมาใช้ หาสังขารที่ใช้ไม่ได้ ตั้งแต่ ถึงแม้ว่าจะเปิดบิดามารดา สามีภรรยา บุตรธิดา หรือ คนใกล้เคียง เมื่อชาติที่แล้ว ไม่เคยสะสม บอกเท่าไหร่ เค้าก็ไม่มีทางที่จะเข้ามา สร้างบุญสร้างบารมี หนีกรรม หรือ สะสมเป็น เนื้อนาบุญของเค้าได้
คราวนี้ ถ้าเป็นข้นแค้น เกิดขึ้น วันๆ มันก็ย่อมบางลงไปที่ ผนังก็ถูกเร้า เราก็ควรที่จะค่อยๆอ่อย ให้มันถูกผนัง ไม่ให้มันถูกเรา แม้แต่มันถูกก็ เพียงแต่..สิ่งที่ไม่ควร ..สิ่งที่ต่ำ หรือ ว่าแผ่ว ..ไอ้นี่ จะเอาชนะเค้าให้ได้ เอ็งต้องทำบุญ เอ็งต้องปฏิบัติอย่างโน้นอย่างนี้ ตนของตนยังไปไหน ไม่รอด ..จะไปบังคับเค้าได้อย่างไร วาจาของเรายังไม่เป็นบุญเพียงพอ บารมีก็ไม่เพียงพอ เพียงแต่แนะนำเล็กๆน้อยๆ
..ถ้าโชคดี ..เค้าก็ทำขึ้น โชคดีของเค้า ที่เค้าระลึกในชาตินั่นๆเคยสะสมมา ระลึกไม่ได้ เค้าก็เกี้ยวกราดเอา เค้าก็ว่า เราอย่างโน้นอย่างนี้เกิดขึ้น
แม้แต่อยู่นี้ พระสงฆ์องค์เจ้า แม่ชีต่างๆ หรือ ผู้ที่ถือศีล ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ว่าจะดีกันทั้งนั้นน่ะ ..ท่าทางมันดี ..แต่ข้างในมันไม่ดี มุ่งมั่นจะเอาชนะคนนั้นคนนี้ นินทาคนนั้นคนนี้ เห็นตัวเองดีแล้ว อยาก..มีตัวโลภโกรธหลง ..ภายในใจ เสาะแสวงหา ..เครื่องหมาย …เค้ามีไว้..ให้แก้ไข ง…แต่เอาเครื่องหมายของเค้า ..ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ..เค้าก็ได้รับกรรมเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ..ไม่ใช่ว่า มาอยู่ในแว่นแคว้นขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะขึ้นสวรรค์ หรือไปพระนิพพานกันทุกคน ..ไม่ใช่
ดูแต่องค์พระเทวทัต ท่านก็บวชเป็นพระ เค้าเรียกว่าพระเทวทัต ทำไมแผ่นดินยังรองรับเค้าไม่ได้ เพราะเค้าทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ แม้แต่ไปบอกองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ชี้เหตุผลอะไรต่างๆ ให้ฟัง…จะไปบังคับจิตพระเทวทัตได้มั้ย พระเทวทัตใหญ่กว่าองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ได้ชี้แนะแนวทางเท่านั้น ก็ไมสามารถ ..จะจับมือ หรือ ทำจิตใจ..เพราะอยู่ในกายเค้า จะไปควักเอาจิต..ที่อยู่ในกายเอามาดัดแปลง..ก็ไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องราวของข้างนอก มันอยู่ภายในกาย แล้วมันละเอียดอ่อนมาก
ฉะนั้น การที่จะที่จะไปถือว่า .. เรารักกัน เราเทิดทูนกัน ก็อย่างบิดามารดาอย่างนี้ .. โอ้ว ..ไม่ได้ ต้องทำบุญให้ได้ นึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า…แล้วเราเป็นใคร เราแค่เป็นบุตรธิดา หรทอ สามีภรรยา หรือ เป็นพ่อเป็นแม่ แล้วมีศีล ..ศีลครบสั้น หรือ มีการปฏิบัติธรรม ลดละ จิตเป็นพระมั้ย ..ก็ยังไม่เป็น
นึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านสั่งสอนชี้ แนวทาง..พระเทวทัต ..เมื่อเค้าไม่ถึงเวลา เค้าก็ไม่มีโอกาส ที่จะแก้ไข ..มั่งอยู่แต่อย่างนั่น มุ่งอยู่แต่ตัณหา ที่ตัวยึด ..ฉันต้องเป็นใหญ่กว่า พระพุทธเจ้าอะไรอย่างนี้ เลยต้อง..ก็เป็นศาสดาเอง เพื่อทำลายองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คราวนี้ กรรมมันหนักขึ้น แม้แต่แผ่นดิน ไม่สามารถจะรองรับสังขารนั้นได้ ..แผ่นดินนั้น ก็ต้องแยกออกจากัน พระเทวทัต ก็หลุด ..ต้องตกลงไป ถูกแผ่นดินดูดไป..เห็นมั้ย นั่นคือเรื่องราวของกรรม
ฉะนั้น เราจะไปบอกบุญ..ใคร จะบอกใครไปปฏิบัติอย่างอย่างโน้นอย่างนี้ ต่างๆ ..เราพูดได้ ..แต่อย่า..เราก็เป็นหาเรื่องราวต่างๆ เพื่อจะให้ ..ให้สิ่งเหล่านั้น ไปสู่จิตของเค้า ก็หนุนนำให้เค้ามีบุญกุศลบารมีเท่านั้นเอง เราไม่ได้ไปหวังว่า เค้าต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ เพียงแต่เรา . คือ เราเป็นผู้ที่ ..จะเป็นสามีภรรยา หรือ บุตรธิดา พ่อแม่ ก็เพื่อจะให้เป็นกัลยาณมิตรในชาติต่อๆไป หรือ ปัจจุบันเท่านั้น
เมื่อไม่ได้เราก็ ..เสาะแสวงหาไปเรื่อยๆ เพื่อนฝูงบ้าง ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงบ้าง วาจาของเรา เราพูดเสียงสูง เค้าพูดเสียงต่ำมา เรื่องของเค้า เหมือนกับพระเทวทัต กับ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์พระเทวทัตพูดเสียงต่ำ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดเสียงสูง มันก็เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น ..เราเสาะแสวงหา ..ใครอยากรับได้ก็เอาไป นั่นแสดงว่า เป็นกัลยาณมิตร แล้วอีกอย่างหนึ่ง จิตเราก็ขยายโลภโกรธหลงออกไป ไม่อวดดีถือดีเกิดขึ้น ถ้าเราไม่บอกเลย มันก็นึกว่าเราเป็น..ผู้รอบรู้เรื่องราวต่างหมดแล้ว สามารถโลภโกรธหลงรู้หมด ชำระสะสางได้ ที่จริงมันไม่ได้อะไรเลย เพราะจิตมันไม่ขยาย จำเป็นต้องขยาย เผื่อแผ่ไป เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกกัน พอที่จะกระทำได้ ก็ทำไป
พระพุทธเจ้า ท่านบอกพระเทวทัต ทำไมท่านทน บอกพระเทวทัต แล้วเราทำไม ไม่ทน ..บอกคนที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม คนที่สี่.มีปะทะเราแล้ว นั่นคือ เป็นบทเรียน ที่เราจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูล วันข้างหน้า เค้าก็ต้องช่วยเหลือเรา
แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้นน่ะ ท่านให้ด้วยความเมตตา ท่านไม่อยากให้กลับไปสถานที่ ที่ไม่๕วรจะไป ต้องทุกข์ทรมานอันแสนสาหัส จิตต้องร้องอยู่ตลอดเวลา คร่ำครวญสิ่งที่ทุกข์ทรมาน เพียงแต่แค่กินอิ่ม หรือ ถูกคนยกย่องเท่านั้น เอาเสียใหญ่โต ทำลายคนโน้นคนนี้ ทำลายเป็นหมื่น เป็นแสน ทำลายผู้มีพระคุณมากมาย..เห็นมั้ย
จิตที่มันต่ำลง เพราะว่าไม่ขยาย ขยายการ..ที่ว่าเรารู้ว่า ..อันนี้ดีที่สุดแล้ว เราก็ไปบอกกล่าวเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั่นแหละ จะทำให้เราสูงขึ้น แล้วคราวนี้เก็บไว้ ไม่ได้ใช้งานเลย เก็บไอ้นั่นก็ดี ไอ้นี่ก็ดี ไม่ใช้งานเลย เก็บๆ เราก็ไม่ปฏิบัติ ..รู้อย่างเดียวน่ะ แล้วในที่สุดเราก็ไม่รู้อะไร ..ถึงเวลา เราตัดขาด ตัดมันทิ้งไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ
ฉะนั้น การที่เราทำบุญเป็นสวดมนต์เป็น พูดจาว่า อะระหัง สัมมาเป็น เราก็บอกเค้าต่อๆไป ที่จริง เราก็คนขี้เกียจ ว่างั้น จะให้มาสวดทุกวัน ..ขี้เกียจ จะไปบอก บอกคนโน้นคนนี้ สวดมนต์แล้ว ทำให้จิตใจอย่างโน้นอย่างนี้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ดีพอหรอกน่ะ
แค่สวดมนต์ ก็เป็นเนื้อหนุน..หนีเวรกรรมขึ้น บอกไปทั่วว่า ข้าพเจ้าสวดมนต์ อะระหัง สัมมา.. พอ..เอ๊ะ..ไอ้ตัวขี้เกียจ ค่อยๆหนีเรา ปล่อยให้เราได้สวดมนต์ ขืนไม่สวดละอายใจ ที่เราไปบอกคนโน้นคนนี้ให้เค้าสวดมนต์ แต่เราก็ไม่สวดมนต์อะไรอย่างนี้ นี่คือ เป็นกลอุบาย การหนุนจิต จิตหนุนจิต ให้เกิดเป็นพลังจิตขึ้นมา ให้เราเพียรพยายามที่จะทำความดีให้แก่ตัวเราเอง
ก็บอกบางที่เกรงอกเกรงใจ คนนั้นทำบุญน่ะ ถ้าเราไม่บอกกล่าวเค้า ต่อไปเราเคยทำ มันชักขี้เกียจ นึกเสียดายขึ้นมา บอกคนนั้นคนนี้ ก็เลยเราก็ทำเป็นนิจสิน พอนิจสิน..คราวนี้ก็อยู่ตัวแล้ว มันก็ไม่เกิดคำว่า ขี้เกียจขี้คร้าน ที่ว่านึกเสียดาย ก็ไม่นึกเสียดายเกิดขึ้น
คราวนี้ มัน .เข้าเก็บไว้ๆ เงินจำนวนนี้น่ะ ถ้าเราซื้อข้าวมากินก็ได้มื้อหน้า แต่เราทำบุญให้ทานไป โอ้ว..อะไรเราต้องเบียดเสียดมากมายก่ายกองเกิดขึ้น คิดเรื่อยเปื่อยไป เหมือนกับคนอดอยาก ไม่มีจะกิน จะอยู่ใช้อย่างนั้น นั่นก็คือ เรื่องราวที่ ที่เค้าเรียกว่า ตระหนี่ ตระหนี่บุญ ตระหนี่ทาน ตระหนี่บารมีของตัวเอง เลยเป็นคนตระหนี่ ยึดเรื่องราวต่างๆ แต่ว่า..ไม่ตระหนี่ตัวโลภโกรธหลง ไม่ตระหนี่ตัวอวดดี ถือดีน่ะ อะไรๆต่างๆเนี่ย ความเพียรพยายามก็ไม่เกิด
อีไหนที่เราพอจะทำได้ ..เราไม่ได้อวด เพียงแต่เราบอกกล่าวเค้า เพื่อให้เอาสิ่งนั่น หนุนจิตหนุนกายให้เรามีความเพียรพยายามเกิดขึ้น..เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าบอกเค้าทำบุญแล้ว เค้าฝากไปด้วยข้าวถุงแกงถุง โอ้ว..เป็นภาระเรา ต้องแบกไปเนี่ย..เราก็ต้องทน หรือว่า เราจะ..เค้าทำบุญมา เป็นหมืนเป็นแสนขึ้นมา เอ้า..ฝากด้วย เราจะได้ ..เงินตรงนั้นจากเค้า
หรือ เราก็ไม่ได้อะไรจากเค้า ..เป็นเนื้อนาบุญอนุโมทนา ได้เห็นเค้าทำ เราไม่มี ..ได้เห็นเค้าทำมาแสนมาหมื่นหนึ่ง เอ้า..ขอฝากไปด้วยห้าบาทสิบบาท เราก็ไม่..คล้ายๆว่า ฉันจะทำบุญห้าบาทสิบบาท หรือแกงถุงเนี่ย ..ละอายแก่ใจ เดี๋ยว..พระองค์อื่นจะว่า เอ๊ะ..คนนั้นทำมากทำน้อย มีความเกรงอกเกรงใจเสียอีกเรื่องบุญ พอเค้าฝากมา ..เอ้า..ร่วมด้วย เราไม่ร่ำรวยเหมือนกับเค้า เราก็ทำเล็กๆน้อยๆถ้าเราไม่บอกเค้า ไอ้คนนั้นไม่ทำ
..เรามีเล็กๆน้อยๆ จะทำสักบาทหนึ่ง ก็ไม่กล้าร่วมไปด้วย แล้วรีบมาหาพระ เค้าทำมาร้อยหนึ่ง เราทำไปบาทหนึ่งอะไรอย่างนี้ เรามีแค่นั้น ก็ทำไปบาทหนึ่ง
เราก็นึกว่า พระองค์นี้ คงจะคิดว่า คนที่ฝากมาทำบุญหนึ่งร้อยบาท มีหนึ่งบาทนี่ คิดว่าคงจะทำหน้าพระน่ะเนี่ย พิเศษบาทหนึ่ง ที่จริงไอ้บาทหนึ่ง เป็นของเรา เราก็ได้บุญ ได้บุญที่ถือเงินทองจำนวนนั้นมา เป็นกัลยาณมิตรที่ดีเกิดขึ้น โอ้ว..มันได้ทั้งนั่น ไม่เสียหาย
..แต่อย่าไปใช้ทิฐิไปบอกบุญ บอกบารมี กับคนโน้นคนนี้ เราต้องยอมอ่อนน้อมถ่อมตน เรื่องของบุญเรื่องของบารมีเนี่ย มีแต่คำว่า ขันติอดทนทุกอย่าง นึกถึงว่า ถ้าเราออกจากสังขารนี้ แล้วเปลี่ยนสภาพไป เกิดเราทำกรรมไว้เนี่ย เกิดเป็นพิกลพิการเกิดขึ้น .ไอ้คนพวกนี้ ..ที่ไปบอกบุญเค้า เค้าก็จะเอาข้าวปลาอาหารมาให้เรา หรือเราเจ็บป่วยเค้าก็ดูแลช่วยเหลือเรา
ถ้าร่างกายเราดีไปตลอด คือ ชาติต่อไปได้สังขารที่ดี มันก็ดี เพิ่มๆขึ้น ถ้าเราทำอะไร ไม่ผิดพลาดเกิดขึ้น นั่นมันได้ ทั่งนั่น ไม่ใช่ว่า..มันไม่ได้ สำคัญที่ว่า มันห่วง..กลัวเค้าว่าเอา เค้าอย่างโน้นอย่างนี้ ตำหนิติเตียนเรา หาว่าเราอวดดี
นึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับ พระเทวทัต ท่านก็รู้น่ะ รู้ว่า .เทวทัต เป็นผู้มีปัญญา หัวดี อะไรๆรู้หมด แต่ท่านก็ไปสะกิดจิตท่านนั่นเอง ว่าได้ไปหนุนนำให้เค้า ได้ระลึกเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น แต่ก็ไม่สำคัญ ไม่สำเร็จ..ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เป็นผู้ให้..ท่านไม่ได้เป็นผู้ไปเอา ..เราก็เหมือนกัน หัดให้เค้า เราไม่ได้ ไปเอาอะไรจากเค้า เมื่อเค้าไม่รับ..เราส่งไปแล้ว เค้าจะขวางทิ้งก็เรื่องของเค้า
เหมือนกับเทวทัต ..พระพุทธเจ้า ท่านชี้เรื่องราวต่างๆ ท่านก็รับฟัง แต่ท่านก็ไปขว้างทิ้ง ไปโยนลงเหวลงไหไป เรื่อยเปื่อยอะไรอย่างนี้ แล้วท่านก็ทำตามอำเภอใจ สิ่งที่คิดว่า สิ่งนั้นเีที่สุดของเขา แต่มันเป็นกรรม รู้ไม..เทวทัต รู้ว่าเป็นกรรม ..รู้ ทำไมต้องทำ ..ก็กรรมนั่นซิ ที่สะสมมาในอดีตชาติ..
.. แต่ในอดีตชาติ ท่านไม่รู้ว่า นั่นคือ ตัวยุยงให้ท่านทำในสิ่งที่ผิดๆเกิดขึ้น แล้วยังมีสิ่งที่อยากได้นัก พญามารผู้เป็นใหญ่ ส่งเสริมให้เลย (หัวร่อ) พระเทวทัตเอาใหญ่เลยที่นี้ บางทีเลยจบเห่ แผ่นดิน ..ยืนบนแผ่นดิน ..ยุบลงไป ตัวมันหนักถึงขนาดนั้นน่ะ ..กรรมมันหนัก .แผ่นด้นยังต้านแรงกรรมไม่ไหว เหมือนกับมันเป็นแสนๆกี่โล เอาไปวางไว้บนพื้นดินที่อ่อนนุ่ม ยุบลงไปเลย
เหมือนกับกรรม ทำมากๆ มันก็ ..ที่กระทำมากๆ มันก็เป็นอย่างนี้ คราวนี้ อย่างคนที่ลำลายพ่อแม่ ฆ่าพ่อแม่อะไรต่างๆ เป็นกรรมหนักก็จริง แต่ว่า มันก็ฆ่ากันไปฆ่ากันมา คราวนี้มาคล้องกรรมกัน มันก็เกิดมาฆ่ากันอีก เป็นพ่อเป็นลูกเป็นเต้า แล้วก็ไอ้ลูกสร้างกรรมไว้หนัก ก็เลยต้องไปตกนรกอเวจี เป็นแสนหรือว่าเป็นล้านๆปี อะไรอย่างนี้ ต้องไป ทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น
..เพราะว่าเค้าทำไว้ ที่จะ ..พอดีก่อนที่จะ..ประตูเปิดรับบุคคลคนนี้ เข้าไปสถานที่ตรงนั้น เค้าก็เลย ปล่อยให้เกิดมา ฆ่าบิดามารดา หรือ ฆ่าบุตรธิดา พระสงฆ์องค์เจ้าอะไรต่างๆ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างนี้เป็นต้น ก็เลยเค้าเปิดประตูรอคอยแล้ว พอถึงเวลาก็เข้าไปได้เลย ต้องทำกรรมอย่างหนัก เหมือนกับพระเทวทัต ตัวหนักไม่รู้เป็นหมื่นเป็นแสนกิโล ไปยืนแผ่นดิน ยังยุบไปเลย ..กรรม..เห็นมั้ย ก็บอกๆกัน เพื่อจะได้มีสติปัญญาเกิดขึ้น
..ปัญญา สังโฆ ยมตะ สังกิ จะริยะโต โหตุ.. สาธุ สาธุ สาธุ
โฆษณา