31 ธ.ค. 2023 เวลา 06:16 • ปรัชญา

พระสารีบุตร..ศึกษาถึงแก่นแท้ของวิญญาณทั้งหก.นิสัยของตนเอง..ตัวยึดถือ..ทุบให้มันละลายไปกับดินฟ้าอากาศ

07483 กัปปะ..อนุโมทนา..การสร้างบุญ สร้างกุศล แต่ละครั้ง มาทำจิตทำใจให้ได้เนื้อนาบุญของจิต ไม่ใช่เนื้อนาบุญของกาย หรือ เรื่องราวของโลกที่เป็นอยู่ โลกมาให้เราอาศัย ..สร้างบุญ สร้างบารมี หนีกรรม ที่เคยสะสมมาในอดีตชาติ นับเรื่องราวของกรรม นับเป็นไม่ถ้วน เหมือนกับ มีฝุ่นละอองหรือเมล็ดทรายที่เรา คิดว่ามีอยู่แค่กำ..สองกำมือ ไปหยิบทรายมาสองกำมือ..เต็มๆ เรามานับเม็ดทรายก็นับไม่ไหวแล้ว เพราะเป็นอสงไขยๆ ที่เกิดตายๆ แล้วไปสร้างเรื่องราวต่างๆมากมาย
การจะแกะเรื่องราวต่างๆทิ้งไปแต่ละครั้ง มันก็แสนยากแสนเย็น แต่ก็ต้องกระทำ เพราะเราไม่อยากมีทุกข์ เมื่อต้องการไม่อยากมีทุกข์ อยากมีสุข..ที่แท้จริง ก็ต้องทำ ..ต้องมีความเพียรพยายาม เป็นนิจสิน ขอให้ได้มีกายเป็นมนุษย์ครบอาการสามสิบสอง ที่จะมากระทำขึ้น .ไม่ได้กายที่ครบอาการสามสิบสอง ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำเนื้อที่นาบุญ หรือว่า ปลดเปลื้องเรื่องราวของกรรม ให้แก่จิตของตัวเองได้ ..ทำได้แต่เล็กๆน้อยๆ แต่ก็..มันก็ยังมีร่องรอยของกรรมอยู่
แต่ถ้าครบอาการสามสิบสอง ตั้งอกตั้งใจ หมั่นเพียร ที่จะกระทำ มีความเพียรพยายาม ดึงกรรมต่างๆออกไป กรรมนั่นก็จะไม่มีร่องรอยที่หนึ่ง จิตจะฝึก ที่เรากระทำ เช่นนี้ ก็เกิดขึ้นจากกายเนื้อนาบุญที่เราเคยสะสมมา เป็นอเนกชาติ ไม่ใช่มาทำกันเฉพาะชาตินี้ เพิ่งเริ่มทำ ..ทำมาแล้วมากมายก่ายกอง แต่ก็…หยุดยั้งไปชั่วขณะ เพราะเศษของกรรม นำพาไป ต้องได้รับความทุกข์ เรื่องราวของเศษกรรมนั่นๆ แต่เป็นเศษกรรม ที่เล็กๆน้อยๆ ก็ไม่ต้องกังวล ว่าสิ่งนั้นจะ ทำให้เราตก..พลัดพรากจากการสร้างบุญสร้างบารมี
ความตั้งใจ หมั่นเพียรที่เรากรรมนี้ ก็ไปสะสมอยู่ที่เนื้อนาบุญของ อดีตชาติที่ดี นามธรรมหรือ กายที่เป็นบุญ กายที่เป็นบารมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ชาตินี้มาหนุนนำให้..สิ่งนั้นมีชีวิตขึ้นมาอีกมั้ย เอามาใช้มั้ยอีกมั้ย แต่โดยมากเอาไปวางไว้เฉยๆ ไม่เอามาใช้มาเกี่ยวข้องด้วย แต่ไปเอากายที่เราสะสมเป็นกายกรรมเอามาใช้ กายมั่งมีศรีสุข กายยศฐานบรรดาศักดิ์ ที่เป็นทุกข์ทั้งนั้นที่เกิดขึ้น หาได้เป็นเรื่องราวที่จิตจะมีความสุขไม่
เราลองไปสังเกตดู ศึกษาด้วยว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ที่เราเห็นว่า มันมีสุข สุขอยู่ตรงไหนบ้าง สุขที่แท้จริงมั้ย มันก็สุขที่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง แล้วมันก็ผ่านไป ทุกข์ก็เข้ามาแทนที่ เหมือนกับเรา หิวข้าวเรามีทุกข์เหลือเกิน อยากจะหาอะไรมาใส่ในร่างกายให้หายหิว เมื่อเรามีความทุกข์ เราก็กินข้าวเข้าไป
เมื่อเราอิ่มหนำสำราญ เราก็มีความสุข พอสุขอยู่ได้ขณะหนึ่ง ก็มีความทุกข์อีกแล้ว ต้องเข้าห้องน้ำห้องท่า ไปเรื่องราวต่างๆ แล้วก็ยังพากายไป สร้างเรื่องราวต่างๆ มีความโลภโกรธหลงเป็นตัวตั้ง ที่อารมณ์พา..พาจิตของเรา พากายของเราไปกระทำสิ่งนั้น ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั่น คือ เป็นความสุข หรือทุกข์ ก็หมั่นเพียรที่กระทำขึ้นมา ก็ได้เห็นร่องรอยที่ .ร่องรอยต่างๆนี้ เราเป็นผู้ไม่รู้เรื่องเลย
แต่ว่าพอมาประพฤติปฏิบัติธรรม เดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเห็นสุขที่แท้จริง สุขที่กาย ไม่ไหวติง สุขที่กายที่นิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ไปคล้องกรรมกับใคร แม้แต่วัตถุ แม้แต่สิ่งมีชีวิตไม่มีชีวิต ไม่ไปคล้องกรรม นั่งอยู่เฉย จิตเฉย ไม่คิดอะไรเป็นความสุขที่แท้จริงที่เกิดขึ้น แล้วสุขนี้ก็หาไม่ได้ แต่ว่าต้องมีความเพียรพยายามกระทำขึ้นมา โดยสร้างให้กายเป็นบุญก่อน
เมื่อกายเป็นบุญได้ เราก็สร้างกายเป็นบุญบารมีเกิดขึ้น กายบารมี หรือ กายบุญต่างๆ ต่อเนื่องเป็นกันเป็น คือ เรื่องราวของความนิ่งนั้นเอง
การที่เราจะไปนิ่งได้ก็ต้องไปหาสถานที่ สร้างให้ความนิ่งจริงๆ มันเกิดขึ้น คือ ความสงบต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ในป่าช้า ในป่า ภูเขาต่างๆ ที่ไม่คล้องเกี่ยวกับผู้หนึ่งผู้ใด เราก็จะเก็บกายเก็บอารมณ์ของเราไว้ได้ แล้วก็จะ..ปรุงแต่งให้กายนั้น สิ่งที่เราทำเนี่ย ..ทวีคูณ..เป็นเนื้อนาบุญ แล้วเนื้อนาบุญที่เกิดขึ้น มีจิตที่มีปัญญาเกิดขึ้น
เหมือนกับองค์พระสิทธัตถะ ท่านเดินทางออกจากเวียงวังไป ไม่พบปะผู้คน ไม่มีตัวยึด ไม่มีอะไรทั้งนั้น จะเห็นว่า เราต้องนึกดู มองว่า..เอ๊ะ .ท่านอยู่กลางป่า ท่านจะกินอะไร มีน้ำมีท่ากินมั่ย ที่หลับที่นอนมีมั้ย
ท่านลำบากลำบน แล้วท่านได้อะไรมาให้แก่จิต แล้วจิตได้มาแล้ว สิ่งนั้นพาจิตไปไหน อยู่ตรงไหน เราก็สอบสวนเรื่องราวต่างๆจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระสิทธัตถะดู เมื่อตอนเป็น..ยังไม่ได้บวช เมื่อบวชแล้วท่านเป็นอย่างไร ท่านก็ได้สิ่งเหล่านั้นมา มาบอกกล่าว ญาติโยม มาชี้เรื่องราวต่างๆ ให้ไปคิด ไปพิจารณา แล้วก็กระทำขึ้น ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้กระทำดีอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น การที่เราจะดีได้ ก็ต้องหา ..สิ่งที่..ที่หยุดยั้ง สิ่งเราเคย ขบฉันอาหารดีๆ นอนดีๆ เราก็เปลี่ยน ไม่มีตัวยึดตัวนี้เกิดขึ้น เมื่อไม่มีตัวยึดเกิดขึ้น สิ่งที่นั่น..เราก็จะเกิดมีความที่ว่า ทำยังไง ให้กายเคยชิน ผลักไสอารมณ์ที่มาปรุงแต่ง นอนที่นอนดีๆ กินดีๆ มาจากอะไร มาจากอารมณ์ที่ปรุงแต่ง นอนก็หลับ กินก็อิ่ม ถ้าไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง เราก็ต้องมาตรวจสอบ อะไรน่ะ มาปรุงแต่ง ทำให้เรายินดีในสิ่งเหล่านี้
แล้วถ้าเราไปนอนอยู่ในกลางดินกลางทราย อะไรๆเกิดขึ้น อาหารการกินไม่ตะขบฉัน ที่จะต้องทนทุกข์ทรมาน แม้แต่ใบไม้ ผลไม้สักชิ้นหนึ่ง ก็มันก็อิ่ม แล้วก็นอนอยู่ โดยใบไม้แห่งๆ ก็หลับได้ ไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง ทำไมมันหลับ ทำไมมันอิ่ม นั่นแหละ เราก็มาพิจารณาดู เรื่องราวของอารมณ์กรรม ตัวกระทำของเราว่า..
..สิ่งไหน..ทำให้เราเกิดแก่เจ็บตาย
..สิ่งไหน..ทำให้เรา ..ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย
..ตรงไหนมันมีสุขกว่ากัน
..ทุกข์ในชาตินี้ ..ทุกข์ในธรรม ดีกว่าทุกข์อยู่กับทางโลก
..ทุกข์ในธรรม..ปลดเปลื้องเรื่องราวของกรรม หรือ ตัวกระทำที่เกิดขึ้น ต้องทำให้เราเกิดแก่เจ็บตาย
..ก็รู้อยู่แล้วว่า เกิดมามันต้องเจ็บ มันต้องตาย หรือ ถ้ามีโชคดี เกิดมาแล้ว ถึงความแก่เฒ่าชรา แล้วมีสติสัมปชัญญะ ที่ร่างกายพร้อมประพฤติปฏิบัติได้ ไปถึงวาระสุดท้าย ก็ต้องตายเช่นเดียวกัน
..เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรที่..ทรัพย์สินเงินทอง ยศฐานบรรดาศักดิ์ ไม่สามารถหยุดยั้ง ความแก่หรือความเจ็บป่วยได้ การแก่ การเจ็บป่วยอะไรต่างๆ หรือ ตาย เหมือนกับเรื่องราวของกรรม แล้วสิ่งนั้นได้พาเรา ..ไปไหน? ..ทรัพย์สินเงินทองยศฐานบรรดาศักดิ์ โลกโกรธหลงพาไปไหน ..พาให้เรานั่น..หาความสุขไม่ได้ ..อยู่กับทุกข์ไปตลอด ทุกลมหายใจเข้าออก แต่ว่าดินฟ้าอากาศเค้าก็ปิดบังไม่ให้เรามีปัญญา เพราไอ้เรามุ่งมั่น อยู่กับทรัพย์สินเงินทองยศฐานบรรดาศักดิ์ อารมณ์ก็ปรุงแต่งอยู่แค่นั่นเอง ..ไม่ได้ไปไหน ..
..แล้วเรามองไปว่า ถ้าจิตของเรา ..ปลดปล่อยเรื่องเหล่านี้ เราจะมีทุกข์ หรือ สุข กันแน่ เรามีโอกาสปลดปล่อย เรื่องทรัพย์สินเงินทองยศฐานบรรดาศักดิ์ ที่กลับที่นอน ที่กินมั้ย ..เราต้องถามตัวเอง
..เราอยู่มาทุกวันนี้ ต้องเจ็บป่วยแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดมา ก็เป็นเช่นนี้กันทุกคน เหมือนกับปู่ย่าตายาย หรือ ว่าผู้อื่นเค้าเป็นกันอยู่ แต่กรรมของเรายังน้อย เรามีแต่บุญกุศลที่..หนุนนำประคับประคอง ไม่ให้เรานอนล้มหมอนนอนเสื่อเหมือนกับ ผู้ที่มีกรณมตัดรอน ต้องไปนอนล้มหมอนนอนเสื่อ ต้องลำบากลำบน นอนร้องโอดครวญอยู่เข่นนั้น..เค้าไปทำอะไร เค้าไปสร้างอะไรมา เราไม่ต้องไปสืบสวนกะเค้า
เราสืบสวนตัวเราเอง ถ้าเราไปว่าใครเค้า ไปด่าใครเค้า เค้าอยู่ในอำนาจของเรา..หรือ ไปดุด่าคนรับใช้เรา เค้าหา ข้าวหาปลาให้เรา เค้าทำดีให้แก่เรา บุตรธิดาภรรยาเก่าสามี ..ทำดีให้แก่เรา
แต่เราไปดุด่าเค้า โดยเค้าไม่มีผิดมีอะไร แต่อารมณ์ของเรา มันไปปรุงแต่ง ตรงนั้นว่า เป็นความผิด เราไปดูซิ ว่าเค้าเสียใจไปนานมากน้อยแค่ไหน ทุกข์ลำบากขนาดไหน ..กินไม่ได้นอนไม่หลับ เค้าทุกข์มั้ย แล้วคนที่ไปนอนป่วยนั้น ก็จะสร้างเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้ หรือมากกว่านี้ ซึ่งไม่สามารถจะแก้ไขตัวเองได้ เหมือนกับคนที่ถูกว่าถูกกล่าว มีความน้อยอกน้อยใจ ถึงกับเอาเชือกมาผูกคอตาย อะไรต่างๆ มากมาย ด้วยความเสียใจ
.. ที่จริงแล้ว ..เกิดจากการกระทำของเรา เราจะไปฆ่าตัวตาย เสียใจอะไรต่างๆ มันก็เกิดการกระทำในอดีตชาติที่กระทำมา
.ฉะนั้น โชคดี..ถ้าโชคดีในครั้งนี้ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ครบอาการสามสิบสอง สร้างบุญ สร้างทาน แล้วมามีการประพฤติปฏิบัติธรรม ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ..ศึกษาให้เข้าใจนะ ไม่ใช่เอาความนึกคิด ความรู้อุปโลกน์ขึ้นมา เป็นไอ้โน้นเป็นไอ้นี่ เป็นผู้รู้ดีรู้ชอบ ต่างๆ ตรงนั้น ไม่ใช่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า .ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะปลดเปลื้องเรื่องความทุกข์ต่างๆ ต้องกระทำด้วยจิต และกายของตัวเองให้ประจักษ์ จิตจะได้รู้จักเรื่องราวของโลภโกรธหลงที่แท้จริง
..ไม่ใช่ไปอ่านหนังสื่อ เป็นผู้ที่เค้าบอกกล่าวว่า ไอ้นี่คือทุกข์ คือสุขน่ะ เค้าบอกไม่ให้โกรธ โกรธแล้วมันเป็นเรื่องทุกข์ อาจทำลายคนนั้นคนนี้ เดือดร้อนก็ได้ ก็อธิษฐานให้ฟัง เราเคยฝึกหัด..ได้อ่านะจำว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เกิดขึ้น ..แต่แก้ตัวโกรธไม่ได้
..ไม่พอใจก็โกรธ แล้วอยากจะทำร้ายเค้า หรือ ไม่พอใจเค้า เราก็นอนไม่หลับ กินไม่ได้เหมือนกัน หรือ อาจจะเสียอกเสียใจ ถึงกับไปทำร้ายคนนั้นคนนี้ เพราะอารมณ์ที่ไม่มีหยุด ความนึกคิดว่า..กรรมไม่มีจริงนั้นเอง ..เลยไปสร้างเรื่องราวต่างเกิดขึ้น ..เป็นกรรมขึ้น
..เห็นมั้ยว่า..การมีความรู้ ..ไม่ได้ทำให้จิตเราดีขึ้น จิตเราก็แย่ลงไปๆ เพราะว่าจิต..ไปเชื่ออารมณ์ว่า..สิ่งนั้นเป็นผู้รู้
..มันต้องทำ..ทำยังไง ..ไม่ให้เกิดความพอใจเกิดขึ้น ..มันไม่ต้องไปทะเลาะกับใคร ทะเลาะกับตัวเองนะ มีการที่ว่า..สมมุติว่า เอากรรมหนักเลย..เอาน้ำมาตั้ง เอาแก้วมาตั้ง ที่มันจะแตกได้ ..เราก็ไปปัดเลย ปัดแรงๆเลย น้ำนี่ ..เลอะเปรอะเปื้อน แล้วเรามีความที่โมโหมั้ย จะต้องมานั่งเช็ดนั่งถูนั่งกวาด ต้องเก็บแก้วเก็บอะไร เผอิญ..แก้วก็ไปบาดมืออีก ..เพราะแก้วมันแตก เมื่อแก้วแตกบาดมือ ยิ่งโมโหใหญ่ ..หยุดยั้งได้มั้ย..ว่าใครทำเนี่ย ..เราไปปัดแก้วให้มันแตก ต้องมาเช็ดมาถูอะไรเอง แล้วแก้วที่บาดมือใครทำ
คราวนี้ ถ้าไปอ่านหนังสื่อบอกกล่าว มันก็มีความโมโห ยั่งคิดไม่ได้ ถ้าเรารู้จักอารมณ์ รู้ว่าเหตุมันเกิดขึ้น ..แล้วหยุดยั้งซะ ..ไม่กระทำ เราไปปัดแก้วปัดทำไม ..เพื่อจะศึกษา เราก็ดูเรื่องราวต่างๆเยอะแยะมากมาย ที่จะศึกษา..แล้วเราก็หยุดในสิ่งทีจะไหล เข้ามาหาเรา เช่น..เราไม่พอใจ ไม่ต้องไปเจ็บเนื้อเจ็บตัวมากมาย ไปเอาสิ่งของนั้นมา
สมมุติเค้าให้..ได้ขนมได้แกงมา หรือ กินมาแล้ว ว่าน่าตามันก็น่ากินดี แต่ว่า ..ปรากฏว่ากินเข้าไปแล้ว มันบูดขึ้นมา หรือ ว่าเหม็นเปรี้ยว หรือ ไม่สะอาดเพียงพอ..ก็มีความไม่พอใจ มีความโกรธ ถ้าเรา..ไม่กินมันนะ เป็นเรื่องยังไง เราจะมีความโกรธ ความโมโหมั้ย
..ต้นเหตุมาจากขนม สิ่งที่เรากินเข้าไป เพราะกำลัง..เรามีตัวโลภโกรธหลง มีตัวยึดอยู่ ก็ยึดว่ามันจะอร่อย นี่น่ามันดี อย่างโน้นอย่างนี้ หรือ อาจจะกินเข้าไปแล้ว สันอาจจะเผ็ด หรือ เปรี้ยวจัด หรือ ทำให้ลำไส้เรารับไม่ได้ ก็ทำให้ปวดไส้ ปวดท้องขึ้นมา ..มีความเสียใจน้อยใจขึ้นมา ที่เราก็พลั้งเผลอขึ้นไป ไหนละตัวหนังสือ การบอกกล่าว..เรื่องราวต่างๆมันหายไปไหน มันไม่มีอยู่ในจิตในใจ
ถ้าเรามาฝึกหัดเรียนรู้ตัวเราเอง นิสัยตัวเราเองเกิดขึ้น แกะรอยนิสัยเรา เราก็จะรู้จักกรรมของตัวเอง ว่าเราควรจะทำยังไง ควรจะหยุดยั้งอย่างไร อ้อ..ไอ้นี่มันเรื่องราวของอารมณ์ที่พาไป มันพาไป..ปรุงแต่ง ให้สร้างเรื่องโน้น เรื่องนี้เกิดขึ้น ..ทำให้เราไปยึด..แล้วใคนล่ะ เป็นผู้ได้ ..เราซิ เป็นผู้ได้ทั้งนั้น
คราวนี้ เราก็ไปเอา..เราหยุดยั้ง สาเหตุที่เกิดขึ้น ..พอหยุดยั้งได้ ..ไม่ต้องมาเกิด ..เกิดความโกรธ มีความหลงใหลในเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น หยุดได้..เราก็ไม่ต้องมาเกิดมีกายมีตัวมีตนอีกแล้ว เราไม่อยากเกิดมีกาย ..เพราะเกิดมาแล้ว เราก็ต้องทุกข์ทรมานอีก เรื่องนั้นเรื่องนี้ มีไม่หยุดไม่หย่อนนะ..มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ความกลบเกลื่อนมันก็ลืมเลือนไปเรื่อยๆ ไปทบทวนดูแล้ว ..ไม่เกิดดีกว่า ..ทำยังไง
มันก็ต้องมาฝึกหัดปฏิบัติ เรียนนิสัยตัวเอง เรียนตรงไหน ..เรียนจากหูตาจมูกลิ้นกายใจของเรา มีอยู่ตรงไหน..นิสัย..ไปหาตรงไหนอยู่ ..นิสัยก็เกิดจากหูตาจมูกลิ้นกายใจ มาจากตรงไหน ..มาจากอารมณ์ที่ปรุงแต่ง ต้นเหตุมันอยู่ตรงนี้ ดับตรงนั้น ตาเราอยากจะไปมอง ..ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง เรายับยั้งได้ ..เราพยายามไม่ไปมอง ..เรามองอยู่ที่ตัวเราเอง ..อยากจะไปเป็นต้นไม้ ต้นนั้นมั้ย ก็ยืนอยู่นิ่งๆ ก็เหมือนต้นไม้เหมือนกัน..
แล้วเราก็พิจารณาตัวตนของเรา ว่าต้นไม้นั้น มันเติบโตมาอย่างไร มันยืนต้นมาอย่างไร ถึงอยู่ได้เฉย ..ใบไม่หวั่นไหวเลย ถึงอยู่ได้เฉย เอ๊ะ..เราจะทำอย่างไร ไม่ให้กายมันหวั่นไหวได้ ก็ทำจิตของเราให้มันนิ่งเข้าไว้ ไม่ไปยึดถือกาย กายก็..กายก็เป็นกายเหมือนเดิม เหมือนแก่นไม้ที่อยู่ในต้นไม้ เค้าไม่รู้ว่าต้นไม้เป็นอะไร เค้าอยู่นิ่ง..ก็เหมือนทำจิตให้เหมือนแก่นไม้ ทำให้รับรู้เรื่องราวของกาย กายจะหวั่นไหวไม่หวั่นไหว เรา..ต้องดู สังเกตดู ก็พยายามกระทำกายให้มันนิ่ง
นี่ปัญญาที่จะเกิดขึ้น กับการดูเรื่องราวของกาย เกิดจากอารมณ์ของตัวเอง มันเป็นกรรมที่เกิดขึ้น อยู่ตรงนี้เอง แต่เพียงค่อยๆแกะ นี่เพียงแต่ชี้เท่านั้นเองน่ะ แบบที่เป็นก้อนหินจับต้องได้นะ ที่เป็นรายละเอียด ที่เป็นก้อนหินหรือดินนั้น แตกจากก้อนมาเป็นฝอย ละอองเล็กละอองน้อย นั้นแหละ มันจะรวมตัวกันเป็นก้อน แล้วเราก็ไปทุบ ..เศษของดิน เศษของหิน แล้วก็ให้มันละลายไปกับดินฟ้าอากาศ เราทำได้มั้ย ..ทำจากไหน ..ทำจากหูตาจมูกลิ้นกายใจของเรา ..ต้องศึกษาให้เข้าใจ
ถ้าชาตินี้ยังไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ทำให้กาย หยุดยั้ง ไม่ให้อารมณ์เป็นใช้ได้ นั่นแหละ สิ่งนั้นคือ สิ่งที่เราจะรู้จักหูตาจมูกลิ้นกายใจของเราได้ ..เข้าใจดีที่สุด ทีเปมาเนี่ย พอจะเข้าใจ กันบ้าง ที่จะชี้เรื่องราวต่างๆ แต่ต้องไปฝึกหัดปฏิบัติธรรมด้วยตัวของตัวเอง
สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ เป็นมายาของกรรม ถ้าเราไปหลงใหล ..มันก็มีแต่ทุกข์ ถ้าเราไม่หลงใหล ขออาศัย สร้างบุญบารมีหนีกรรม เราก็มีความสุข มีกินไม่มีกิน ไม่มีความเดือดร้อนอะไร เพียงแต่ให้รู้จักคำว่า ..ขออาศัย..เพื่อเรื่องราวของบุญกุศล และ ก็เพื่อปลดเปลื้องเรื่องราวของกรรม
ขอให้ทุกคนฟังแล้วฟังอีก พิจารณา ..ให้ไปถึงแก่นแท้ของคำว่า วิญญาณทั้งหก
ปะติการัตติ วาโร อัพพะโน อะนุโมทะนะติ เตฉันทะ รัตติยา นันมะนิติวา วันทะราชา กะริยาเต ติยะตัง ธัมมะราชา จิตตะ กุริยะโต ..สารีบุตร กัตตา วะริกาโร โหตุ ..
พุทธัง วันทามิ ธัมมังวันทามิ สังฆํงวันทามิ
..
โฆษณา