16 เม.ย. 2024 เวลา 09:17 • ปรัชญา

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิตย์

"..ท่านธมฺมวิตกฺโกตัดกิเลสหมดทุกอย่าง แม้แต่เงินตราที่ใช้แลกเปลี่ยนตามกฏหมาย ก็มิเคยเห็นและแตะต้อง เครื่องตกแต่งเพื่อประดับบารมีภายในกุฏิก็หามีสิ่งมีค่ามาตั้งโชว์ให้รกหูรกตาแม้แต่สิ่งเดียวไม่
สิ่งที่ประดับบารมีของท่าน ก็คือตำรับตำราและหนังสือธรรมวินัยต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
ส่วนที่เป็นที่จำวัดนั้น ก็เป็นที่เฉพาะองค์ท่านเท่านั้น โดยมีผ้าจีวรเก่า ๆ ปูกับพื้นเพียง ๒-๓ ผืน และมีมุ้งหลังเล็ก ๆ อยู่หลังเดียวเท่านั้น
สิ่งที่สะดุดตาและเตือนใจแก่ผู้พบเห็น คือโครงกระดูกและหีบศพ ๑ หีบ ที่วางไว้ให้เป็นเครื่องขบคิด
โครงกระดูกที่ท่านนำเข้าไปไว้ในกุฏิของท่าน ก็เพื่อไว้นั่งพิจารณาและปลงอนิจจัง ว่าสังขารของมนุษย์เรานั้นมันไม่เที่ยงแท้
มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ผลที่สุดก็เหลือแต่โครงกระดูก แล้วก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในที่สุด
ส่วนหีบศพนั้นเล่า ท่านธมฺมวิตกฺโกได้สั่งให้ญาติซื้อมาไว้เมื่อบวชได้พรรษา ๒
และท่านได้บอกกับญาติโยมให้ทราบว่า การที่สั่งให้ต่อหีบศพมาไว้นั้นก็เพื่อที่จะไว้ใส่ตัวท่านเอง เมื่อเวลาดับขันธ์ จะมิต้องทำความยุ่งยากลำบากให้แก่ผู้อยู่ข้างหลัง และหีบศพใบนี้ท่านเคยลงไปทำวิปัสสนากรรมฐานบ่อยครั้งนัก นับเป็นสถานที่ที่สงบแห่งหนึ่งที่ท่านปฏิบัติธรรม
ในกุฏิของท่านจะหาไฟฟ้าใช้แม้แต่ดวงเดียวก็ไม่มี แม้แต่น้ำที่ท่านใช้ดื่มฉันอยู่ทุกวันก็เป็นแต่น้ำฝนทั้งสิ้น
ภาชนะที่ท่านใช้ก็เป็นกะลามะพร้าวขัด ท่านชี้แจงว่าของสิ่งนี้เป็นของสูง ไม่มีมลทินอะไรติดอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
ท่านได้ให้เหตุผลว่า.."
"..ธรรมชาติได้สร้างให้มนุษย์เราเป็นที่พอเพียงอยู่แล้ว จะวุ่นวายกันไปทำไม ยิ่งเป็นภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัยก็ยิ่งลำบาก น้ำฝนเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ ดื่มฉันก็เกิดอาบัติน้อยมาก ยิ่งไฟฟ้าด้วยแล้วก็ถือว่าไม่เป็นที่สำคัญเลย เพราะดวงอาทิตย์ได้ให้แสงสว่างแก่โลกมุนษย์เราตั้งแต่ ๖ โมงเช้าถึง ๖ โมงเย็น เราจะทำอะไรก็ควรรีบ ๆ ทำเสีย เมื่อพระอาทิตย์สิ้นแสงแล้วก็หมดเวลาที่เราจะทำอย่างอื่น นอกเสียจากทำสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐานแต่อย่างเดียวเท่านั้น.."
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิตย์
วัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ
ขอกราบคารวะธรรมเหนือเศียรเกล้า🙇🏻‍♂️🙇🏻‍♂️🙇🏻‍♂️
โฆษณา