10 ต.ค. 2024 เวลา 08:56 • สิ่งแวดล้อม
TK Park อุทยานการเรียนรู้

ไม่แยกขยะ ปีหน้า กทม.ขึ้นค่าเก็บเป็น 60 บาท สสส.ชวนร้านอาหารลด Food Waste ทำชาเลนจ์กินหมดจาน

ขยะอาหารโลกพุ่งกว่า 1 พันล้านตัน ด้าน กทม.มีถึง 1 หมื่นตัน/วัน สภา กทม.เร่งถกปีหน้าจ่อออกข้อบัญญัติ ไม่แยกขยะขึ้นค่าเก็บขยะจาก 20 บาท/เดือน/ครัวเรือน เป็น 60 บาท พร้อมจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยต่อ สสส. สานพลังภาคีเปิดตัวโครงการ Restaurant Makeover ปักหมุด 50 ร้านเด็ดแยกลด Food Waste พร้อมเพิ่มชาเลนจ์ #กินหมดจาน กระตุ้นลดขยะอาหาร
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ศูนย์การเรียนรู้อเนกประสงค์ TK Park สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) สานพลังภาคี จับมือครีเอเตอร์สายอาหาร จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Restaurant Makeover เพื่อลดขยะอาหารจากต้นทาง สร้างการรับรู้ เข้าถึงประชาชน กระตุ้นให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของปัญหาและเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะอาหารในประเทศไทย
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวว่า ปัญหาขยะเป็นเรื่องใหญ่ โดยใน กทม.มีขยะประมาณ 1 หมื่นตันต่อวัน ใช้งบประมาณจัดการมากทั้งเก็บ ขน ฝังกลบถึง 7 พันล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้จากการจัดการขยะแค่ประมาณ 600 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนทำไมเราต้องแยกขยะ นั่นเพราะขยะอินทรีย์หรือขยะเปียกมีสัดส่วนเยอะมากถึง 50% ซึ่งทำให้ขยะเหม็นเน่า หากไม่มีขยะเปียกจะรีไซเคิลขยะง่ายมาก
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
"แต่หากขยะอาหาร (Food Waste) ก็จะเละ แค่แกงเพียงถุงเดียวก็เละทั้งถังขยะ จึงต้องแยกออก ที่ผ่านมาเราเน้นโครงการใหญ่ก่อน เช่น ห้างสรรพสินค้า แยกขยะอาหารแล้วเอาไปให้เป็นอาหารปลา ที่เหลือก็รีไซเคิลง่าย ปีหนึ่งลดขยะได้ 10% ประหยัดค่าใช้จ่ายนับร้อยล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนของร้านอาหารและผู้บริโภคก็มีความสำคัญที่ต้องช่วยกัน ซึ่งโครงการ Restuarant Makeover และกินหมดจานก็ถือว่าตอบโจทย์" นายชัชชาติกล่าว
นอกจากนี้ กทม.ยังมีโครงการนำอาหารที่ไม่หมดอายุ ขายไม่ได้ ให้นำมามอบให้ กทม.ส่งต่อผู้เปราะบาง ทำแล้วกว่า 2.3 ล้านมื้อ น้ำหนัก 4 แสนตันที่เราแจกไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเยอะที่สุดเรื่องขยะอาหารคือ หาบเร่แผงลอย ที่ทิ้งริมถนน ถือเป็นชาเลนจ์ต่อไปที่ต้องทำส่วนนี้ หากทำได้จะดีขึ้นอีกมหาศาล เราจะมีการออกใบอนุญาต มีระเบียบใหม่ออกมา หาบเร่แผงลอยที่ถูกกฎหมายก้ต้องปฏิบัติตามระเบียบแยกขยะตามที่เรากำหนดให้ รวมถึงปีหน้าเราจะออกฎหมายว่า หากบ้านใดไม่แยกขยะ จะโดนค่าเก็บขยะแพงขึ้น หากแยกก็ราคาเดิม เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนต้องช่วยกัน
"เรามีข้อบัญญัติเรื่องอัตราการเก็บขยะ แต่ก่อนจะขึ้นราคาค่าเก็บขยะ เรามาเปลี่ยนรูปแบบว่าคนไหนไม่แยกขยะจะปรับราคาค่าเก็บขยะขึ้น จาก 20 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ก็จะเป็น 60 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ซึ่งเราไม่เคยปรับมาก่อน หากแยกขยะก็คงราคาเดิม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภา กทม. คิดว่าภายในปีหน้าน่าจะทำได้ น่าจะเป็นตัวกระตุ้นการแยกขยะได้จริงจัง การแยกขยะไม่ใช่เรื่องยากน่าจะทำได้ ซึ่งต้องมีการไปพิสูจน์ว่าบ้านนี้แยกไม่แยก ต่างประเทศก็มีการทำ" นายชัชชาติกล่าว
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน Food Waste Index 2024 ของ UNEP ระบุว่า ในปี 2565 ขยะอาหารทั่วโลกมีปริมาณมากกว่า 1 พันล้านตัน โดยค่าเฉลี่ยขยะอาหารของโลกอยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า คนไทยสร้างขยะอาหารถึง 9.68 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยเป็น 146 กิโลกรัมต่อคนต่อปี นับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงเกือบ 2 เท่า
ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหาดังกล่าว สสส. ได้เร่งผลักดันเชิงนโยบายให้เกิดแผนปฏิบัติการจัดการขยะอาหารของประเทศ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้จำหน่ายอาหาร ผู้ประกอบอาหารและผู้บริโภคในการป้องกันการเกิด การลด การนำกลับมาใช้ประโยชน์และการกำจัดขยะอาหาร
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม
โครงการ Restaurant Makeover ถือเป็นการนำร่องร้านอาหารขนาดย่อม SMEs ในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 50 แห่ง ที่จะดำเนินการต่อเนื่องตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่ ส.ค. 2567 - ส.ค. 2568  คัดเลือกร้านอาหารจากความสมัครใจและความพร้อม โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน คือ
- การฝึกอบรมระบบการจัดการขยะอาหารเบื้องต้น
- ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการขยะอาหาร เพื่อพัฒนาศักยภาพร้านอาหารสู่ต้นแบบการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืน ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี
นอกจากนี้ ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับโครงการนี้ได้ผ่านกิจกรรม “กินหมดจาน Challenge SS2” ร่วมรณรงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวและเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะอาหารได้อีกด้วย และจะมีการขยายผลกับภาคีเครือข่ายให้กว้างขวางมากขึ้นต่อไป
น.ส.พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม aRoundP กล่าวว่า สาเหตุที่เข้าขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพราะพบว่า กทม.เก็บขยะได้  8.7 ล้านกิโลกรัมต่อวัน 49.1% เป็นขยะอาหารที่เราสร้างทุกวันคือ 146 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ถือว่าสูงมาก ทำให้สนใจและเกิดโครงการชื่อว่า "กินหมดจาน" ปี 2566 เป็นซีซัน 1 เราสร้างความตระหนักรู้เรื่อง Food Waste ร่วมแคมเปญ 15 วัน ได้ยอดใน Tiktok 37 ล้านวิว อินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วม 3,625 คน
จบปีได้ยอดวิวขึ้นถึง 96 ล้านวิว อย่างไรก็ตาม เราต้องการเรื่องแอคชันด้วย จึงเปนที่มาของซีซัน 2 คือ Restuarant Makeover และกินหมดจาน เป้าหมายเราต้องการสร้างความร่วมมือกันทุกภาคส่วนในการจัดการขยะอาหาร ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน
จึงรวบรวมภาคีภาคส่วนต่างๆ ทั้ง กทม. กรมควบคุมมลพิษ อย. สสส. ผู้พัฒนาระบบดูแลขยะอาหาร Recycleday และผู้ประกอบการร้านอาหาร 50 ร้านที่เข้าร่วมโดยสร้างระบบจัดการอาหารเบื้องต้น ไม่ให้เกิดขยะอาหารตกไปในลานฝังกลบ และช่วยสื่อสารไปยังผู้บริโภค ซึ่งเป็นคีย์สำคัญ โดยมาทำกิจกรรมชาเลนจ์ชวนกินหมดจาน จะทำให้เราลดปัญหาที่ตามมากับสิ่งแวดล้อมและสังคมได้
น.ส.พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์
การดำเนินการเราทำ 4 เฟส คือ 1.สร้างระบบ Restuarant Makeover สร้างระบบการจัดการขยะอาหาร และเก็บข้อมูลตลอดโครงการ
2.ต่อยอดกินหมดจาน โดยทำไกด์บุ๊ก 50 ร้าน ที่พัฒนาการจัดเก็บขยะอาหารอยู่ในไกด์บุ๊ก ที่จะแนะนำร้านว่าจัดการขยะได้ดีและอร่อยด้วย จะเริ่มในวันที่ 15 ต.ค.นี้
3.เชิญชวนทุกคนมาร่วมชาเลนจ์ "กินหมดจาน" ลดขยะอาหาร จะคิกออฟช่วงวันที่ 29 ต.ค. ดำเนินการจนถึง 30 พ.ย.นี้
4.นำข้อมูล กินหมดจาน No Food Waste กลับมาดูว่า สิ่งที่ร่วมมือทำกันมาส่งผลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร จะมีการสื่อสารต่อสาธารณะวันที่ 17 ธ.ค.นี้
ส่วนขั้นตอนการจะแยกและลดขยะอาหารสามารถทำได้อย่างไร น.ส.พิมพ์ลดา แนะนำว่า เราแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
  • ​ร้านอาหาร
เราจะสร้างระบบการจัดการ ซึ่งแบ่งเป็น 3 เทียร์ คือ เทียร์ 1 คนที่ทำบริหารจัดการครบลูป สามารถปิดจบได้ไม่มี Food Waste เหลืออยู่ ถือเป็นขั้น Advance เทียร์ 2 ระดับกลาง อาจจะเริ่มทำ แต่ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกหรือผิด และเทียร์ 3 คือ Beginner ยังไม่ตยทำอะไรเกี่ยวกับการจัดการขยะอาหารเลย เราจึงต้องทำในเบื้องต้นที่สุด
อย่างแรกคือ ให้แยกขยะอาหารออกจากถังใหญ่ให้หน่อย แล้วเราจะเก็บข้อมูลทั้งหมดว่าเป้นเท่าไรตลอดทั้งโครงการ เราจะส่งต่อให้ กทม.ไม่เทรวม ซึ่ง กทม.มีระบบการจัดการอยู่แล้ว เราเป็นเพียง Connector ให้ 2 ฝั่งมาเจอกัน ขยะอาหารที่เคยต้องไป Landfill หรือลานฝังกลบจะถูกจัดการได้ถูกวิธี แต่ละเขตจะมีการจัดการ อาจจะเอาไปทำปุ๋ยหรือเลี้ยงสัตว์ตามแต่วิะการของแต่ละเขต เราจะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
โครงการในขณะนี้เรายังไม่ได้ลงไปแตะถึงขั้นการบริหารจัดการในร้าน เพราะอยากให้ร้านทำได้ง่ายที่สุด โดยเน้นเรื่องของการแยกขยะก่อน แต่เฟสต่อไปในปีหน้าจะขยายไปสู่การจัดการการลดขยะด้วย ซึ่งแต่ละร้านก็สามารถดีไซน์การบริหารจัดการในร้านอาหารตนเองเพื่อลดขยะอาหารได้เลยว่าจะใช้วิธีใด เช่น
ครีเอทเมนูที่จะลดขยะ หรือออกแบบขนาดเป็นไซส์ S M L เพื่อให้ลูกค้ามาแล้วรู้สึกว่าสะดวกใจในการสั่ง สามารถทำได้หมดเลย เราจะมีไกด์บุ๊กบุ๊กเลต หน่วยงานไหนอยากได้เราส่งต่อได้ ร้านอาหารที่อยากทำเรื่องการจัดการก็สามารถเข้ามาปรึกษาและเอาบุ๊กเลตไปได้เลย
  • ​ผู้บริโภค
ที่เราแนะนำคือ กินหมดจานถ่ายรูปก่อนและหลัง โพสต์ลงโซเชียล ติดแฮชแท็กกินหมดจาน เพื่อโปรโมตสร้างความตระหนัก แต่หากอยากร่วมสนุกมากกว่านี้ก็มาที่ 50 ร้านดังกล่าว ก็จะได้รับโปรโมชั่นด้วย สามารถติดตามรายละเอียดโครงการและข้อมูลร้านเด็ดของเหล่าคนดังได้ที่  www.aroundp.co รวมถึงมีวิธีการกินหมดจานอย่างไร ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีที่แตกต่างกัน เช่น
- คุณใบเฟิร์น Bivoyage ชอบสั่งอาหาร เวลาไปก็จะไม่ไปคนเดียว ก็จะสั่งหลายๆ อย่างแล้วแชร์รวมกัน
- คุณก้องกรีนกรีน บอกว่าเป็นคนชอบสั่งเหมือนกัน แต่จะพกกล่องไปด้วยแล้วเอาของที่เหลืออยู่กลับบ้านมากินในมื้อถัดไป
- ผู้ว่าชัชชาติท่านก็บอกว่า ให้ดูก่อนเรากินอะไรไม่กินอะไร แล้วสื่อสารกับร้าน อย่างรู้ว่ากินข้าวไม่หมดแน่ๆ บอกแม่ค้าว่าเอาข้าวครึ่งเดียว ร้านก็ประหยัด เราก็ประหยัด ทุกคนได้ประหยัดทั้งเงินและทรัพยากรของโลก ไม่สร้างปัญหาต่ออีก
"ทั้งหมดเป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้ เราเป็น Change Maker ได้ ทำให้กองขยะลดลงได้ อยากให้มาเอนจอยกับการกินหมดจาน เป็น Change Maker ในแบบของตัวเอง ไม่ต้องเป็นฮีโร่สวมผ้าคลุมบินไปสู้กับใคร แค่สู้กับจานอาหารตรงหน้าก็เป็น Change Maker ที่ทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้แล้ว" น.ส.พิมพ์ลดากล่าว
ขณะที่ นายอังกูร ไชยปรีชาวิทย์ เจ้าของร้านอาหาร God of Grill เล่าถึงการเข้าร่วมโครงการ Restuarant Makeover ว่า ที่ผ่านมาเคยเห็นข้อมูลว่า เรามีปริมาณขยะอาหารเยอะมาก หากจัดการไม่ดีพอก็สร้างปัญหา เราอยู่วงการร้านอาหารก็เป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยไม่ให้เกิดขยะเท่าที่ทำได้
เมื่อได้รับการชวนเข้าร่วมโครงการ 50 ร้าน Restuarant Makeover ก็เลยเข้าร่วมด้วย เป็นกลุ่มร้านที่กำลังเริ่มทำ ซึ่งเราได้รับคำแนะนำในการจัดการขยะว่า จะเอาอาหารที่ถูกตัดแต่งน้ำหนักออกไป ก็เอามาทำเมนูอื่นๆ ได้ หรือเศษผักต่างๆ ที่ตัดขั้วตัดโคนออกก็เอามาทำเป็นซุปใสได้ ก็ลดขยะอาหารที่เกิดจากการตัดแต่งได้
นายอังกูร ไชยปรีชาวิทย์
หากเกิดขยะอาหารจริงๆ เช่น อาหารที่ลูกค้าทานเหลือ ก็ได้รับคำแนะนำว่า เราจะแบ่งขยะเป็น 3 ส่วน คือ 1.ขวดน้ำกระป๋องต่างๆ ล้างทำความสะอากเก็บไปขายได้ 2.Food Waste เราจะแยกออกเลย เพื่อให้ กทม.เอาไปจัดการง่ายต่อ และ 3.ขยะที่เป็นของใช้ทั่วไปก็จะแยกได้ง่ายขึ้น
ส่วนการให้ผู้บริโภคกินหมดจานนั้น เรายังไม่ได้เริ่ม แต่พอเข้าโครงการก็ได้ไอเดีย ถ้าทำโปรโมชันว่ากินหมดจานไม่ใช่เรื่องยาก และได้รางวัลไปด้วยก็ยิ่งีขึ้น จึงร่วมโครงการนี้ หรือที่ผ่านมาเรามีการให้ลูกค้าเลือกได้ว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไร เปลี่ยนเครื่องเคียงเป็นอะไร เรามีตัวเลือกให้ อย่างบางคนไม่เอาผักชนิดนี้ บางคนงดคาร์บ ก็บอกไม่เอาขนมปังหรือเฟรนช์ฟรายด์ เป็นต้น
นายอังกูร ไชยปรีชาวิทย์
"การช่วยกันลดขยะอาหารมองว่าเกิดประโยชน์ต่อร้านด้วย เพราะเราเอาเนื้อที่ผ่านการตัดแต่งมาทำเมนูใหม่ขาย นอกจากลดต้นทุนผ่านการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าที่สุด จากเดิมตัดแต่งออกไปเราใช้ 80% แต่เราเอาวัตถุดิบมาใช้ทั้งหมดได้ 100% ก็ยังสร้างรายได้เพิ่มอีก หรืออย่างการอาหารงานสัมมนาประชุมตามหน่วยงาน ก็เปลี่ยนจากภาชนะใช้ครั้งเดียวทิ้งมาเป็นปิ่นโต เราให้เขาส่งภาชนะกลับมา เรานำกลับมาล้าง ก็ช่วยลดต้นทุน อีกทั้งทำราคาให้ถูกกว่า ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี" นายอังกูรกล่าว
#ขยะอาหาร #Foodwaste #สสส #กทม #กินหมดจาน #ร้านอาหาร
โฆษณา