นักวิเคราะห์ธุรกิจควรลองใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อขยายมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาหนังสือชี้ชวนบริษัทหรือรายงานนักวิเคราะห์ เช่น การศึกษาตลาดการแต่งงานผ่านวรรณกรรม Pride and Prejudice ของ Jane Austen หรือการติดตามข่าวซุบซิบในสังคม เพราะชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวของผู้ประกอบการ อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำลายอาณาจักรธุรกิจทั้งหมดลงได้
ในเดือนพฤศจิกายน 2012 Harvard Business Review ตีพิมพ์บทความ "What You Can Learn from Family Business" ซึ่งเปลี่ยนมุมมองของวงการบริหารจัดการที่มีต่อธุรกิจครอบครัว จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องมือสมัครเล่น มาเป็นการยอมรับถึงคุณค่าและความสำคัญ บทความนี้นำเสนอโดยที่ปรึกษาชั้นนำจาก BCG อย่าง Nicolas Kachaner, George Stalk และ Alain Bloch ที่ช่วยชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญจากธุรกิจครอบครัว
ในปี 1932 Adolph Berle และ Gardiner Means ตีพิมพ์หนังสือ The Modern Corporation and Private Property ที่ระบุว่าบริษัทมหาชนกำลังเข้ามาแทนที่ธุรกิจครอบครัวในฐานะเสาหลักของระบบทุนนิยมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญในบริษัทมหาชน คือความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น (เจ้าของ) และผู้จัดการมืออาชีพที่บริหารงานในแต่ละวัน
Ronald Coase เสนอในหนังสือ The Nature of the Firm ว่า บริษัทมีเหตุผลในการดำรงอยู่ก็ต่อเมื่อ ต้นทุนการดำเนินงานภายในบริษัทต่ำกว่าการจ้างงานภายนอก
ต่อมา Michael Jensen ได้ต่อยอดแนวคิดของ Berle และ Means โดยพัฒนาเป็น ทฤษฎีตัวแทน (Agency Theory) ซึ่งอธิบายว่าผู้ถือหุ้นต้องมีวิธีป้องกันไม่ให้ผู้จัดการสร้างความเสียหายให้บริษัท เช่น การทำงานที่ไม่เต็มที่ หรือการขยายกิจการโดยไม่มีเหตุผล Jensen เสนอว่าแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการทำให้ผู้จัดการคิดเหมือนเจ้าของบริษัท ด้วยการให้พวกเขามีส่วนแบ่งในหุ้น ซึ่งจะกระตุ้นความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นต่อผลประโยชน์ขององค์กร