16 ก.พ. เวลา 13:05 • หนังสือ

💡 สรุปไอเดียสำคัญจากหนังสือ “The ONE Thing”

หนังสือที่บอกเราให้ focus หากเราต้องการผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม 📚
“The ONE Thing” เป็นหนังสืออีกเล่มที่พูดถึงเรื่องของ productivity และการใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างที่เราต้องการ โดยเขาจะมุ่งเน้นไปที่ การ focus ทีละอย่างตามชื่อหนังสือเลยครับ
1
1. ประเด็นสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้เลยคือ ให้เราทำน้อย ๆ แต่เลือกทำสิ่งที่สำคัญที่สุดกับเราในแต่ละวัน แต่ละเดือน หรือแต่ละปี หรือ หา ONE Thing ของเราให้เจอครับ
2. Domino effect หรือ Geometric progression คือ หากเราเอาโดมิโน่มาวางต่อกันโดยถ้าตัวที่สองมีขนาดเป็นสองเท่าของตัวแรก ตัวที่สามเป็นสองเท่าของตัวที่สอง และเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ สมมติว่าโดมิโน่ตัวแรกมีขนาด 2 นิ้ว โดมิโน่ตัวที่ 57 จะมีขนาดเท่ากับระยะทางไปเกือบถึงดวงจันทร์เลยทีเดียว
3. การเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องสำคัญมากกับความสำเร็จระยะยาว เราจำเป็นต้องเลือกให้ถูกว่าเราจะทำอะไร ที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายของเราได้ในระยะยาว
4. ในหนังสือบอกว่ามีอยู่ 6 สิ่งที่คนเข้าใจผิดแล้วนำเราไปสู่ทางที่ผิด อย่างแรก คือ ทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด
5. To do list มักจะยาว แต่ Success list นั้นสั้น เราควรมุ่งไปหาทำ Success list ให้มากกว่า ใน To do list ของเรา ให้เราลอง screen มันออกให้เหลือแค่ 1 อย่างที่สำคัญที่สุดจริง ๆ นั่นคือ ONE Thing ที่สำคัญที่สุดที่เราควรจะทำ
2
6. มีงานจำนวนน้อยที่จะนำพาให้เราไปถึงเป้าหมายได้ ตามหลักการของ Pareto 80/20 ให้ focus งานส่วนนั้น
1
7. Doing the most important thing is always the most important thing
8. Multitasking ทำให้เราทำออกมาได้ไม่ดีสักอย่าง “To do two things at once is to do neither”
9. การที่เราจะสำเร็จได้เราต้องเลือกทำหรือสร้างนิสัยที่ถูกต้อง เราต้องใช้วินัยในการสร้างนิสัยที่ดีให้ได้ โดยเฉลี่ยเราจะใช้เวลาประมาณ 66 วันจึงจะสร้างนิสัยใหม่ได้ ช่วงแรกเราจำเป็นต้องมีวินัยมาก ๆ แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ เป็นนิสัย เราจะไม่เป็นจำเป็นต้องมีวินัยมากเท่าช่วงเริ่มต้นแล้ว
1
10. Willpower ของคนเราในแต่ละวันนั้นมีจำกัด เหมือนเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ เราต้องเลือกทำสิ่งที่สำคัญในช่วงเวลาที่ Willpower เรายังสูงอยู่
11. การใช้ชีวิตที่ balance ไม่มีอยู่จริง ต่อเนื่องมาจากทุกสิ่งมีความสำคัญไม่เท่ากันอยู่ที่เราให้เวลาและความสำคัญกับสิ่งไหนมากที่สุด ที่เราทำได้คือพยายาม counterbalance แต่ละอย่าง เช่น สิ่งที่สำคัญรองลงมาให้มากที่สุดและไม่ต่ำกว่าความต้องการขั้นต่ำที่ยอมรับได้
12. หลาย ๆ คนกลัวการคิดใหญ่ หรือ thinking big เพราะ คิดว่ายาก กลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวความกดดัน
13. เราไม่รู้หรอกว่าเพดานขีดความสามารถของเรามีมากแค่ไหน ดังนั้นให้ thinking big ไว้ก่อนจะดีกว่า ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเป้าหมายเราคือ 10 ให้ลองตั้งไปเลยที่ 20 แล้วพยายามให้เต็มที่ หากไม่ได้ตามเป้า เรายังมีโอกาสได้มากกว่า 10
14. การใช้ชีวิตก็คือการตั้งคำถามกับตัวเอง หากตั้งคำถามได้ถูกต้อง เราจะได้คำตอบที่ทำให้เราไปได้ไกลมาก
Ask a great question —> Find a great answer 💡
15. คำถามที่เราควรตั้งเพื่อถามตัวเองคือ “What’s the ONE Thing I can do such that by doing it everything else will be easier or unnecessary” ตอบยากมากกกครับ 😆
16. Productivity ของเรานั้นถูกขับเคลื่อนมาจาก Purpose และ Priority ของแต่ละคน
17. คนเราต้องอยู่ด้วย Purpose อะไรบางอย่าง “Life isn’t about finding yourself. Life is about creating yourself.”
1
18. เราสามารถค้นหา purpose ของเราเองได้ด้วยการตั้งคำถาม Big Why กับตัวเราเองว่าอะไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรา
19. นอกจาก purpose เรายังต้องอยู่ด้วย priority หากการอยู่ด้วย purpose บอกเราว่าเราจะเดินไปทางไหน การมี priority คือการที่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้างถึงจะไปที่นั่นได้
3
20. การตั้งเป้าหมายหรือ Goals ให้เราเริ่มจากเป้าใหญ่มาก ๆ ที่เขาใช้คำว่า Someday goal แล้วค่อย ๆ แตกย่อยลงมาเป็นเป้าหมายรายปี รายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน จนถึงเป้าหมาย ณ ขณะนี้หรือ right now goal ซึ่งทั้งหมดต้อง connect กัน
21. เขาบอกว่าคนที่เขียนเป้าหมายของตัวเองออกมามีโอกาสที่จะทำได้สำเร็จมากกว่าถึงราว 40%
22. การจะมี productivity ได้ การใช้เทคนิค time blocking ช่วยได้เยอะ แม้กระทั่งเวลาพัก เราก็จำเป็นต้อง block time เวลานั้นไว้
23. อีกช่วงเวลาที่เรามักจะลืมให้เวลาหรือ block time ไว้คือ เวลาสำหรับรีวิวเป้าหมายของเรา
24. สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อทำ ONE Thing ของเราให้สำเร็จคือ ต้องทำสุดความสามารถตั้งเป้าเป็น mastery ในเรื่องนั้น ๆ ทำอย่างมี purpose คือทำไปให้สุดไม่หยุดที่ข้อจำกัด พยายามหาทางใหม่หรือวิธีที่แตกต่างเพื่อให้ไปต่อได้ นอกจากนั้นต้องมี accountability ที่สูง เลือกเป็นคนขับแทนที่จะเป็นแค่ผู้โดยสาร
25. การหาโค้ชหรือคนที่ให้คำแนะนะที่ดีเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้มากขึ้น
26. 4 อย่างที่จะมาปล้น productivity จากเราไป ก็คือ การไม่กล้า say no, การกลัวความยุ่งเหยิง, การไม่สามารถ manage energy ในแต่ละวันได้ และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนเป้าหมายของเรา
27. การที่เราจะทำอะไรที่เจ๋งและไม่ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะต้องเจอความยากและความยุ่งเหยิง จงอย่ากลัวสิ่งนั้น ยอมรับและหาทางเอาชนะมัน
1
28. สิ่งแวดล้อมมีผลต่อเป้าหมายเรามาก ๆ จงพยายามอยู่รายล้อมด้วยคนที่จะทำให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น
“Surround yourself only with people who are going to lift you higher”
29. ข้อสุดท้ายและข้อสรุปสำคัญเลยของหนังสือเล่มนี้คือให้เรา Live with Purpose, Live by Priority และ Live for Productivity 💯
📌 หนังสือปิดท้ายไว้ได้ดีที่เดียวครับที่ว่า เมื่อไปถามคนที่อายุมาก ๆ แล้วนั้นว่าในชีวิตที่ผ่านมาพวกเขาเสียใจเรื่องอะไรมากที่สุด เรามักจะได้ยินว่า สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดในชีวิตไม่ใช่การที่ได้ทำอะไรแล้วผิดพลาดอะไร แต่กลับเป็นการเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ หรือน่าจะทำเสียมากกว่า
4
ดังนั้นมีเป้าหมาย อยากทำอะไร หรือมี ONE Thing อะไร ให้เริ่มทำเสียเลย เริ่มจากตัวเรา
“All success in life starts within you.” ✅
เล่มนี้ไม่หนา อ่านไม่นานก็จบครับ ใครสนใจหาอ่านได้ ผมเข้าใจว่ามีฉบับแปลไทยแล้วด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า “ได้ทุกสิ่งด้วยสิ่งเดียว” ❤️
ติดตามได้อีกช่องทางทาง facebook page สิงห์นักอ่าน หรือเว็บไซต์ pawinreading.com
โฆษณา