17 ก.พ. เวลา 06:37 • บ้าน & สวน
1. ให้เปลี่ยนมุมมองตัวคุณเองก่อนค่ะ คำว่าจำเป็นต้องอยู่บ้านเดียวกัน ให้เปลี่ยนเป็นคำว่า จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน และเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน ก็แปลว่า แต่ละคนจะต้องแชร์เครื่องใช้และของใช้ส่วนรวม ในขณะที่ควรจะต้องมีเครื่องใช้และของใช้ส่วนตัว ตรงนี้ต้องแยกของใครของมันอย่างชัดเจน พื้นที่ใครพื้นที่มัน ห้องใครห้องมัน
เรายกตัวอย่างปัญหาจุกจิกระหว่างเรากับพี่สาว หลายครั้งนางลืม หรือไม่ก็เจตนา นำ cushion ส่วนตัว มาวางไว้ที่โซฟาสำหรับส่วนรวม เราจะใช้จิตวิทยา โดยการหยิบ cushion ของนางมากอด ไม่ก็รองหลัง เวลานั่งโซฟา เจตนาให้นางเห็นทุกครั้ง เมื่อนางต่อว่าเรา เราจะบอกว่า อะไรที่ซื้อมาส่วนตัว จะต้องนำไปไว้ที่ห้องส่วนตัวเท่านั้น ต้องไม่วางระเกะระกะในพื้นที่สาธารณะเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ทุกคนจะเข้าใจว่ามันเป็นของสาธารณะ รวมถึงแขกเหรื่อด้วย ซึ่งวิธีนี้ได้ผลชงัด
2. หากคนที่เราต้องอยู่ร่วมกับเขาเป็นคนคิดลบ คุณควรตระหนักไว้ว่า คนๆนี้ จะต้องมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาก่อน มีปมบางอย่างในใจ เราจะต้องเข้าใจผู้อื่นก่อนเสมอ เพราะคนคิดลบจะไม่มีที่ว่างในการทำความเข้าใจคนอื่น ยิ่งหากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ เขาจะทนไม่ได้ เขามักจะพร่ำบอกคนอื่นว่าตนเองเป็นคนฉลาดรู้ทันคนอื่น จึงทนไม่ได้ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่าพยายามไปสอนเขา หรือไปต่อว่าคนคิดลบ จงปล่อยให้เขาได้เรียนรู้อุปนิสัยตัวเอง คิดและใคร่ครวญด้วยตัวเอง คุณก็แค่ไม่ร่วมวงสนทนา เพราะจะเกิดการถกเถียงเอาชนะกัน
3. ตรวจสอบตัวเองว่า เราเป็นคนคิดลบด้วยหรือเปล่า เพราะเวลาที่คุณต้องจำเจ อยู่ร่วมกับคนคิดลบ คุณเองนั่นแหละ อาจจะกลายเป้นคนคิดลบเข้าไปทุกที เพราะคุณได้ตัดสินเขาไปแล้ว ว่าเขาเป็นคนคิดลบ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะพยายามปรับปรุงตัวอย่างไร คุณเองก็อาจเผลอมองลบเขาไปทุกเรื่องด้วยเหมือนกัน
4. ข้อนี้สำคัญมาก เรื่องความเกรงใจ โปรดสังเกตว่า คนที่ขาดความเกรงใจ มักเป็นคนที่สนิทสม คุ้นเคยกัน คุณต้องโทษตัวเอง และคนอื่นๆ ที่อาจปล่อยให้เขาแสดงพฤติกรรมไม่เกรงใจใคร คุณเงียบไม่เป็น มักจบลงด้วยการพร่ำบ่นและด่าทอ คุณและคนอื่นๆ นั่นเอง ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เขาทำโดยไม่รู้สึกว่าต้องเกรงใจ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คุณและคนอื่นๆ เพียงพร่ำบ่นและด่าทอ แล้วเรื่องก็จบเพียงเท่านั้น
เรายกตัวอย่างลูกน้องเราคนหนึ่ง ที่คุณแม่เราเคยให้ความสนิทสนม จนนางลามปามหลายครั้ง กระทั่งกล้าเอ่ยปากขอนั่นนี่ เริ่มจากขอผ้าพันคอ ทั้งที่นางก็รู้ว่าไม่ใช่ผ้าพันคอธรรมดา ซึ่งคุณแม่เราก็ให้ไป เราเอ่ยปากถามคุณแม่ต่อหน้านางว่า ผ้าพันคอผืนนั้นหายไปไหน เราบอกคุณแม่ว่า ผืนนั้นเราซื้อมาจากเมืองนอก ไม่ใช่ตลาดนัด แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อให้ไปแล้ว ก็แล้วกันไป แล้วเราก็สบตานางจริงจัง พร้อมกับบอกว่า ถ้าจะขออะไรจากอาม่าอีก ให้มาขอที่พี่นะ พี่เข้าใจเรา คนไม่เคยมี ก็จะมีอยากได้เป็นธรรมดา นางก้มหน้านิ่ง....
แม้จะเป็นคำพูดที่ออกบูลลี่ แต่นางอยู่ในสถานะลูกจ้าง
และเราต้องการให้นางหลาบจำ ไม่คิดลามปามอีก
โฆษณา