เมื่อวาน เวลา 12:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ทำไมญี่ปุ่นถึงแพ้สงครามซอฟต์แวร์ ความฝันที่แตกสลายกับเส้นทางอันขมขื่นของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ญี่ปุ่น

เคยสงสัยไหมว่าทำไมญี่ปุ่นที่เทพมากในเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กลับกลายเป็นพระรองในวงการซอฟต์แวร์? ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจมากๆ
ลองนึกภาพว่าในปี 2023 ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าดิจิทัลถึง 5.5 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ! ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2015 นั่นหมายความว่าพวกเขานำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์มากกว่าที่ส่งออกแบบสุดๆ
ญี่ปุ่นมีบริษัทฮาร์ดแวร์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Sony, Fujitsu, Hitachi หรือ Panasonic แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยมี Microsoft หรือ Adobe เป็นของตัวเองได้สักที? มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น
เรื่องราวเริ่มต้นในศตวรรษที่ 20 เมื่อกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (MITI) ของญี่ปุ่นพยายามจะปลุกปั้นอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ของตัวเอง โดยมองว่า IBM เป็นเหมือน “ปีศาจร้าย”
IBM เริ่มบุกญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1925 และตั้ง IBM Japan ในปี 1937 แม้จะมีอุปสรรคช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่พวกเขาก็กลับมาตั้งหลักได้ในปี 1949 ก่อนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกกฎบังคับให้บริษัทคอมพิวเตอร์ต่างชาติต้องร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น
แต่ IBM ไม่ยอมทำตาม พวกเขายืนกรานถือหุ้น IBM Japan 100% ซึ่งทำให้เกิดการทะเลาะกับ MITI บ่อยครั้ง แต่ด้วยความเจ๋งของเทคโนโลยี IBM ลูกค้าญี่ปุ่นก็ยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอยู่ดี
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1964 เมื่อ IBM เปิดตัวคอมพิวเตอร์ System/360 ที่โครตเทพ ทางฝั่ง MITI ไม่ยอมแพ้ จึงริเริ่ม “โครงการคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงพิเศษ” ในปี 1966 เพื่อล้ม System/360 ให้จงได้
น่าแปลกที่โครงการนี้โฟกัสแต่ฮาร์ดแวร์ มองข้ามความสำคัญของซอฟต์แวร์ไปเลย MITI จึงสนับสนุนให้ตั้ง Japan Software Company ในปี 1966 เป็นการร่วมทุนระหว่าง Hitachi, NEC และ Fujitsu
เป้าหมายคือการพัฒนาซอฟต์แวร์ “ภาษากลาง” สำหรับคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นทั้งหมด แต่ MITI ให้งบประมาณเพียง 25% ของโครงการทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าซอฟต์แวร์เป็นแค่เรื่องรอง
Japan Software Company สุดท้ายก็ล้มเหลว พนักงานสูญเสียความเชื่อมั่น และบริษัทต้องปิดตัวลงในปี 1972 หลังจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหมด นี่เป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ครั้งแรกของญี่ปุ่นในวงการซอฟต์แวร์
แล้วผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ญี่ปุ่นใช้ซอฟต์แวร์อะไร? พวกเขาก็ใช้ของ IBM นั่นแหละ แต่ด้วยวิธีที่แสบสัน
1
ในปี 1969 IBM ถูกบังคับให้แยกขายซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ออกจากกัน ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นฉวยโอกาสนี้ทำวิศวกรรมย้อนกลับซอฟต์แวร์ของ IBM โดยตั้งบริษัทย่อยด้านซอฟต์แวร์ขึ้นมา
Fujitsu เริ่มขายเมนเฟรมที่ “ใช้งานร่วมกับ IBM ได้” ในปี 1971 โดยทำการตลาดว่ามันเร็วพอๆ กับ IBM แต่ราคาถูกกว่า วิธีนี้ช่วยล็อกลูกค้าไว้และคิดราคาได้สูงขึ้น บริษัทคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นจึงกลายเป็น IBM ขนาดย่อม
แต่มีปัญหาก็คือ นี่มันเป็นการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและผิดกฎหมาย! แม้ IBM จะปล่อยผ่านไปกว่าทศวรรษ แต่สุดท้ายในปี 1982 พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับบริษัทญี่ปุ่นด้วยข้อกล่าวหานี้
เรื่องบานปลายกลายเป็นคดีระดับชาติ รัฐบาลสหรัฐฯ จับกุมพนักงานบริษัทญี่ปุ่นถึง 18 คนในข้อหาขโมยความลับทางการค้าจาก IBM เกิดเป็น “คดีสอดแนม IBM” ที่สร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับประเทศทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก
แม้จะถกเถียงกันดุเดือด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นลอกงาน IBM จริงๆ สุดท้าย Fujitsu ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่และค่าลิขสิทธิ์รายปีสูงถึง 60 ล้านดอลลาร์ต่อปีให้ IBM
ค่าธรรมเนียมซอฟต์แวร์พวกนี้คุกคามความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นอย่างรุนแรง รัฐบาลญี่ปุ่นถึงกับเสนอให้แก้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อจำกัดการคุ้มครองซอฟต์แวร์จาก 50 ปีเหลือแค่ 15 ปี (ซึ่งแน่นอนว่าไม่สำเร็จ)
เป็นเวลาหลายปีที่บริษัทคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นสร้างธุรกิจบนซอฟต์แวร์ของคนอื่น ตอนนี้มันก็ย้อนกลับมาทำลายพวกเขาแบบเจ็บแสบยิ่งนัก
รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักถึง “วิกฤตซอฟต์แวร์” ในครั้งนี้ แต่มีอุปสรรคสำคัญคือการขาดแคลนโปรแกรมเมอร์ที่เก่งจริง
มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นขาดอาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ขั้นเทพ อาจารย์ส่วนใหญ่มาจากสาขาอื่น เช่น คณิตศาสตร์ และไม่ทันกับเทรนด์เทคโนโลยีล่าสุด
2
ที่แย่ไปกว่านั้น วิศวกรรมซอฟต์แวร์ไม่ได้รับการมองว่าเป็นอาชีพที่น่าดึงดูดใจ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทใหญ่ภายใต้ระบบการจ้างงานตลอดชีพ ที่งานไม่ได้ค่าตอบแทนดีและไม่น่าสนใจ เป็นแค่งานปรับแต่งที่น่าเบื่อหรือเพียงแค่บำรุงรักษาระบบ
1
ในปี 2010 มีการประมาณการว่า 80% ของค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ของญี่ปุ่นถูกใช้ไปกับการบำรุงรักษาระบบที่มีอยู่ เทียบกับตะวันตกที่ใช้ไม่เกิน 60% แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังติดอยู่กับการแก้ไขของเก่ามากกว่าสร้างของใหม่
ญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาด้วยโครงการต่างๆ เช่น BTRON ที่ริเริ่มในปี 1984 โดย DR. Ken Sakamura แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการ “เปิด” เพื่อต่อกรกับ Microsoft และ Intel
BTRON ถูกนำไปใช้ในคอมพิวเตอร์สำหรับโรงเรียนญี่ปุ่น แต่ในปี 1989 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่ามันเป็นอุปสรรคทางการค้า แม้จะถอนข้อความนั้นในภายหลัง แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว บริษัทญี่ปุ่นถอนตัวจากโครงการทำให้ BTRON ล้มเหลว
อีกโครงการคือ SIGMA ที่เริ่มในปี 1985 ได้รับเงินทุน 25 พันล้านเยน มีเป้าหมายปรับปรุง Productivity ของโปรแกรมเมอร์ญี่ปุ่น แต่ก็ทำได้แค่พัฒนามาตรฐานและแอปพลิเคชันสำหรับเวิร์กสเตชัน Unix เท่านั้น
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นเจอปัญหาหนักเมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยยาวนาน ลูกค้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับแต่งซอฟต์แวร์ราคาแพงอีกต่อไป
ที่แย่ไปกว่านั้น ในช่วงเดียวกัน IBM, Microsoft และ Intel ก็สามารถทลายการผูกขาดตลาด PC ของ NEC ได้ในที่สุด เมื่อ DOS เวอร์ชันใหม่รองรับภาษาญี่ปุ่น ทำให้ซอฟต์แวร์ต่างชาติบุกตลาดญี่ปุ่นได้
ส่วน NTT DoCoMo ที่พยายามสร้าง “I-mode” เบราว์เซอร์เว็บมือถือ 2G ที่โด่งดังในญี่ปุ่นช่วงปี 1999-2003 ก็ไม่สามารถขยายไปต่างประเทศได้ และพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเมื่อ iPhone และระบบนิเวศแอปที่สมบูรณ์แบบกว่ามาถึง
แม้จะดูมืดมน แต่ญี่ปุ่นยังมีอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ใหญ่และสำคัญ ประเด็นคือพวกเขายังคงติดอยู่กับซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่ขายได้จำกัด และพึ่งพาผลิตภัณฑ์นำเข้ามากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังเก่งมากในอุตสาหกรรมเกม และโปรแกรมเมอร์ญี่ปุ่นก็มีทักษะสูง แม้จะได้เงินน้อยกว่าในอเมริกา พวกเขายังมีนวัตกรรมในบางด้าน เช่น ภาษา Ruby ที่รังสรรค์โดยนักพัฒนาชาวญี่ปุ่น (แม้ว่า Rails framework ที่ทำให้มันดังกระฉูดจะถูกพัฒนาโดยชาวเดนมาร์กก็ตาม)
ญี่ปุ่นยังมีโอกาสในการปรับตัวและพัฒนา ต้องส่งเสริมนวัตกรรม ลงทุนในการศึกษาด้านเทคโนโลยี และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพเทค ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ญี่ปุ่น
สุดท้ายแล้ว การเรียนรู้จากอดีตและปรับตัวเข้ากับแนวโน้มเทคโนโลยีโลกจะเป็นตัวขีดชะตาของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาทางเทคนิค แต่ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบติดจรวดเช่นนี้
นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ญี่ปุ่นเคยเอาชนะความท้าทายที่ยากกว่านี้มาแล้ว อนาคตของพวกเขาในโลกซอฟต์แวร์ยังเขียนไม่จบ อาจมีบทใหม่ที่สดใสรออยู่ก็เป็นได้
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา