25 ก.พ. เวลา 13:33 • การศึกษา

“ปฏิวัติการศึกษาไทย“

-------------------
         ยังจำไม่เคยลืมว่า วันที่ 7 กรกฎาคม 2546 ไทยเรามีการ “ปฏิวัติการศึกษา” ครั้งใหญ่ โดยแอบแฝงมาในคำว่า“ปฏิรูปการศึกษา”โดยมี ดร.ผู้โด่งดังคนหนึ่งและทีมงาน 9 อรหันต์เป็นหัวเรือใหญ่
โดย ยุบรวม ตั้งใหม่หน่วยงานทางการศึกษา /ได้ระบบบริหารการศึกษาใหม่/หน่วยงานกระจายแต่อำนาจกระจุกแบบอำนาจรวมศูนย์/เจ้านายเพิ่มซีใหญ่ๆ +เงินประจำตำแหน่ง(ฟรี)
แต่ข้าราชการครูต้องตะเกียกตะกายทำผลงานเลื่อนวิทยฐานะ/ใครๆก็เป็น ผอ.ไม่ว่าใหญ่เล็ก สร้างความรู้สึก“โลกนี้มีแต่นาย”ให้ลูกน้อง แต่สร้างความรู้สึก “กูซิใหญ่”ให้เจ้านาย
 
***ศึกษานิเทศก์ดูจะได้รับผลกระทบมากกว่าใคร จากที่เคยมีหน่วยงานทางวิชาการของตัวเอง บริหารงานกันอย่างเป็นระบบ เป็นสัดส่วน เครือข่าย เป็นเพื่อนที่แสนดีของโรงเรียน มีทั้งส่วนกลาง เขตการศึกษา และจังหวัด ได้รับยกย่องว่าเป็นครูของครู นับเนื่องมาร่วม 50 ปี
แต่ถูกโค่นล้มพังทลาย กลายเป็นมังกรไร้หัว เป็นบุคลากรเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่แทบจะไม่ได้ไปนิเทศและทำงานทางวิชาการอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน  แถมมีใครก็ไม่รู้ที่ดูด้อยค่าทางวิชาการ มาเป็นเจ้านายกันเป็นโขยง. คำว่า "นาย" ก็ถูกพูดกันติดปากในยุคนี้***
การเมืองเข้ามายุ่งกับการบริหารการศึกษาทั้งระดับสูงและระดับล่างเต็มประเทศ จนเกิดการ“วิ่งเต้นเส้นสายจนตีนขวิด““การรีดเลือดจากปู”และ“การคอรับชั้่น”ระเบิดระเบ้อ/ความสูญเปล่าของอาคารสถานที่ วัสดุครุภัณฑ์ ถูกทิ้งถูกรื้อเหลือคณานับ/คนได้ประโยชน์สมใจเริงร่า คนสูญเสียกระเด็นกระดอนเจ็บปวดใจมิลืม/หน่วยงานสำคัญบางหน่วยแม้จะถูกยุบไปแต่ก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาภายหลังอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
..แต่โรงเรียนก็ยังเป็น“นิติบุคคลปลอมๆ” การบริหารการศึกษาดูคล้ายๆกับ“การบริหารทั่วไป” สไตล์การบริหารยังคงใช้ “การบอก/การสั่ง” ซึ่งเป็นสไตล์ที่ใช้กับผู้มีวุฒิภาวะระดับ 1 (มี4 ระดับ)
เป็นด้านหลัก/บทบาทที่แสดงในการพัฒนาคุณภาพการศึกษายังคงเน้นการเป็น Inspector มากกว่า Supervisor
และที่สำคัญคือ”คุณภาพการศึกษาก็ยังต่ำต้อยแบบเดิมๆ“ บรรดาขุนพลนักปฏิวัติการศึกษาต่างคนต่าง”ตีหัวเข้าบ้าน“ ต่างพากันหลบมุม“หายเข้ากลีบเมฆ”ไปเลย
ความลบๆเหล่านี้เพื่อหวังแลกกับ“คุณภาพการศึกษา” แต่ก็ยังคงพยายามปีนป่ายไขว่คว้าหา“ไม้เด็ด”มาทำกันต่อไป เพราะ “คุณภาพการศึกษาทำยังไงๆก็ยังไม่ถึงขั้นสักที“ แถมถูกค่อนขอดว่า “ยิ่งทำยิ่งแย่..จนแทบจะรั้งท้ายในอาเซียนอยู่แล้ว”
นั่นคือภาพจำด้านลบๆที่กลบกลืนภาพจำดีๆ(ซึ่งมีอยู่มากเช่นกัน)ที่ผู้เฒ่าเล้าเหย่อย่างเรามักกล่าวถึงหากมีการพาดพิงถึง“การปฏิวัติการศึกษา”ในร่าง“ปฏิรูปการศึกษา”ขณะนั้น
มาบัดนี้ รมว.ศธ จะ “ปฏิวัติการศึกษา” ภายใต้อุดมคติ “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ“ด้วยกระบวนท่า ”คนไทย..ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ“ เติมด้วยหัวเชื้อเพลิงเร่งความเร็ว ”ทำดี ทำได้ ทำทันที“สู่วิสัยทัศน์(เป้าหมาย)
”ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน“
วิสัยทัศน์อาจจะดูยาวไกลถึงดวงจันทร์ เพราะการศึกษามิใช่แก้วสารพัดนึกที่จะเสกเป่าบันดาลได้ทั้งหมด คงเป็นได้เพียงพื้นฐานของชีวิตที่แน่นปึ๊ก ต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างอื่นช่วยกันปลูกปั้น เช่น นิสัยสันดานดีๆที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด คุณธรรมประจำใจและประสบการณ์ดีๆ แต่ก็ขอให้พยายามทำ อย่าให้หมดแรงไปเสียก่อน
หากจะ“ปฏิวัติการศึกษา”กันจริงๆ ควรทำ
         1.ต้องขุดรากถอนโคน มิใช่การตัดแต่งกิ่งไม้ทรงพุ่ม “รากไม่ดี ใบไม่งาม” ต้นไม้พิษย่อมส่งผลให้ได้ผลไม้พิษ
      2.ยุบเลิกหน่วยงานที่เป็นปีศาจแวมไพร์หลอกหลอนสร้างความเบื่อรำคาญแก่โรงเรียน ทำงานดุจ ”ตลบนกบนเวหา“ หมดงบประมาณเยอะแต่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า
3.ปรับเกลี่ยคนออกจากระบบ เช่น คนขี้เกียจทำงาน คนจิตประสาทเสีย คนคดโกงคนสร้างความปั่นป่วนและคนมัวเมาบ้าอำนาจ หากไม่ปรับเปลี่ยนคน คำขวัญจะดีปานใดย่อมไม่มีวันสำเร็จ
4.ปรับ Mindset  ของคนทุกระดับ เช่น
           4.1 สพฐ.คือผู้ร่วมงานของทุกคน ไม่ใช่เจ้านายใคร
           4.2 สพท.คือเพื่อนร่วมทาง แสวงหาความรวมมือกับโรงเรียน
           4.3 ผอ.รร.คือเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจกับครู/บุคลากร และนักเรียน
5.สร้างความเป็นอิสระในการตัดสินใจแก่โรงเรียนและหน่วยงานทุกหน่วย มิใช่จำกัดกักบริเวณด้วยการ “ต้องประชุมออนไลน์ด้วยตนเอง”เป็นประจำ
6.ทุกหน่วยงานปลอดจากการเมืองและระบบอุปถัมภ์ “อย่าทำการศึกษาให้เป็นการเมือง” การจัดการศึกษาเป็นการทำเพื่อประชาชนมิใช่เพื่อคนใดคนหนึ่งหรือคนใกล้ชิดมีบุญคุณ “อย่าเอาผลประโยชน์ของชาติมาตอบแทนบุญคุณส่วนตัว”
7.ยกเลิกโครงการมัยซินต่างๆ เช่น  “ประชุมใหญ่เบิ้มระดับประเทศ การอบรมขี้หมูราขี้หมาแห้ง การศึกษาดูงานปลอมๆ” ทำแล้วหมดงบแต่ไม่ได้งาน กำจัดเหลือบไรหากินกับงบประมาณโครงการและการแลกเปลี่ยน
8.สร้างวัฒนธรรมการทำงาน เช่น
          8.1 ผู้บริหารพูดคุยเรื่องราวทางวิชาการ มิใช่คุยถึงเรื่องวิชาการเมื่อไรเป็นอันต้องเดินหนีทุกที
         8.2 ครูคุยกันถึงเรื่องราวของเด็ก เลิกทำคอนเท็นต์ห่ามๆบวมๆไลฟ์สดในเวลาราชการ
        8.3 เน้นเนื้อหาสาระของงาน ไม่เน้นพิธีการ
        8.4 สร้างและธำรงรักษาความตรงไปตรงมา ความเป็นธรรมแก่ทุกคนให้มากๆ อย่าให้เกิดความลักลั่นดังที่มีอยู่
        8.5 ผลสุดท้ายของการทำงานการศึกษา “มุ่งเน้นผลงาน มิใช่ความเป็นพี่เป็นน้องหรือเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“ปฏิวัติการศึกษา” ต้องตูมตามเปรี้ยงปร้างดังสนั่น เพราะต้องอาศัยความตื่นตระหนกและตระหนักของคนทั้งประเทศ หาก “ปฏิวัติแบบเงียบๆ”และทำ“ไม่ตรงประเด็นที่เจ็บไข้” คงไม่มีทางสำเร็จได้ สุดท้ายวิสัยทัศน์ที่วาดหวังไว้แสนไกล คงไปได้แค่ยอดมะพร้าวเท่านั้นเอง
ภิรมย์  นันทวงค์ ...เขียน
         ธเนศ เขียนเพิ่มเติมใน ***
โฆษณา