วันนี้ เวลา 08:02 • ครอบครัว & เด็ก

ทำไมถึงพบ "ไมโครพลาสติก" ใน "นมแม่"

แนะ 6 แนวทางช่วยลดปนเปื้อน
กลายเป็นข่าวที่น่าตื่นตระหนกสำหรับครอบครัวที่กำลังมีลูกน้อย หลังจากที่เพจ "หมอแล็บแพนด้า" ออกมาโพสต์ข้อมูลเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2568 ถึงข้อมูลเคสพบไมโครพลาสติกในนมแม่ครั้งแรกในประเทศไทย
1.ข้อมูลงานวิจัยพบไมโครพลาสติกในนมแม่
หมอแล็บแพนด้า อ้างอิงข้อมูลงานวิจัยจาก Journal of Clinical Medicine โดยระบุว่า
นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างน้ำนมจากคุณแม่หลังคลอด 59 คน โดยเฉลี่ยแล้วคุณแม่กลุ่มนี้มีอายุ 28.13 ปี จากนั้นเอามาตรวจด้วยเทคนิค Raman micro-spectroscopy ปรากฏว่า
• 38.98% ของตัวอย่างมีไมโครพลาสติก! แทบจะครึ่งต่อครึ่ง!
• ชนิดของพลาสติกที่เจอ: ส่วนใหญ่เป็นโพลีโพรพิลีน (PP), โพลีเอทิลีน (PE), โพลีสไตรีน (PS) และโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) คือพลาสติกที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ตั้งแต่ถุงพลาสติกจนถึงกล่องใส่อาหาร
• คุณแม่ที่มีไมโครพลาสติกในน้ำนม มักจะมีปัญหาสุขภาพระหว่างให้นมลูก เช่น ท่อน้ำนมอุดตันมากกว่าคุณแม่ที่ไม่มีไมโครพลาสติก
• พวกจุลชีพในนมแม่ก็พบว่าแตกต่างกัน โดยกลุ่มที่เจอปนเปื้อนจะมีแบคทีเรียบางชนิด (Staphylococcus และ Streptococcus) มากกว่า
2.ไมโครพลาสติกคืออะไร?
ไมโครพลาสติก คือ เศษพลาสติกขนาดเล็กจิ๋ว ที่เกิดจากการเสียดสี การแตกสลายของพลาสติกชิ้นใหญ่ เช่น ถุงพลาสติก ขวดน้ำ
หรือพลาสติกที่ผลิตมาขนาดเล็กตั้งแต่แรก อย่างพวกไมโครบีดส์ที่เอาไว้ผสมในเครื่องสำอาง ซึ่งมันเล็กมากจนเรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สามารถแทรกซึมเข้าไปในร่างกายได้ง่ายๆ ผ่านทางอาหาร น้ำ หรือแม้แต่การหายใจ
3.ทำไมถึงพบไมโครพลาสติกในนมแม่ได้
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า ไมโครพลาสติก(MPs) เป็นผลมาจากการใช้พลาสติก จากผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติก หรือมีส่วนประกอบของพลาสติก ซึ่งได้แฝงตัวอยู่รอบตัว และพบได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เข้าสู่ร่างกายได้ทั้งการรับประทาน การสัมผัสเพราะมันสามารถปนอยู่ในอาหาร น้ำดื่ม เครื่องสำอาง
การใช้พลาสติกที่ทำให้เกิดไมโครพลาสติก จะละลายอยู่ในน้ำหรืออาจจะปนอยู่กับบรรจุภัณฑ์สำหรับเลี้ยงลูกที่ไม่ผ่านมาตรฐาน หรือมีคุณภาพดีพอ รวมถึงมลพิษทางอากาศจากการสูดดมเข้าไป หรือปนผ่านเครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
นอกจากนี้ แม่ที่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แม่ที่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ปศุสัตว์หนาแน่น ซึ่งอาจจะมีไมโครพลาสติกปะปนได้สูง หากไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายแม่แล้ว อาจมีโอกาสที่จะเข้าสู่กระแสเลือด หรือเนื้อเยื่อต่างๆ
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์
"แต่ในปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลชัดเจนว่าไมโครพลาสติกพบในนมแม่ได้อย่างไร หรืออาจเกิดจากการที่ไมโครพลาสติกปนอยู่ในภาชนะเก็บน้ำนมที่ให้เด็กกิน จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป" พญ.อัมพรกล่าว
4.นมแม่พบไมโครพลาสติกน้อยกว่าขวดนม
พญ.อัมพรกล่าวว่า จากรายงานวิจัยของไทย พบว่า น้ำนมแม่จะตรวจพบไมโครพลาสติกจากห้องทดลอง แต่ยังน้อยกว่าการดื่มนมจากขวด ที่ผ่านความร้อนสูงจากการทำความสะอาดขวดนมและวิธีการเตรียมนม
ข้อมูลดังกล่าว ทำให้แม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนม มีความกังวลว่าไมโครพลาสติกอาจส่งผลต่อการพัฒนาของระบบภูมิคุ้มกันและระบบต่อมไร้ท่อของทารก แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวและปริมาณที่ได้รับและก่อให้เกิดอันตรายเมื่อเข้าสู่ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ไมโครพลาสติกสามารถขับออกจากร่างกายได้ผ่านปัสสาวะ และเหงื่อได้
5.วิธีลดไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายแม่
นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ ให้ข้อมูลว่า ข้อแนะนำการลดไมโครพลาสติก MPs เข้าสู่ร่างกายสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร ได้แก่
1) ล้างมือบ่อยๆ
2) ทำความสะอาดเสื้อชั้นใน
3) อยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเทสะดวกไม่สูดดมสัมผัสมลพิษสารเคมีทางอากาศ
4) ลดการใช้เครื่องสำอางประเภทสเปรย์
5) รับประทานอาหารทะเลด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทะเลที่มีการปนเปื้อน
6) เฝ้าระวังการติดเชื้อที่เต้านม เต้านมคัดตึงหรือ และท่อน้ำนมอุดตัน
"แม้ว่านมแม่จะมีความเสี่ยงจากไมโครพลาสติก แต่การให้นมแม่อย่างเดียวต่อเนื่อง 6 เดือน และการดูดนมจากเต้านมโดยตรงยังคงมีประโยชน์สูงสุด ช่วยลดการเกิดโรคเรื้อรัง NCDs ทั้งแม่และลูกในอนาคตได้ด้วย นอกจากนี้ การลดการใช้พลาสติก การเลือกใช้ขวดนมที่ผ่านมาตรฐาน และเลือกวิธีการเตรียมนมที่ปลอดภัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้" นพ.ปกรณ์กล่าว
6.นมแม่ยังจำเป็นในการเลี้ยงลูก
พญ.อัมพร ย้ำว่า ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ แนะนำว่าให้ลูกได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมง แรกหลังคลอด กินนมแม่อย่างเดียว ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน และหลังจากนั้นควรกินนมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยจนถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น
เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารกด้วยมีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดและมีการสร้างสารอาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีวิตามินและฮอร์โมน รวมถึงแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารของลูกน้อยอีกด้วย
"เด็กทารกที่เกิดใหม่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ น้ำนมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับเด็ก เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยในแบบที่ไม่สามารถหาได้จากการกินนมผง" พญ.อัมพรกล่าว
7.ให้ลูกรับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก
พญ.อัมพร กล่าวว่า ลูกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก เพราะนมแม่มีชนิดของไขมันที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมอง เช่น DHA , ARA ฯลฯ และสามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ เพราะมีสารช่วยย่อยไขมันมาพร้อมด้วย
ไขมันในนมแม่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งเหมาะสมกับสมองเด็กกำลังโต ในขณะที่ข้าว กล้วย มีไขมันต่ำมากและระบบการย่อยของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และยังมีสารอื่น ๆ ที่มีมีประโยชน์อีกมากมาย เช่น taurine, สารช่วยการเจริญเติบโตของสมอง น้ำย่อย และฮอร์โมนต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งไม่มีในนมผสม
นอกจากนี้ ระบบย่อยอาหารของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ การได้รับอาหารที่ไม่สัมพันธ์กับช่วงวัย ทำให้เสี่ยงต่อลำไส้อุดตัน และการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ ซึ่งนมแม่มีความเหมาะสมกับการทำงานของทางเดินอาหารของทารกที่สุด อีกทั้ง สมรรถภาพของตับ ไต ยังไม่แข็งแรงดีพอในการขับของเสียออกจากร่างกาย
8.เผย 5 คุณประโยชน์นมแม่
นพ.ปกรณ์ ระบถว่า นมแม่มีประโยชน์ ดังนี้
1) มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า 200 ชนิด และสร้างสารอาหารที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตทางร่างกายในแต่ละช่วงวัย
2) เสริมสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งน้ำนมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกที่ลูกน้อยได้รับ
3) เสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง ทำให้ลูกน้อยเฉลียวฉลาด
4) ลดการเกิดโรค เช่น ภูมิแพ้ ท้องเสีย
5) ผลดีด้านจิตใจ สร้างความรักความผูกพัน ความไว้วางใจผ่านการโอบกอดขณะแม่ให้นมลูก
นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์
9.ทำไมควรให้ลูกกินนมแม่จากเต้ามากกว่าขวดนม
นพ.ปกรณ์ อธิบายว่า การดูดนมจากเต้าจะช่วยสร้างสายสัมพันธ์แห่งความรัก ความผูกพัน และความอบอุ่นที่ลูกรับรู้ได้ทันที ลูกจะคุ้นเคยกับการดูดนมและแม่จะเข้าใจและเรียนรู้ความต้องการของลูกได้ดีกว่าการดูดนมจากขวด
เนื่องจากการดูดนมขวดแตกต่างจากการดูดจากเต้านมแม่ เพราะลักษณะการเคลื่อนที่ของลิ้นและการขยับของขากรรไกรของลูกจะไม่เหมือนกัน
การกินนมจากเต้าจะมีการหายใจที่สัมพันธ์กับการดูดและกลืนน้ำนม โดยมีอัตราส่วนการหายใจ การดูด และการกลืน เป็น 1:1:1 ในขณะที่ลูกที่กินนมขวด น้ำนมจะไหลเร็ว ทำให้ลูกหยุดหายใจและหายใจออกเร็วกว่า
การให้ลูกกินนมจากขวดจึงทำให้คุ้นเคยกับการดูดนมจากขวดที่ไหลได้เร็ว และลูกไม่ได้เคลื่อนลิ้นไปด้านหน้าในขณะกินนม เมื่อนำลูกมากินนมแม่จากเต้าจึงอาจมีความลำบาก ต้องฝึกลักษณะการดูดนมใหม่
จากการศึกษาพบว่า ประมาณร้อยละ 50 ของทารกที่ได้ดูดจุกนมยางในช่วงอายุน้อยกว่า 1-2 เดือน มีโอกาสเกิดการปฏิเสธไม่ยอมดูดนมแม่ อีกทั้ง นมขวดอาจเสี่ยงปนเปื้อนไมโครพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ได้
โฆษณา