เมื่อวาน เวลา 04:00 • ธุรกิจ

กรณีศึกษา MINT บริษัทที่สร้างกระแสเงินสดอิสระ ได้มากกว่ากำไรสุทธิ 2 เท่า

หากให้เรานึกถึงแบรนด์ร้านพิซซาชื่อดัง ที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคย เชื่อว่า แบรนด์ “เดอะ พิซซ่า คอมปะนี 1112” ก็น่าจะเป็นแบรนด์อันดับแรก ๆ ที่เรามักจะนึกถึง
แล้วถ้าให้นึกถึงร้านไอศกรีมล่ะ ?
ก็คงเป็นชื่อของแบรนด์ “Swensen’s” และ “Dairy Queen”
ทีนี้ลองให้นึกถึงร้านสเต๊กกันดูบ้าง ?
แน่นอน ชื่อของแบรนด์ “Sizzler” ก็คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิดของเราอีก
รู้หรือไม่ว่า แบรนด์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ในประเทศไทยมีเจ้าของคนเดียวกัน คือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT
ซึ่งล่าสุด เมื่อไม่นานมานี้ ทาง MINT ได้ประกาศงบการเงินงวดล่าสุด คือปี 2567 ออกมา
หากสงสัยว่า ผลประกอบการของ MINT ในปี 2567 มีอะไรที่น่าสนใจ ที่เราควรเรียนรู้บ้าง
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจภาพรวมธุรกิจของ MINT กันสักนิด โดยธุรกิจของ MINT แบ่งออกเป็น 2 หมวดหลัก คือ
- ธุรกิจโรงแรม โดยเป็นเจ้าของแบรนด์โรงแรมหรูมากมาย ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น โรงแรมอนันตรา, โรงแรมอวานี และโรงแรมเอ็นเอช
- ธุรกิจอาหาร ที่มีแบรนด์เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยเป็นอย่างดี เช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, Swensen’s และบอนชอน
แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ จะคุ้นเคยกับแบรนด์ร้านอาหารของ MINT เป็นอย่างดี แต่กำไรของบริษัท ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากธุรกิจอาหาร แต่กลับมาจากธุรกิจโรงแรม
สัดส่วนกำไรของบริษัท
- ธุรกิจโรงแรม 70%
- ธุรกิจอาหาร 30%
ทีนี้เราลองมาดูสิ่งน่าสนใจ ที่ซ่อนอยู่ในงบการเงินของ MINT กันบ้าง โดยมีทั้งหมด 5 ข้อ
1. รายได้และกำไร
ปี 2567
รายได้รวม 165,362 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน +8%
กำไรสุทธิ 8,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน +41.29%
หากลองสังเกตที่รายได้รวม และกำไรสุทธิ ที่บริษัททำได้ เราก็จะเห็นว่า อัตรากำไรสุทธิ หรือ Net Profit Margin ของ MINT นั้น จะอยู่ที่เพียง
8,601 / 165,362 = 5.2% เท่านั้น
หรือก็คือ จากรายได้ที่บริษัททำได้ 100 บาท จะได้กำไรกลับมาเป็นเงิน 5.2 บาท
เห็นแบบนี้ เราก็อาจจะคิดว่า ทำไมกำไรสุทธิของ MINT ถึงดูน้อยจังเลย เพราะทำธุรกิจไปแล้ว ได้เป็นกำไรกลับมาแค่ 5.2% เอง
แต่จริง ๆ แล้ว ตัวเลขที่เราเห็น 5.2% นี้ เป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แท้จริงของบริษัท
เพราะกว่าที่จะได้ออกมาเป็นตัวเลขกำไรสุทธิ 8,601 ล้านบาทนี้ ก็ต้องมีการหักค่าใช้จ่ายบางอย่าง ที่บริษัทไม่ได้จ่ายออกมาเป็นเงินสดในแต่ละงวดจริง ๆ เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
หากเราไปดูที่งบกระแสเงินสดของ MINT เราก็จะพบว่า บริษัทมีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย สูงถึง 21,448 ล้านบาท
พอเป็นแบบนี้ หากเราไปดูแค่ตัวเลขที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน ก็อาจจะทำให้การวิเคราะห์ธุรกิจของเรา ขาดความสมบูรณ์ไปได้
นั่นจึงทำให้เราต้องใช้ “กระแสเงินสดอิสระ” มาช่วยในการวิเคราะห์ด้วย เพื่อให้เราเห็นภาพกระแสเงินสดที่ไหลเข้า-ออก ในบริษัท ได้ชัดเจนขึ้น..
2. กระแสเงินสดอิสระ
กระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow ก็คือ เงินสดที่คงเหลืออยู่ หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำธุรกิจทั้งหมดไปแล้ว
เงินสดที่เหลืออยู่นี้ ทางบริษัทสามารถเอาไปจ่ายคืนหนี้ ซื้อหุ้นคืน หรือจ่ายเงินปันผล ให้กับผู้ถือหุ้นก็ได้
คำนวณหาได้ง่าย ๆ โดย
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมการดำเนินงาน - รายจ่ายเพื่อการลงทุน
ปี 2566 กระแสเงินสดอิสระ 29,231 ล้านบาท
ปี 2567 กระแสเงินสดอิสระ 30,486 ล้านบาท
2
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกระแสเงินสดอิสระที่เราเห็นด้านบนนี้ เป็นการคำนวณแบบง่ายที่สุด โดยจะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย คือต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นการจ่ายคืนดอกเบี้ยเงินกู้ของบริษัท
เราเรียกกระแสเงินสดอิสระประเภทนี้ว่า “Free Cash Flow to Firm” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า FCFF
เพราะฉะนั้น เพื่อหากระแสเงินสดจริง ๆ ที่จะกลับคืนสู่เจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้น เราจึงต้องนำ FCFF ไปหักออกด้วย การจ่ายหนี้สินที่เป็นต้นทุนทางการเงินก่อน
เราจึงจะได้สิ่งที่เรียกว่า “Free Cash Flow to Equity” หรือ FCFE ซึ่งเป็นกระแสเงินสดจริง ๆ ที่จะกลับคืนมาสู่เจ้าของบริษัท
ซึ่งในกรณีของ MINT มีต้นทุนทางการเงินอยู่ที่
ปี 2566 ต้นทุนทางการเงิน 10,841 ล้านบาท
ปี 2567 ต้นทุนทางการเงิน 11,366 ล้านบาท
ทำให้เราก็จะหา FCFE ของ MINT ออกมาได้แล้ว
ปี 2566 FCFE เท่ากับ 18,390 ล้านบาท
ปี 2567 FCFE เท่ากับ 19,120 ล้านบาท
อย่างที่เราเห็นในข้อ 1 ก็คือ ในปี 2567 MINT ทำกำไรสุทธิได้ 8,601 ล้านบาท
แต่หากเราไปดูที่ FCFE ซึ่งเป็นเงินสดจริง ๆ ที่จะกลับเข้ามาสู่ผู้ถือหุ้นของบริษัท กลับอยู่ที่ 19,120 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากำไรสุทธิที่เราเห็น 2.22 เท่า
นี่จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า กำไรสุทธิของบริษัทนั้น ไม่เท่ากับ กระแสเงินสดที่บริษัททำได้จริง ๆ นั่นเอง
3. กระแสเงินสดอิสระต่อรายได้รวม
หากเราลองเปลี่ยนจากการคำนวณอัตรากำไรสุทธิแบบเดิม ๆ ที่นำ กำไรสุทธิ มาหารด้วย รายได้รวม
เป็นการนำ FCFF มาหารด้วย รายได้รวม แทน
ซึ่งอัตราส่วนนี้เรียกว่า Free Cash Flow Margin หรือ “กระแสเงินสดอิสระต่อรายได้รวม”
MINT จะมี กระแสเงินสดอิสระต่อรายได้รวม เท่ากับ 18.44%
แปลความหมายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ จากรายได้ 100 บาท ที่บริษัททำได้ จะกลายเป็นกระแสเงินสดกลับมา เป็นเงิน 18.44 บาท
แต่การคำนวณ Free Cash Flow Margin ปกติแล้วมักจะใช้ FCFF กัน เพราะมองในมุมบริษัท
แต่ถ้าเรามองในมุมนักลงทุน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ MINT เราต้องเปลี่ยนมาใช้ FCFE ที่หักต้นทุนทางการเงินออกไปแล้ว แล้วนำมาเปรียบเทียบกับรายได้รวม
ทำให้ Free Cash Flow Margin จาก 18.44% ลดลงเหลือ 11.56%
โดยตัวเลขนี้จะหมายความว่า จากรายได้ 100 บาทที่ MINT ทำได้ หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ รวมถึงหักการจ่ายคืนดอกเบี้ยเงินกู้
สุดท้ายแล้ว ก็จะกลายเป็นเงินสดจริง ๆ กลับมาสู่ผู้ถือหุ้น 11.56 บาท
1
4. หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อกระแสเงินสดอิสระ
เมื่อไปดูที่งบแสดงฐานะการเงินของ MINT จะพบว่า บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยในปี 2567 อยู่ที่ 93,670 ล้านบาท
ซึ่งตัวเลขเท่านี้ หลายคนก็อาจจะมองว่า บริษัทมีหนี้สินที่เยอะมาก
แต่หากเราลอง นำหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ มาเปรียบเทียบกับ กระแสเงินสดอิสระที่บริษัททำได้ แล้วคิดในเชิงว่า
“ถ้าบริษัทสามารถนำกระแสเงินสดอิสระ ไปจ่ายคืนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด จะใช้เวลากี่ปี หนี้จึงจะหมด ?”
คำถามนี้ เราจะหาคำตอบได้โดย
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย / กระแสเงินสดอิสระ
ปี 2566 หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อกระแสเงินสดอิสระ 3.68 เท่า
ปี 2567 หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อกระแสเงินสดอิสระ 3.07 เท่า
3.07 เท่า หากมองแบบเร็ว ๆ ก็ดูเหมือนจะหมายความว่า จากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระของ MINT ในปัจจุบัน บริษัทจะใช้เวลาแค่เพียงประมาณ 3 ปีเท่านั้น ก็จะจ่ายคืนหนี้ได้หมดแล้ว
แต่ในโลกความจริง ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะด้วยการที่บริษัทมีหนี้สินเกือบ 100,000 ล้านบาท ทำให้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนมาก ในแต่ละปีเช่นกัน
ดังนั้น ระยะเวลาในการใช้คืนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจนหมด ในความเป็นจริงก็น่าจะต้องยาวนานกว่า 3 ปี
และตรงจุดนี้ก็ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ต่อไปนี้ MINT จะไม่มีการกู้เงินอีกแล้วด้วย
5. Cash Flow Return on Investment
Cash Flow Return on Investment หรือเรียกย่อ ๆ ว่า CFROI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยบอกเราว่า บริษัททำผลตอบแทนจากการลงทุนทำธุรกิจ ได้คุ้มค่าหรือไม่ คล้ายกันกับ ROIC เลย
แต่จุดที่แตกต่างกันก็คือ CFROI จะเป็นตัวที่บอกเราว่า จากการลงทุนทำธุรกิจของบริษัท สุดท้ายแล้ว จะสร้างเป็น “กระแสเงินสดจริง ๆ กลับมา” ได้คุ้มค่าหรือไม่
เพราะ CFROI วัดจากกระแสเงินสดจริง ๆ เป็นหลัก นั่นเอง
หากทำได้สูงกว่า 15% ก็ถือว่า คุ้มค่าต่อเงินที่ลงทุนไป แต่หากทำได้น้อยกว่า 15% ก็หมายความว่า ไม่ค่อยจะคุ้มค่าสักเท่าไร
คำนวณหาโดย
(เงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน / เงินลงทุนในธุรกิจ) x 100%
ปี 2566 CFROI เท่ากับ 21.84%
ปี 2567 CFROI เท่ากับ 24.25%
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเห็นภาพรวมผลประกอบการของ MINT ในปี 2567 ที่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยการเจาะลึกลงไป ถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด กันชัดเจนขึ้นแล้ว
กรณีของ MINT เอง ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี ที่เราควรศึกษาเอาไว้ เพราะอย่างที่เห็นว่าตัวเลขที่เราเห็นอยู่ในงบกำไรขาดทุน ในหลายครั้ง ก็ไม่ได้บอกภาพความเป็นจริงของธุรกิจ
และการตรวจสอบความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัท ด้วยการดูกระแสเงินสดอิสระ เราก็ควรจะต้อง คำนึงถึงประเด็นด้านการจ่ายคืนหนี้เงินกู้ด้วย
เพราะจะช่วยให้เราเห็นภาพความเป็นจริงของธุรกิจ ได้ชัดเจนขึ้นว่า สุดท้ายแล้ว เงินสดจะกลับเข้ามาสู่เจ้าของบริษัท ได้เท่าไรกันแน่
หลังจากนี้ก็เป็นที่น่าติดตามกันต่อไปว่า ในปี 2568 และต่อไป ทาง MINT จะมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ เพื่อรักษาการเติบโตอย่างไร
และกลยุทธ์เหล่านั้น จะยังช่วยให้ MINT รักษาความแข็งแกร่งต่อไปได้อีกหรือไม่..
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นเหล่านี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
#ลงทุน
#หุ้นไทย
#MINT
References
- คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2567 บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
- งบการเงินปี 2567 บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
- หนังสือ The Little Book of Valuation: How to Value a Company, Pick a Stock, and Profit (2024) โดย Aswath Damodaran
โฆษณา