Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
twilight12/2.1
•
ติดตาม
27 ก.พ. เวลา 09:53 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Anunnuki come from the twelve planet part 1
ย้ายมาอยู่ในหน้าเพจแล้วนะครับ ภาคแรก
ดาวนิบิรุ สูญพันธุ์แล้ว?????
มันยังมิอาจสูญพันธ์ไปได้แน่ๆ ดาวเคราะห์ดวงกลมโตๆสีแดง ที่เราเห็นประจำตอนพลบค่ำ บ้างก็ว่า มันคือ ดาวนิบิรุนั่นล่ะครับ
มีตำนานในอดีตเขาเล่าไว้ประมาณว่า
สุริยะจักรวาลเรามีช่วงที่เกิดภาวะแม่เหล็กระหว่างดวงดาวเกิดไม่สมดุลขึ้นมา
เป็นอันตรายต่อการดับสูญของจักรวาล จึงได้มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น คือมี
ดาวหางพุ่งมาจากจักรวาลหนึ่ง
เป็นดาวหางที่มีบริวารเป็นดาวจันทร์จำนวนหนึ่ง(5ดวง?) มีแหล่งกำเนิดแม่เหล็กในตัวเอง
พุ่งเข้ามาในสุริยะจักรวาล และถูกดวงอาทิตย์ของสุริยะจักรวาลของเราจับไว้เป็นบริวารตั้งแต่นั้นมา
การเข้ามาครั้งแรก ก็ชนกับดาวโลก ทำให้โลก แหว่งเหมือนแอปเปิ้ลโดนกัด ผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ปัจจุบัน ก็ทำให้โลกมีสภาพที่เหลือเพียงครึ่งใบเท่านั้น หากเราสูบ
น้ำทะเลออกจนหมดโลก การชนกันครั้งนี้ ทำให้เกิดมหาสมุทรแปซิฟิค และทวีปเลอมู ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และแรงระเบิดยังทำให้เกิด asteriod belt เศษดาวกระจายเป็นวงแหวนกั้นแบ่ง เรื่องราวนี้ น่าจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อประมาณ******สี่พันหกร้อยล้านปีที่แล้ว ในช่วงที่ระบบสุริยะจักรวาลยังไม่มีแถบดาวเคราะห์น้อย ซึ่งโคจรระหว่าง
ชั้นนอกและชั้นใน การชนกันครั้งนี้ทำให้สุริยะจักรวารสงบและเกิด
สมดุลย์แรงสนามแม่เหล็กจักรวาลไปได้ระดับหนึ่ง ส่วน นิบิรุ หรือดาวแดง
ก็กลายเป็น ดาวหางบริวารของสุริยะจักรวาลต่อไป วงโคจรประมาณ 3600 ปี ควงรอบ
2 จักรวาล คือ สุริยะจักวาลหนึ่ง และอีกจักรวาลหนึ่งจำชื่อไม่ได้ และการมาถึงของ
นิบิรุก็จะมีผลกับสุริยจักรวาลคือ ทำให้แรงสนามแม่เหล็ระหว่างดวงดาว ปั่นป่วนไประยะหนึ่ง
เมื่อกาลครั้งหนึ่งในอดีตประมาณ 500,000 ปีล่วงมาแล้ว โลกของเราหรืออีกนามหนึ่งเทียมัต เป็นสถานที่ที่ต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ชื่อเทียมัตนี้เป็นชื่อดั้งเดิม ส่วนคำว่าโลกหรือไกอาเป็นชื่อที่เพิ่งใช้เมื่อเร็วๆ นี้
ช่วงเวลาที่ดาวนิบิรุกำลังประสบภัยพิบัติขาดแคลนแร่ทอง คือเมื่อประมาณเมื่อ 450,000ปีก่อนนั้น เกิดเหตุการ์ณดั่งนี้ขึ้น
ภัยพิบัติบนดวงดาวนิบิรุ เมื่อราวๆ สี่แสนห้าหมื่นปีก่อน
ภูเขาไฟบนดวงดาวของพวกเขา ได้ปล่อยก๊าซทินเนอร์ร้อนระอุ พวกเขาได้พยายามใช้แร่ทองคำ ที่มีอยู่บดเป็นฝุ่นผงด้วยเทคโนโลยีนาโน แล้วนำไปอุดรอยรั่วที่ชั้นบรรยากาศของพวกเขา ที่มีลักษณะคล้ายกับผ้าห่มให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ทำให้ก๊าซออกซิเจน มิหลุดลอยไป และยังทำให้ร่างกายสัตว์เลือดเย็น อย่างพวกเขาไม่ได้รับอันตราย แต่ทว่า แร่ทองบนดาวมีปริมาณไม่เพียงพอในขณะนั้น ลมพัดแรง และฝนก็เริ่มหยุดตก ภัยพิบัติ
บนดวงดาวในเริ่มแผ่ขยายเป็นวงกว้างขึ้น นำไปสู่การไม่พอใจในการปกครองของพวกพระราชวงศ์และประชาชน และเริ่มที่จะประท้วงและเรื่มก่อการกบฏขึ้นมา
เมื่อ 500,000 ปีก่อน เทียมัตไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่อยู่ในปัจจุบันนี้ วงโคจรของมันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์คือ ณ ตำแหน่งระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ส่วนดาวอังคารนั้นจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะที่ใกล้กว่าปัจจุบันนี้ ซึ่งทำให้ดาวอังคารเหมาะที่จะใช้อยู่อาศัยได้เพราะมีอุณหภูมิพอเหมาะ และมีน้ำในรูปของของเหลว ข้อมูลเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากทางนาซาและนักวิทยาศาสตร์ ยกเว้นก็แต่เรื่องวงโคจรที่แตกต่างจากปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปไม่ยอมรับเรื่องการวิวัฒนาการโดยสิ่งกระตุ้น
ในช่วงนั้นเทียมัตอยู่ใกล้กับดาวซิริอุส (หรือโซทิสตามที่ชาวอียิปต์โบราณเรียกขาน) ระบบสุริยะและระบบดาวซิริอุสนั้นมีความเกี่ยวโยงกันทางด้านแรงโน้มถ่วง ซึ่งข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เริ่มได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงวิทยาศาสตร์ ระบบซิริแอนนี้จะโคจรรอบดาวฤกษ์อคลีออน ในกระจุกดาวลูกไก่ (พีลอาดีส) หรือที่จะเรียกขานว่าเขตพีลอาดีส พื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ จะโคจรรอบศูนย์กลางกาแลกซี่ ในทิศทางของกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius)
ในรอบระยะประมาณ 200 ล้านปี และรอบการโคจรของระบบซิริแอนและเขตพีลอาดีส จะมาบรจจบอยู่ในแนวเดียวกับศูนย์กลางกาแลกซี่ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555 (ค.ศ.2012) โปรดเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งเหนือความคาดหมาย!!!
ธารน้ำแข็งในสมัยยุคพรีแคมเบรียน ที่บริเวณขั้วโลกเหนือและเกาะกรีนแลนด์
เรื่องประวัติของนิบิรุ และ เทียมัต โลกของเราในช่วงนั้นมีสภาวะอากาศที่หนาวเย็นกว่าปัจจุบันมาก ประชากรมนุษย์ในยุคนั้น ตามที่นักโบราณคดีเรียกคือมนุษย์นีแอนเดอทัลจะมีขนดกหนาและสันทัด ล่ำสันกว่าพวกเราในปัจจุบัน พวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในโพรงถ้ำ เพื่ออาศัยประโยชน์จากความอบอุ่นจากพื้นภิภพ เหล่าชาวภิภพแห่งเทียมัตนี้ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษจากพีลอาดีส ซึ่งข้อเท็จจริงนี้สามารถยืนยันได้จากตำนานและนิทานปรัมปราของหลายชนชาติ
เช่นชาวมายาและชาวโพลีนิเชีย แต่ในที่นี้จะขอเว้นที่กล่าวถึงจุดกำเนิดของชาวพีลอาดีสบนเทียมัตไว้ก่อนนะครับ
เมื่อ 500,000 ปีก่อน ระบบสุริยะนั้นมีเสถียรภาพแต่เนื่องด้วยเหตุเหนือความคาดหมาย ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งในระบบดาวซิริแอน ได้เกิดพลัดออกนอกแนวทางโคจรและมุ่งเข้าสู่ระบบสุริยะ ซึ่งดาวเคราะห์นี้ได้ถูกจับไว้เป็นบริวารของระบบสุริยะ โดยที่มีวงโคจรที่รีคล้ายวงโคจรของดาวหาง ซึ่งมีคาบการโคจรหนึ่งรอบในเวลา 3,600 ปี และมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ที่สุดในบริเวณกลุ่มเฆมออร์ด
และตรงกับที่โลกอยู่ในช่วงไพลโตซีน
ตอนต้น หรือในยุคธารน้ำแข็งพอดิบพอดีนะครับ แต่ในวิดีโอของยุทูปเบอร์ท่านหนึ่ง ที่ใช้ชื่อ คุณ history worldใน วิดีโอเรื่อง "อะนุนากิ มนุษย์สายพันธุ์กลุ่มแรกที่ได้เดินทางมาบนโลก"วิดีโอของเขาค่อนข้างจะเป็นวิชาการอยู่มาก เขาได้กล่าวว่า เมื่อพวกอนันนูกิลงมายังโลกนั้น มิได้พบมนุษย์เลยสักราย นอกจากเสือคาบดาบ วานร และช้างแมมมอธ นั้นคงจะไม่เป็นความจริงในความเห็นของผู้เขียน เพราะในยุคไพลโตซีน หรือในยุคธารน้ำแข็งนั้น
มีมนุษย์แล้ว แต่เป็นสายพันธุ์นีแอนด์เดอร์ทัล แต่ผู้เขียนเชื่อตรงกับเขาที่ว่า พวกอนัน
นูกินำเชลยศึก คือ *ชาวอิกิกีส์ มาร่วมขุดเหมืองทองบนโลกด้วย เนื่องจากพวกนี้ เหม็นกลิ่นตัวของชาวพื้นถิ่นมาก คงมิอาจจะร่วมงานกันได้นานๆเป็นแน่แท้
ความเป็นจริงอีกอย่าง น่าจะเป็นดั่งนี้ กล่าวคือ เมื่อพวกเขาได้เดินทางมาที่เทียมมัตครั้งแรกนั้น เมื่อได้ลงมือลงแรงขุดเหมืองทองกันแล้วสักพัก ปรากฏว่า เมื่อดำเนินงานไปได้สักระยะ เกิดปัญหาเกี่ยวกับด้านแรงงานขุดเหมืองประท้วง แต่เมื่อพอหันไปเห็นมนุษย์ในสมัยนั้นเข้า ที่เป็นพวกนีแอนด์เดอทัล (ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็น"มนุษย์"นะครับ แต่ก็ยังมีความเป็นวานร แฝงอยู่มากเลย ประมาณเจ็ดถึงแปดส่วนขึ้นไปเลยทีเดียว จึงเรียกมนุษย์พวกนี้ ว่าพวกนี
แอนด์เดอทัล แต่ยังไม่ใช่ถึงขั้นพวกโฮโมซาเปี้ยนส์ ) จึงจับมาทดลองเพื่อใช้เป็นแรงงานเพิ่มเติม จากพวกอิกิกีส์ ที่กำลังก่อหวอดในเวลานั้นเสียเลย
บนดาวนิบิรุ คาดกันว่าประชากรบนดาวนี้ มีขนาดประมาณดาวเนปจูน มีลักษณะคล้ายสัตว์เลื้อยคลานที่ปกครองโดยชนชั้นปกครองที่เรียกว่า “เนฟิลิม” (ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาอ่านได้จากพระคริสต์ธรรมคำภีร์) ประชาชนทั่วไปจะเป็นที่รู้จักกันในนาม “อนูนากิ” (Anunaki ตามที่เรียกขานโดยชาวสุเมเรียน) หรือ”อนาคิม” (ในพระคัมภีร์เก่า) ในช่วงนั้นผู้ปกครองสูงสุดคือจักรพรรดิ์ อลาลู และจักรพรรดินี ลิลิตู
เมื่อสมัยก่อนนั้นอันไกลโพ้น ในตอนที่พวกเขา ยังมิได้ลงมา
ยังดาวโลกนั้น เรื่องราวของพวกเขาภายหลังที่ถูกจับเป็นบริวารโดยดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์นิบิรุ ได้เริ่มประสบกับภาวะสภาพอากาศที่ไม่เหมาะ กับการอยู่อาศัย สภาผู้ปกครองทั้งสิบสอง นำโดยจักรพรรดิ์อลาลูได้มีการประชุมฉุกเฉินและได้สรุปถึงวิธีป้องกัน เพื่อความอยู่รอดของดาวเคราะห์โดยการสร้างโล่ห์ความร้อน ที่ทำขึ้นมาจากทอง เพื่อปกป้องชั้นบรรยากาศจากการสูญเสียความร้อน ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิตแบบสัตว์เลื้อยคลาน ที่ต้องขึ้นกับแหล่งความร้อนภายนอกเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
พวกเขาได้เริ่มทำการสำรวจระบบสุริยะใหม่นี้ทันที กองยานอวกาศได้ถูกส่งไปยังดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งเทียมัตเพื่อค้นหาทอง
ชาวอนันนูกิ แห่งราชวงศ์อนันนูกิ บนดาวเทียมมัต หลังจากขับไล่อานูออกไปได้สำเร็จ
นักวิทยาศาสตร์ของพวกเขาได้มีการประชุมกัน เพื่อจะได้ค้นหาแร่ทองคำบริสุทธิ์มาอุดรอยรั่วในชั้นบรรยากาศ ประชาชนและชนชั้นพระราชวงศ์เริ่มกระด้างกระเดื่องและรำคาญเบื่อหน่ายกับการปกครองของกษัตริย์อลาลูในขณะนั้น อานู ซึ่งเป็นพระญาติ จึงถือโอกาสแห่งความวุ่นวายและยุ่งเหยิงนี้ เข้าปล้นชิงราชบัลลังค์เสีย
อลาลู จึงได้หลบหนีภัยทางการเมืองบนดาวบ้านเกิด พระองค์ได้ทรงนั่งยานอิลิเซียส อันเป็นลักษณะยานเล็กๆส่วนตัว ที่ติดขีปนาวุธครบครัน มาเพียงลำพังพระองค์เดียว และได้ลงมาเจอ ดาวเทียมมัต (นั่นคือ ดาวโลก นั่นเอง ชาวนิบิรุ จะเรียกโลกสมัยก่อนว่า เทียมมัตนะครับ)
บริเวณที่ปัจจุบันคืออ่าวเปอร์เซีย และย่างเท้าบนฝั่งในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศคูเวต ในที่สุดก็ได้ก่อตั้งท่าจอดยานอวกาศ ในบริเวณเมโสโปเตเมีย ในตำแหน่งที่มีตำนานว่าเป็นสวนอีเดน โดยความช่วยเหลือชาวพื้นเมืองเทียมัต เขาได้พบกับขุมทองบนเทียมัตและสามารถนำทองนี้เป็นสร้างเป็นโลห์กักความร้อนได้สำเร็จ
อย่างไรก็ดี โลห์นี้มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ นี่จึงเป็นเหตุที่ต้องมีชาวอนูนากิประจำอยู่บนเทียมัตเพื่อทำหน้าที่ขุดทองและส่งทองกลับไปยังนิบิรุอย่างสม่ำเสมอ
พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ดาวของพระองค์ นั้นมีโอกาสที่จะรอดพ้นจากภัยพิบัติ ดังนั้นจึงทรงแจ้งข่าวนี้กลับไปที่นิบิรุ อานู ทรงฟังข่าวนี้ด้วยความโลภโมโทโสและริษยาอลาลูยิ่งนัก เขามาที่เทียมมัต
มิรอช้า พร้อมกับภรรยา ที่ชื่อ นิมมูเซง บุตรคนโต ที่ชื่อ เอนกิ บุตรคนรอง ที่ชื่อว่า เอนริ และพระราชธิดา นินคูเซน และก็เริ่มต่อรองกับคิงอลาลู ขอที่จะเป็นผู้จัดการเรื่องเหมืองทองคำบนเทียมมัตเอง แต่ในตอนแรก คิงอลาลู มิทรงยินยอม จึงได้เกิดสงครามเล็กๆขึ้นบนเทียมมัต และอลาลูทรงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงได้นั่งยานอิลี
เซียสหนีกลับไปเพื่อเอาตัวรอด
ครั้งหนึ่งอันแสนเนิ่นนานมาแล้ว ในช่วงที่นิบิรุโคจรรอบบดวงอาทิตย์มีอยู่ครั้งหนึ่ง ประมาณราวๆ 26000 ปีที่แล้วของเทียมัตนิบิรุได้โคจรเฉียดเข้าใกล้เทียมัตมากจนก่ออันตรายร้ายแรง จนทำให้เกิดคลื่นมหาสึนามิขนาดใหญ่ราวกับได้เกิดน้ำท่วมโลก
ลักษณะของประชากรนิบิรุจะมีความสูงในราว 10 – 20 ฟุต (3 – 6 เมตร) มีผมดกหลายสี แต่ขนตามตัวจะมีน้อยมากเพศผู้จะมีหนวดเคราบ้าง และส่วนมากจะมีเขาคล้าย****เขาแพะบนศีรษะ ส่วนเพศหญิงส่วนมากจะมีปีก พวกเขาจะไม่มีเหงื่อและไม่มีกลิ่นตัว ซึ่งนี่เองเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ให้ชาวพื้นเมืองเทียมัตทำหน้าที่ขุดทองหรืออยู่ใกล้กับพวกเขา เพราะพวกเขารู้สึกว่า
พวกชนพื้นเมืองนี้มีกลิ่นตัวแรง ชาวนิบิรุมีนิ้วมือนิ้วเท้าข้างละเจ็ดนิ้ว ( ชาวนิบิรุจะเรียกชนพื้นเมืองผู้มีกลิ่นตัวแรงนี้ว่า ชาวอานอนีมัส นะครับผู้อ่าน)
***Rod of Asclepius สัญลักษณ์ทางการแพทย์ในยุคแรกของโลก มีงูเพียงตัวเดียวพันอยู่บนปฏัก
อาหารของพวกเขามักจะเป็นอาหารเหลว และนิยมแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งตัว ที่ทำมาจากแผ่นทอง พวกเขาได้ไปนำเชลยศึกที่ชนะสงคราม มาร่วมเป็นแรงงานในการขุดทองด้วย คือชาวอิกิกีส์นั่นล่ะ เพื่อเป็นแรงงานในการขุดเหมืองทอง ส่งกลับไปยังดาวนิบิรุบ้านเกิด
เมื่อเวลาผ่านไปคนงานชาวเหมืองต่างๆเริ่มกระด้างกระเดื่องจนในที่สุดได้นำไปสู่การปฏิวัติและปฏิเสธการทำเหมือง ฝ่ายกบฎที่นำโดยพวกอิกิกีส์
เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เนื่องจาก พวกอนันนูกิผู้ปกครอง มีร่างกายที่สูงใหญ่กว่ามาก และยังใช้อาวุธที่ร้ายแรง ภายหลัง เมื่อปราบการจลาจลได้สำเร็จ องค์จักรพรรดิ์อนู จึงได้ปรึกษากับราชินีนิมมูเซง ซึ่งราชินีนี้ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์และพันธุศาสตร์ขณะนั้น จักรพรรดิ์ได้ขอร้องให้ราชินีสร้างสิ่งมีมีชีวิตลูกผสมระหว่างชาวนิบิรุกับชาวเทียมัตเพื่อทำหน้าที่เป็นแรงงานในเหมืองทอง
องค์ราชินีได้ทรงรับหน้าที่ด้วยความรู้สึกท้าท้าย และในที่สุด ก็ได้เป็นสิ่งมีชีวิตลูกผสมเพศชายจากไข่ของหญิงเทียมัติกับเชื้ออสุจิของเจ้าชายเอนกิ ราชินีเรียกลูกผสมนี้ว่า “อดามู/ อดัม” ในเบื้องต้นลูกผสมนี้มีแต่เพศชายทั้งสิ้น โดยที่ชาวนิบิรุเพศหญิงจำนวนหนึ่งทำหน้าที่อุ้มท้อง และเป็นที่เรียกขานผู้ที่ทำหน้าที่เหล่านี้ว่า “เทพีแห่งการเกิด”
และทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี นิบิรุมีทอง ชาวอนูนากิส์(รึชาวอิกิกีส์นี่ล่ะ, เชลยศึกของพวกเขาที่ได้นำมาบนโลก) เป็นอิสระจากการทำเหมือง ส่วนลูกผสมจำลองก็ได้รับการผลิตเพื่อให้เป็นแรงงานเหมืองที่ดีเลิศ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ดังที่เคยเกิดในอดีต บรรดาเทพีแห่งการเกิดเริ่มรู้สึกเหลือทนกับการต้องมาอุ้มท้องพวกอดามู ดังนั้นชาวนิบิรุจึงได้ประท้วงอีกครั้งหนึ่ง
และปฏิเสธที่จะอุ้มท้องอีกต่อไป ครั้งนี้จักรพรรดิ์อนูรับสั่งให้ราชินีเข้าเฝ้า และหลังจากนั้นก็ได้ข้อสรุปว่าให้สร้างลูกผสมที่เป็นเพศหญิง (อีวา/อีฟ) เพื่อให้ทั้งสองเพศได้ผสมพันธุ์กันเองในธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายดาย
แต่ปรากฏว่าเพศทั้งสองนั้นเป็นหมันนะครับ เนื่องจากว่าทั้งสองเพศเป็นลูกผสม ดังนั้นจักรพรรดิ์ จึงได้มีกระแสรับสั่งให้เลิกกระบวนการที่ทำให้สิ่งมีชีวิตนี้เป็นลูกผสม ครั้งนี้ราชนีนิมมูเซง ได้ขอให้เจ้าชายเอนกิทรงดำเนินการแทน เจ้าชายจึงให้ทั้งอดัมและอีฟกินสารบางอย่างเพื่อกลับกระบวนการที่ทำกับสิ่งมีชีวิต โดยหวังให้สิ่งมีชีวิตนี้มีลักษณะลูกผสมน้อยลง สิ่งมีชีวิตทั้งคู่ได้ลอกคราบผิวหนังชั้นนอกที่มีลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานและ
เริ่มต้นจับคู่ผสมพันธุ์กันทันที แต่แล้วพระองค์ก็ได้ทรงทราบว่าสิ่งที่ทำไปเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงเพราะกระบวนการนี้ทำให้ไม่สามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตนี้ได้ จักรพรรดิ์อนูจึงได้สั่งห้ามอดัมและอีฟเข้าไปใน*****สวนอีเดนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ด้วยเหตุนี้มนุษย์โครมันยอง จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 20,000 ปีก่อน ส่วนมนุษย์นีแอนเดอทัลก็ได้ค่อยๆ ล้มตายลงไปโดยที่ไม่อาจหยุดยั้งได้นะครับ อันเนื่องมาจากอากาศที่อบอุ่นขึ้น เนื่องจากโลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น และในที่สุดเมื่อประมาณ 10,000 ปีมนุษย์นีแอนเดอทัล ก็ได้สูญพันธุ์จนหมดสิ้นเหลือแต่เพียงมนุษย์โคมันยองที่ครอบครองเทียมัต
ว่ากันว่า การผ่าตัดมนุษย์โฮโมเริ่มแรกสุดนั้น อยู่ที่ประเทศแอฟริกา แต่พวกเขามาประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ ณ ที่ดินแดน เมโสโปเตเมีย นี่เอง
มนุษย์นีแอนด์เดอทัล และ**มนุษย์โครมันญอง มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้ ที่น่าสังเกต ตัวอักษรอังกฤษ ตัว C ที่น่าจะหมายถึงพระคริสต์ หรือ ศาสนาคริสต์ มาหลังตัว N คือ นิบิรุ จริงรึไม่???!!!!!
ในหนังสือเรื่องแผนร้ายสายรุ้ง (The Rainbow Conspiracy) แบรด สไตเกอร์ได้เขียนถึงโครงการทดลองฟิลาเดเฟีย ที่ซึ่งประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดีลาโน รูสเวลล์ ได้พบกับมนุษย์ต่างดาวที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ในปีช่วงประมาณปี พ.ศ. 2473 – พ.ศ. 2483 พวกมนุษย์ต่างดาวนี้จะมีผิวกายสีเขียว และเพื่อที่จะให้ไม่เป็นที่สังเกตพวกเขาใช้สารฟอกสีเพื่อทำให้สีกายของพวกเขามีสีอ่อนลง
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีความสอดคล้องกันของรูปวาดเก่าแก่ถึงพระเจ้าในอินเดีย ที่พระเจ้าที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ มีผิวกายในสีโทนน้ำเงิน ซึ่งหากสังเกตให้ดีพวกกิ่งก่า ตะกวด และจิ้งเหลน จะมีสีผิวในทำนองนี้ด้วย ที่มีผิวอ่อนนุ่ม ละเอียดเหมือนไหม นอกจากนี้ข่าวที่มีการรายงานทางโทรทัศน์ ยังชี้ว่าคณะแพทย์ที่พยายามจะรักษาผู้ป่วย โดยการหาทางรักษาบาดแผลทางผิวหนังของผู้ป่วยพบว่าผิวหนังของงูนี้ คล้ายคลึงกับของมนุษย์มาก ที่จริงแล้วผิวหนังที่ใช้ในการรักษาบาดแผล
วิธีนี้เป็นหนังงูเลยทีเดียว ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกันของมนุษย์และสัตว์เลื้อยคลาน และกระบวนการย้อนกลับของการทำพันธุวิศวกรรมมนุษย์ ซึ่งกระบวนการย้อนกลับของอดัมและอีฟ ทำให้สิ่งที่สละทิ้งกลับรวมเป็นรูปใหม่กลายเป็นงู และอาจจะอนุมานได้ว่าชาวนิบิรุ ก็อาจจะมีความสามารถในการเปลี่ยนสีผิวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ได้เช่นเดียวกับสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่า หรือจิ้งเหลน โปรดศึกษางานเขียนของ อาร์ เอ บัวเลย์ (R.A. Boulay) ในหนังสือเรื่องเล่าของงูและมังกรบิน (Flying Serpents and Dragons)
กล่าวกันว่า ปัจจุบันนี้ พวกอนันนูกิที่มาจากดวงดาวนิบิรุ ได้วิวัฒนาการตนเองกลายเป็นพวกเผ่าพันธุ์สัตว์เลื้อยคลานเรปทีเลียน และได้ไปอาศัยและสร้างอิทธิพลอยู่ในประเทศอเมริกา แทรกตนเองและมีบทบาททั้งในแวดวงการเมือง การปกครอง การบันเทิง และชนชั้นผู้นำมากมายหลายแขนง มีอิทธิพลอย่างยิ่ง มาตั้งแต่ยุคโบราณนานมาแล้ว เช่น เบื้องหลังก่อให้เกิดสงครามครั้งสำคัญๆของโลก (และแม้จนขณะนี้ )
***คทาของเทพเฮอร์มิส ตราสัญลักษณ์ทางการแพทย์ที่ใช้กันในปัจจุบัน มีงูสองตัว พันเกี่ยวกระหวัดกันบนไม้เท้าอันเดียวที่มีปีก อันเป็นอาวุธประจำกายาของเฮอร์มิส เทพแห่งการสื่อสาร
* นักวิจัยบางคนเชื่อว่า Igigi หมายถึงพวกที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวเซไม Semitic Origin (ชนเผ่าฮีบรู) และหมายถึง กลุ่มเทพในวิหารของพวกเมโสเตเมีย (Mesopotanian Pantheon) ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เทพองค์ใดอยู่ในกลุ่มนี้บ้าง แต่นักวิชาการบางคน เชื่อว่า เทพ มาร์ดุก เทพอุปถัมภ์แห่งเมืองบาบิโลน อยู่ในกลุ่มนี้นะครับ
** การค้นพบมนุษย์สายพันธุ์โครมันญอง สายพันธุ์ปัจจุบันนั้น ถูกค้นพบขึ้นครั้งแรกที่เวลส์ ในประเทศอังกฤษก่อน เมื่อปี 1823 ต่อมาจึงได้มาค้นพบเพิ่มเติมอีกในประเทศฝรั่งเศษ ในถ้ำเอชีส์ ค.ศ .1868 เป็นมนุษย์ผู้ชาย โดยค้นพบร่างอีกสามร่างด้วย คาดว่า จะเป็นครอบครัวเดียวกัน และพบเด็กทารกอีกหนึ่งร่าง เดาว่า คงจะให้เกียรติกับฝรั่งเศษกระมัง? ที่เจอมนุษย์ยุคนี้ได้สมบูรณ์กว่าและมากกว่า
ที่อังกฤษอันเป็นที่แรก จึงตั้งชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศษเสียเลย กับมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ผู้เขียนสงสัย เป็นการส่วนตัวว่า เหตุใดในเมื่อการผ่าตัดมนุษย์โฮโมสำเร็จที่แถวๆ
แอฟริกาและดินแดนเมโสโปเตเมีย ไยเราจึงไม่พบซากโครงกระดูกพวกเขา ที่ในดินแดนฝั่งนี้ก่อนเล่า? รึว่าจะเป็นการพยายามบอกเล่าเรื่องราวของการกำเนิดของพระคริสต์ ที่เต็มไปด้วยสงครามรบพุ่ง แย่งชิงอำนาจกัน
คราบเลือด และน้ำตาของพวกเขา ตลอดเวลาแห่งช่วงสมัยยุโรปยุคกลางดำเนินอยู่และเป็นไป บางทีโครงกระดูกพวกนั้น อาจจะมีใครมาวางไว้ก็ได้ เพื่อให้เหล่านักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้งงกันเล่นๆนะครับ (สังเกต การค้นพบที่ฝรั่งเศษนั้น มีโครงกระดูกของทารกด้วยหนึ่งร่าง มันบ่งบอกถึง การผ่าตัดมนุษย์และการทดลองสร้าง
มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ )
แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเรารับรู้กันว่า ในสมัยนั้น มนุษย์เผ่าโฮโมสมัยใหม่ สามารถเดินทางกระจัดกระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะเข้าไปสู่ในยุโรปได้เร็วกว่าที่คิดเสียอีก
*** การพยายามของกรมแพทย์ทหารบกของสหรัฐ
อเมริกา ในการที่จะปรับเปลี่ยนศาสนาจากลัทธิเทวะนิยม มาสู่อเทวะนิยม อย่างแยบคาย ผู้เขียนมองว่า ทั้งสองรูปงูพันไม้เท้านั้น ในเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว เหตุใดจึงตั้งชื่อตามเทพปรกรณัมกรีกอีก ? ราวกับว่า ชาวนิบิรุและชาวเทพสภาทั้งสิบสองแห่ง เทือกเขาโอลิมปัส นั้นก็มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมาแต่ไหนแต่ไร จากปฏักแห่งแอสเคลเพียส มาสู่คทาแห่งคาดูเชียสของเฮอร์มิส ที่มีปีกแห่งการ"สื่อสาร"ด้วย การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์นี้ เริ่มอย่างเป็นทางการในราวๆคริสตวรรษที่สิบเก้า แต่อย่าง
ไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ยังคงใช้งูตัวเดียวอยู่จนถึงทุกวันนี้
**** ลัทธิการบูชาสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัว แกะ หรือกวางเช่นในอินเดียรึว่ากรีก สเปน รึว่าอียิปต์ และที่อื่นๆหลายแห่งทั่วโลกในสมัยโบราณ คงเริ่ม
มีมาตั้งแต่พวกอนันนูกิลงมานี่เอง มันเกิดจากการที่พวกเขาได้ลงมาให้ปรากฏให้ชนพื้นเมืองได้เห็นเขางามๆบนศรีษะ และพวกเขาก็ชื่นชอบ อยากจะได้ครอบครอง สัตว์เหล่านี้ ทันทีที่พบเห็นบนโลกด้วย จึงอาจจะอุปโลกน์ตนเป็นเทพกึ่งสัตว์ เพื่อให้ชนพื้นเมืองได้กราบไหว้ สักการะพวกเขาและบรรดาสัตว์มีเขาเหล่านี้ ไปพร้อมๆกันเสียทีเดียว นับเป็นกุศโลบายอันชาญฉลาด ในการที่จะกดชนชั้นใต้ปกครอง ให้เคารพบูชาพวกตนและดูแคลนไปพร้อมๆกัน
และต่อมา ในสมัยที่ลัทธิเทวะนิยม ปรับเปลี่ยนไปสู่อเทวะนิยม เมื่อศาสนาคริสต์ได้เจริญตั้งมั่นแล้ว ลัทธิการนำสัตว์ต่างๆ มาบูชายัญก็ได้สิ้นหมดไป เพราะได้ถือกันว่า พระเยซูคือสัตว์(ลูกแกะ)ที่ได้ทำการพลีกรรมต่อพระยะโฮวาเรียบร้อยแล้ว การทำพิธีบูชายัญต่างๆด้วยสัตว์มีเขาจึงได้หมดไปจากศาสนาคริสต์
เกี่ยวกับเรื่อง "บุรุษนิยม" ด้วยนะครับ เพราะอนันนูกิที่มีพที่มีเขาอยู่บนศรี๋ษะนั้น เป็นผู้ชาย ประเพณีของโลกจึงให้เกียรติบุรุษอยู่เหนือกว่าสตรีมาตลอด มาในยุคสมัยใหม่นี่ล่ะ ที่เริ่มจะให้เกียรติเพศหญิงและเพศที่สามกันเพิ่มขึ้น
***** สวนอีเดน คาดกันว่าน่าจะเป็นสถานที่พักตากอากาศ หย่อนคลายจิตใจ ของพวกอนันนูกิ เมื่อได้อยู่บนโลก พวกเขาสร้างมันขึ้นมา พร้อมๆกับอาจจะสร้างเมืองอิริดูด้วย อยู่ในบริเวณเมโสโปเตเมียนี่ล่ะครับ ควบคุมและดูแลคนงานขุดเหมืองทองไปด้วย ไม่ให้มีหือมีอือกับพวกเขาได้ง่ายๆ
****** ตัวเลขปีที่ลงท้ายด้วยหก เช่น 4600ล้านปี ,26000ปี น่าจะเป็นตัวเลขที่อนุมานเอาเอง จากพวกนักดาราศาสตร์ตะวันตกนะครับ คงจะไม่เป๊ะๆตามนี้หรอก เนื่องจากมันเกิดขึ้นมานมนานมากแล้ว คงจะไม่มีใครบอกได้ถูกหรอก แต่การคาดเดา ของพวกเขาในรูปแบบนี้ มันก็น่าจะแปลว่าพวกเขาอาจจะร่วมมือกันปกปิดอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นบนจักรวาลของเราอย่างจงใจ หรือไม่เช่นนั้น ก็ไม่แน่ใจจริงๆเกี่ยวกับพวกนิบิรุ
ขอขอบพระคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
https://palungjit.org
https://youtu.be/ujIZuoX5S6s?si=xANfyTCONmUN-jGo
อะนุนากิ เทพกลุ่มแรกที่ได้เดินทางมาบนโลก
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=890294408042307&id=186696051735483
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1011277984332834&id=100063519250760
https://m.pantip.com/topic/41060766
?
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1011277984332834&id=100063519250760
https://youtu.be/2NN7yWpCqU4?si=jrOjgHTG1izAyJIP
http://www.youtube.com/watch?v=PLQoREcodVFXx7hUVTwigWIBXvFJTY6hWO&index=6
วิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์น่ารู้
ประวัติศาสตร์
2 บันทึก
3
6
2
3
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย