7 มี.ค. เวลา 05:42 • การเกษตร
ไร่ตะวันฉายเอสเตจ

สารเคมีทางการเกษตร

เช่น สารกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี และสารปรับปรุงดิน อาจส่งผลต่อเลือดของผู้ที่สัมผัสหรือได้รับสารเหล่านี้เป็นเวลานาน โดยผลกระทบหลักที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
1. ผลกระทบต่อเซลล์เม็ดเลือด
เม็ดเลือดแดง (RBCs): สารเคมีบางชนิด เช่น ออร์กาโนฟอสเฟต และพาราควอต อาจทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกง่าย นำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (anemia)
เม็ดเลือดขาว (WBCs): การได้รับสารเคมีบางชนิดเป็นเวลานานอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
เกล็ดเลือด (Platelets): สารบางประเภทอาจส่งผลให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่าย
2. ผลกระทบต่อไขกระดูก
ไขกระดูกเป็นแหล่งสร้างเซลล์เม็ดเลือด หากได้รับสารเคมีที่มีความเป็นพิษสูง เช่น เบนซีน หรือยาฆ่าแมลงบางชนิด อาจทำให้ไขกระดูกถูกกดการทำงาน ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดลดลง เกิดภาวะโลหิตจาง หรือในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia)
3. ผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต
สารเคมีที่ตกค้างในร่างกายต้องถูกขับออกโดยตับและไต แต่หากได้รับสารในปริมาณมาก อาจทำให้ตับและไตทำงานหนักขึ้น จนเกิดภาวะพิษสะสมในร่างกายและส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต
4. ความเสี่ยงต่อมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)
มีการศึกษาพบว่าผู้ที่สัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชและสารเคมีในการเกษตรเป็นระยะเวลานาน อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว เนื่องจากสารบางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ในเซลล์เม็ดเลือด
แนวทางลดความเสี่ยง
ใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ หน้ากาก และเสื้อคลุมป้องกันสารเคมี
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีโดยตรง เช่น ไม่ใช้มือเปล่าสัมผัส
ล้างมือและร่างกายให้สะอาดหลังทำงาน
ใช้สารเคมีตามคำแนะนำ ไม่ใช้เกินปริมาณที่กำหนด
เปลี่ยนไปใช้สารชีวภาพหรือลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร
หากคุณทำธุรกิจการเกษตรและต้องใช้สารเคมี ควรตรวจสุขภาพเลือดเป็นประจำเพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ
สุขภาพสร้างได้ด้วยตัวเอง / ChatGPT / Gemini
โฆษณา