9 มี.ค. เวลา 06:02 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไม Warren Buffett ถึงขายหุ้น BYD? กำไร 30 เท่ายังไม่พอ สัญญาณเตือนหรือโอกาสทองของนักลงทุน

ย้อนกลับไปปี 2008 ช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ นักลงทุนส่วนใหญ่ล้วนพากันวิ่งหนีความเสี่ยง แต่มีเพียงคนคนหนึ่งที่กลับมองเห็นโอกาสท่ามกลางความวุ่นวาย
2
Warren Buffett ราชาแห่งการลงทุน ประดั่งเทพพยากรณ์ในการมองหาของดีราคาถูก ได้สนใจบริษัทจีนที่ตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก นั่นคือ BYD ซึ่งเริ่มต้นจากการผลิตแบตเตอรี่และกำลังก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
1
การตัดสินใจทุ่ม 232 ล้านดอลลาร์ซื้อหุ้น 10% ในบริษัทที่หลายคนยังมองไม่เห็นค่า ถือเป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์การลงทุนครั้งสำคัญ ใครจะไปคิดว่าการเดิมพันครั้งนี้จะกลายเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ในขณะนั้น การลงทุนในบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าเพ้อฝัน เพราะตลาดยังไม่พร้อม แต่ความเจ๋งของ Buffett คือการมองเห็นว่า BYD ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตรถ แต่ยังเชี่ยวชาญการทำแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจของรถ EV
Buffett ไม่ได้ตัดสินใจแบบมั่วซั่ว แต่วิเคราะห์อย่างละเอียดว่า BYD มีข้อได้เปรียบสุดโหดคือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่แบตเตอรี่ยันรถยนต์ ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และควบคุมต้นทุนได้อย่างเหนือชั้น
เวลาผ่านไปไม่นาน การตัดสินใจของ Buffett ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่เทพสุดๆ เงิน 232 ล้านดอลลาร์ พุ่งทะยานเป็นมากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ ผลตอบแทนกระฉูดกว่า 30 เท่า
BYD สยายปีกจากบริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีน แถมยังแซงหน้า Tesla ในยอดขายรวม ความสำเร็จนี้มาจากการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมสุดล้ำและความเข้าใจตลาดท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง
การพัฒนา Blade Battery ของ BYD ได้รังสรรค์มาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ
รายงานจาก GMT Research เปิดมุมมืดเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเงินของ BYD โดยเฉพาะการจัดการห่วงโซ่อุปทานและระดับหนี้สิน ตามรายงาน หนี้สุทธิที่แท้จริงอาจสูงถึง 323 พันล้านหยวน ต่างจากตัวเลขทางการที่ 27.7 พันล้านหยวน
การจัดการการเงินของ BYD สร้างคำถามเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อบริษัทใช้เวลาจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์นานถึง 275 วัน ยาวนานกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมที่ 45-60 วัน
1
รายการ “เจ้าหนี้อื่นๆ” ของบริษัทก็พุ่งจาก 41.3 พันล้านหยวนเป็น 165 พันล้านหยวนภายในสองปี ยิ่งทำให้หลายคนเริ่มหันมาจับตามองถึงความโปร่งใสทางการเงินของบริษัท
BYD ยังต้องฝ่าฝันต่อสู้กับความท้าทายในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าร้อนแรงขึ้นทุกวัน ทั้งจากค่ายรถเก่าที่ปรับตัวและผู้เล่นหน้าใหม่ที่มาพร้อมไอเดียเจ๋งๆ
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการขยายธุรกิจ หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามเรื่องความมั่นคงทางเทคโนโลยีและการพึ่งพาบริษัทจีน
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ Warren Buffett ตัดสินใจทยอยลดการถือหุ้นใน BYD ตั้งแต่กลางปี 2022 โดย Berkshire Hathaway ลดสัดส่วนลงมากกว่าครึ่ง สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นในแวดวงการลงทุนทั่วโลก
การตัดสินใจนี้สะท้อนปรัชญาการลงทุนที่เน้นความระมัดระวังและการบริหารความเสี่ยง แม้ BYD จะประสบความสำเร็จ แต่การที่มูลค่าเพิ่มขึ้น 30 เท่าทำให้สัดส่วนใน Berkshire Hathaway สูงเกินไป จึงจำเป็นต้องปรับสมดุล
ที่น่าสนใจคือ Buffett ไม่ได้ขายหุ้นทั้งหมด แต่ยังคงถือสัดส่วนที่มีนัยสำคัญไว้ แสดงว่าเขายังเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของบริษัท เพียงแต่ต้องการจัดการความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ
นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปเรื่องการไม่เอาไข่ใส่ตะกร้าใบเดียว ไม่ว่าการลงทุนจะเจ๋งแค่ไหน การปล่อยให้มีสัดส่วนมากเกินไปในพอร์ตก็เสี่ยงเกินไป
สำหรับอนาคตของ BYD ยังมีทั้งโอกาสและความท้าทาย บริษัทได้บุกเข้าไปลุยตลาดในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุโรป BYD ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเริ่มบุกตลาดสำคัญอย่างเยอรมนีและสหราชอาณาจักร
การขยายตัวนี้แสดงความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ระดับโลก แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ทั้งด้านคุณภาพ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงร้อนแรง บริษัทต้องเผชิญกับคู่แข่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Tesla, NIO หรือผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ดั้งเดิมที่กำลังปรับตัวกันสุดชีวิต
ความท้าทายสำคัญของ BYD คือการรักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Solid-state Battery จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต
บทเรียนจากการลงทุนของ Buffett ใน BYD คือการมองการณ์ไกลและการบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด การเลือกลงทุนในบริษัทที่มีเทคโนโลยีและศักยภาพชัดเจน แม้ในช่วงที่ตลาดยังไม่พร้อม แสดงถึงความเทพในการมองเห็นโอกาส
1
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจลดสัดส่วนเมื่อการลงทุนเติบโตจนมีความเสี่ยงสูงเกินไป ก็เป็นตัวอย่างของการบริหารความเสี่ยงที่ฉลาดหลักแหลม นักลงทุนทั่วไปควรเรียนรู้จากกรณีนี้ทั้งในแง่การมองหาโอกาสและการรู้จังหวะปรับพอร์ต
การเดินทางของ BYD ยังไม่จบ และการตัดสินใจของ Warren Buffett ก็เป็นเพียงบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่าจับตาคือ BYD จะรักษาการเติบโตและความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่โหดเหี้ยมและความท้าทายในการขยายธุรกิจระดับโลก
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ความสำเร็จของการลงทุนครั้งนี้ยืนยันว่า Warren Buffett สมฉายา “เทพแห่งการลงทุน” จริงๆ และยังคงเป็นแบบอย่างให้นักลงทุนทั่วไปได้เรียนรู้อีกมากโข
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา