15 มี.ค. เวลา 23:54 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🔎 Alphabet Inc: จาก Search Engine สู่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโฆษณาและ AI

ลองนึกภาพบริษัทเทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากโรงรถเล็กๆ จนกลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง ซึ่งบริษัทนั้น คือ Alphabet Inc ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ที่เรารู้จักกันดี วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักประวัติศาสตร์ของ Alphabet Inc ตั้งแต่ยุคก่อตั้ง Google โดยมีตั้งแต่เหตุการณ์สำคัญต่างๆ พัฒนาการด้านเทคโนโลยี และ AI ตลอดจนวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และ ทบทวนรายได้และกำไรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นภาพรวมของบริษัทยักษ์ใหญ่วงการไอทีรายนี้กันค่ะ
🐾 ประวัติศาสตร์ของ Alphabet Inc
ย้อนกลับไปปี 1998 เมื่อ Larry Page และ Sergey Brin นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ร่วมกันพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับเครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตในชื่อ “Google” พวกเขาเช่าพื้นที่ในโรงรถของ Susan Wojcicki ที่เมือง Menlo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยค่าเช่าเพียงเดือนละ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับเงินสนับสนุนก้อนแรก 100,000 ดอลลาร์จาก Andy Bechtolsheim ผู้ร่วมก่อตั้ง Sun Microsystems
จากธุรกิจเล็กๆ ในโรงรถแห่งนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Google สามารถจัดทำดัชนีข้อมูลเว็บนับล้านหน้าได้ภายในสิ้นปี 1998 และกลายเป็นเครื่องมือค้นหาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและแม่นยำ
หลังจากก่อตั้งได้เพียงไม่กี่ปี Google ก็เริ่มสร้างรายได้จากการโฆษณาออนไลน์ผ่านโปรแกรม Google AdWords (เปิดตัวปี 2000) ซึ่งเปิดให้ผู้ลงโฆษณาซื้อโฆษณาข้อความที่แสดงบนหน้าค้นหา และโปรแกรม AdSense (ปี 2003) ที่ให้เจ้าของเว็บไซต์พันธมิตรติดโฆษณาของ Google บนเว็บของตน โดยโมเดลธุรกิจนี้ทำให้รายได้ของ Google พุ่งสูงและบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด
จนกระทั่งปี 2004 Google ได้เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ในตลาดหุ้น NASDAQ มีการขายหุ้นในราคาหุ้นละ 85 ดอลลาร์ ระดมทุนได้กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าตลาดประมาณ 23 พันล้านดอลลาร์ในวันแรกที่เข้าตลาด การเข้าตลาดหลักทรัพย์ช่วยให้ Google มีเงินทุนสำหรับขยายกิจการและลงทุนในโครงการใหม่ๆ มากขึ้น
หลัง IPO Google ยังคงขยายอาณาจักรของตนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเข้าซื้อกิจการสำคัญหลายครั้ง เช่น การซื้อกิจการ Android ระบบปฏิบัติการมือถือ ในปี 2005 (ด้วยมูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์) ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจของสมาร์ทโฟนจำนวนมากทั่วโลก และการเข้าซื้อ YouTube แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ชื่อดังในเดือนพฤศจิกายน 2006 ด้วยมูลค่า 1.65 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Google ได้ครอบครองชุมชนผู้ใช้วิดีโอขนาดมหาศาล เพิ่มศักยภาพในการโฆษณาออนไลน์มากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน Google ยังลงทุนในโครงการนวัตกรรมอื่นๆ เช่น บริการแผนที่ (Google Maps), อีเมล (Gmail) และเปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเอง (Google Chrome) ในปี 2008 ซึ่งช่วยยกระดับระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์ Google ให้ครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น
ก้าวสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อผู้ร่วมก่อตั้ง Larry Page และ Sergey Brin ตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งใหม่ ชื่อ Alphabet Inc. และจัดให้ Google กลายเป็นบริษัทย่อยหลักในเครือ การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ธุรกิจหลักของ Google “มีความชัดเจนและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น” และเปิดทางให้ธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือบริการอินเทอร์เน็ตของ Google ได้ดำเนินงานอย่างอิสระภายใต้ Alphabet
โดย Alphabet ได้กลายเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นของบริษัทในเครือต่างๆ เช่น Google, X (ห้องวิจัยพิเศษ), Waymo (ธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับ), Verily (ธุรกิจชีววิทยาและสุขภาพ), Nest (อุปกรณ์สมาร์ทโฮม) และ DeepMind (บริษัทวิจัยปัญญาประดิษฐ์) เป็นต้น โครงสร้างใหม่นี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2015 และทำให้ Sundar Pichai ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าผลิตภัณฑ์ของ Google ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO ของ Google ส่วน Larry Page ย้ายไปเป็น CEO ของ Alphabet และ Sergey Brin เป็นประธานของ Alphabet ในเวลานั้น
1
ในช่วงหลายปีหลังการจัดตั้ง Alphabet บริษัทในเครือมีการพัฒนาไปมากมาย ปี 2019 ผู้ก่อตั้ง Larry Page และ Sergey Brin ประกาศลงจากตำแหน่งบริหารในบริษัทแม่ Alphabet โดยให้ Sundar Pichai ขึ้นรับตำแหน่ง CEO ของ Alphabet เพิ่มเติม (นอกเหนือจากการเป็น CEO ของ Google)
ส่วน Page และ Brin ยังคงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอยู่ในคณะกรรมการ และยังเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมของ Alphabet ต่อไป การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งสัญญาณว่าบริษัทก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้นำรุ่นใหม่เข้ามาบริหารจัดการ ขณะที่ผู้ก่อตั้งลดบทบาทไปทำงานนวัตกรรมเบื้องหลังมากขึ้น
3
ปัจจุบัน Alphabet Inc. ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ติดอันดับ Big Five ของสหรัฐฯ เคียงข้าง Amazon, Apple, Meta และ Microsoft) และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งด้านธุรกิจและนวัตกรรม
🗓️ ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ
* 1998 – Larry Page และ Sergey Brin ก่อตั้ง Google Inc. เมื่อวันที่ 4 กันยายน 1998 ในโรงรถที่ Menlo Park, California โดยได้รับเงินลงทุนแรก 100,000 ดอลลาร์จาก Andy Bechtolsheim
* 2000 – เปิดตัว Google AdWords แพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์แบบบริการตนเอง ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาซื้อโฆษณาข้อความบนผลการค้นหา เริ่มต้นด้วยจำนวนลูกค้าเพียง 350 ราย แต่สิ่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรโฆษณาดิจิทัลอย่าง Google
* 2003 – เปิดตัว Google AdSense เครือข่ายโฆษณาสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ภายนอก ให้สามารถแสดงโฆษณาของ Google บนเว็บไซต์ของตน และมีรายได้จากการคลิกโฆษณา โดยโมเดลธุรกิจโฆษณา (ทั้ง AdWords และ AdSense) ทำให้ปี 2003 Google เริ่มมีกำไรจากการดำเนินงาน และรายได้เติบโตอย่างรวดเร็ว
* 2004 – Google เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) วันที่ 19 สิงหาคม 2004 ระดมทุนได้กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยมูลค่ากิจการ 23 พันล้านดอลลาร์ และในปีเดียวกัน Google เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Gmail บริการอีเมลฟรีที่ให้พื้นที่เก็บข้อมูลมหาศาลเมื่อเทียบกับยุคนั้น
* 2005 – Google เข้าซื้อกิจการ Android Inc. สตาร์ทอัพระบบปฏิบัติการมือถือ ด้วยมูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นดีลที่คุ้มค่ามหาศาลเมื่อมองย้อนจากปัจจุบัน (ภายหลัง Android กลายเป็นระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งของโลก)
* 2006 – Google เข้าซื้อ YouTube แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอออนไลน์ชื่อดัง ด้วยมูลค่าประมาณ 1.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐโดยดีลนี้ประกาศในเดือนตุลาคมและเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน 2006 การเข้าซื้อ YouTube เปิดโอกาสให้ Google เข้าสู่ธุรกิจวิดีโอออนไลน์และสร้างรายได้โฆษณาจากวิดีโอ ซึ่งเติบโตมหาศาลในทศวรรษต่อมา
* 2008 – เปิดตัว Google Chrome เว็บเบราว์เซอร์ของตนเอง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเบราว์เซอร์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก นอกจากนี้ ปี 2008 ยังเป็นปีที่สมาร์ทโฟน Android เครื่องแรกออกสู่ตลาด (HTC Dream) ทำให้ระบบ Android เริ่มต้นยุคสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัว
* 2014 – Google เข้าซื้อบริษัท Nest Labs (ผู้ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฮม เช่น เทอร์โมสแตทอัจฉริยะ) ในเดือนมกราคม 2014 ด้วยมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดอุปกรณ์เชื่อมต่อในบ้านและ IoT นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน Google ยังเข้าซื้อ DeepMind บริษัทสัญชาติอังกฤษที่เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ด้วยมูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภายหลัง DeepMind สร้างชื่อเสียงระดับโลกจากการพัฒนา AI อย่าง AlphaGo
* 2015 – ประกาศจัดตั้งโครงสร้างบริษัทใหม่เป็น Alphabet Inc. (ประกาศเมื่อ 10 สิงหาคม 2015) โดยมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2015 ทำให้ Alphabet กลายเป็นบริษัทแม่ของ Google และธุรกิจอื่นๆ ในเครือ โดยมี Larry Page ขึ้นเป็น CEO ของ Alphabet และ Sundar Pichai เป็น CEO ของ Google
* 2016 – AlphaGo ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาโดยทีม DeepMind ของ Google สร้างปรากฏการณ์ เมื่อสามารถเอาชนะแชมป์โลกหมากล้อม Lee Sedol ของเกาหลีใต้ ในการแข่งขันหมากล้อม (Go) ซีรีส์ 5 กระดาน ด้วยผลชนะ 4 ต่อ 1 เกม ซึ่งชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นก้าวกระโดดของวงการ AI ระดับโลก และแสดงถึงศักยภาพด้าน AI ของ Google อย่างชัดเจน
* 2019 – Larry Page และ Sergey Brin ประกาศลงจากตำแหน่ง CEO และประธานของ Alphabet ตามลำดับ (ธันวาคม 2019) ส่งไม้ต่อตำแหน่ง CEO ของทั้ง Alphabet และ Google ให้ Sundar Pichai เพื่อบริหารงาน โดย Page และ Brin ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักและที่ปรึกษาในคณะกรรมการบริหารของบริษัทต่อไป
* 2023 – กระแสปัญญาประดิษฐ์มาแรง หลังความก้าวหน้าของ AI ภาษาขนาดใหญ่ (Generative AI) โดย Google ได้เปิดตัว Bard ซึ่งเป็นบริการแชทบอทสนทนาอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ LaMDA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 เพื่อแข่งกับคู่แข่งในตลาด AI สนทนาอย่าง ChatGPT นอกจากนี้ Google ยังได้ประกาศควบรวมทีม Google Brain (แผนกวิจัย AI ของ Google) เข้ากับ DeepMind กลายเป็นหน่วยงานใหม่ชื่อ “Google DeepMind” ในเดือนเมษายน 2023 เพื่อผนึกกำลังในการพัฒนา AI ขั้นสูง
📌 พัฒนาการด้านเทคโนโลยี ธุรกิจโฆษณา และ AI
👉🏻 เทคโนโลยีการค้นหาและผลิตภัณฑ์ออนไลน์: แกนหลักของ Google คือ เทคโนโลยีการค้นหา (Search) ที่ใช้อัลกอริทึม PageRank จัดอันดับความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ ทำให้ผลการค้นหามีคุณภาพเหนือคู่แข่ง Google Search ได้กลายเป็นเครื่องมือค้นหาอันดับหนึ่งที่มีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกกว่า 90% และรองรับการค้นหาหลายพันล้านครั้งต่อวัน
ปัจจัยความสำเร็จนี้มาจาก ทั้งความแม่นยำและความเร็วของระบบค้นหา รวมถึงการพัฒนาอินเทอร์เฟซที่เรียบง่าย ใช้ง่าย เมื่อฐานผู้ใช้ขยายใหญ่ขึ้น Google ได้ต่อยอดด้วยผลิตภัณฑ์ฟรีที่ทรงอิทธิพลอื่นๆ เช่น Gmail (อีเมล), Google Maps (แผนที่ออนไลน์), Google Drive/Docs (ชุดเครื่องมือสำนักงานออนไลน์) และ Chrome (เบราว์เซอร์) ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศ Google ทำให้ผู้ใช้เชื่อมโยงอยู่ในแพลตฟอร์มของบริษัท และสร้างโอกาสในการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาบริการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
1
👉🏻 ธุรกิจโฆษณาออนไลน์: แหล่งรายได้หลักของ Alphabet คือ ธุรกิจโฆษณาดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม Google Ads (ชื่อใหม่ของ AdWords) และเครือข่าย Google AdSense สำหรับเว็บไซต์ต่างๆ รูปแบบรายได้โฆษณาของ Google คือ Pay-Per-Click (PPC) และ Cost-Per-Impression (CPM) ที่ผู้ลงโฆษณาจ่ายเงินเมื่อมีผู้คลิกหรือเห็นโฆษณา
การคิดค้นระบบประมูลคำค้นหา เพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหา (Search Advertising) กลายเป็นโมเดลที่ทรงพลัง ทำให้ทั้งผู้ลงโฆษณาได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงขึ้น และ Google ก็สร้างรายได้จากทุกการค้นหาที่เกิดขึ้น จนถึงปี 2023 รายได้กว่าสามในสี่ของ Alphabet ยังมาจากธุรกิจโฆษณาออนไลน์เป็นหลัก โดยเฉพาะโฆษณาบน Google Search และ YouTube ซึ่ง Alphabet เริ่มนำโฆษณามาแสดงหลังจากซื้อกิจการ YouTube
ความยิ่งใหญ่ของแพลตฟอร์มวิดีโอรายนี้ (ซึ่งมีผู้ใช้งานนับสองพันล้านบัญชีต่อเดือน) ช่วยหนุนให้ Alphabet ครองส่วนแบ่งโฆษณาดิจิทัลทั่วโลกมากที่สุดบริษัทหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การพึ่งพารายได้จากโฆษณาเป็นสัดส่วนสูงก็ถือเป็นความท้าทายเช่นกัน เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวหรืองบโฆษณาของภาคธุรกิจหดตัว รายได้ของ Alphabet ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (ดังที่เห็นในช่วงเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤตการเงินที่ผ่านมา)
👉🏻 โครงสร้างพื้นฐานและระบบคลาวด์: เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลก Google ได้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีขนาดมหึมา ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่กระจายอยู่ทั่วโลก หรือ โครงข่ายเคเบิลใต้ทะเล และเซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูงที่รองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลในแต่ละวินาที
1
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่เพียงรองรับบริการค้นหาและ YouTube แต่ยังปูทางสู่การให้บริการ Google Cloud Platform (GCP) ซึ่งเป็นธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งของ Alphabet ที่ให้บริการเช่าเซิร์ฟเวอร์ เก็บข้อมูล และเครื่องมือวิเคราะห์แก่ลูกค้าองค์กร
1
Google เริ่มจริงจังกับตลาดคลาวด์ในช่วงกลางทศวรรษ 2010 เพื่อแข่งขันกับผู้นำตลาดอย่าง AWS (Amazon) และ Azure (Microsoft) โดยได้เปรียบด้านเทคโนโลยีชั้นสูงและประสบการณ์จากการรันบริการของตัวเอง GCP มีการเติบโตของรายได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2022 ทำรายได้ราว 26.3 พันล้านดอลลาร์
แม้ในระยะเริ่มแรกส่วนนี้จะยังขาดทุนอยู่ แต่ในช่วงปี 2023 Google Cloud สามารถพลิกมีกำไรดำเนินงานเป็นครั้งแรก แสดงถึงความก้าวหน้าในการบริหารต้นทุนและดึงดูดลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน Google Cloud กลายเป็นหนึ่งในสามผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของโลก และเป็นเสาหลักใหม่ของรายได้ที่ช่วยลดการพึ่งพาโฆษณาลง
👉🏻 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning: Google ถือเป็นบริษัทแนวหน้าด้านการวิจัย AI มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอัลกอริทึมการค้นหาที่ชาญฉลาด การบุกเบิกโครงการรถยนต์ไร้คนขับ (Waymo) หรือการสร้างระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ที่เปิดตัวในปี 2016 ซึ่งใช้เทคโนโลยีรู้จำเสียงพูดและภาษาธรรมชาติ
2
ความทุ่มเทด้าน AI ของ Google ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเข้าซื้อ DeepMind ในปี 2014 และก่อตั้งหน่วยวิจัย Google Brain ในสหรัฐฯ โดยทีมเหล่านี้ได้สร้างผลงานนวัตกรรมระดับโลก เช่น AlphaGo ที่ชนะมนุษย์ในเกมโกะ และ AlphaFold ที่สร้างความก้าวหน้าในการพยากรณ์โครงสร้างโปรตีนเมื่อปี 2020 ตลอดจนการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง LaMDA ที่เป็นพื้นฐานให้กับ Bard แชทบอท AI ของ Google
ล่าสุด Google ได้รวมทรัพยากรด้าน AI เข้าด้วยกัน โดยการควบรวมทีม Google Brain กับ DeepMind ในปี 2023 สู่ทีมใหม่ชื่อ Google DeepMind เพื่อเร่งสร้างสรรค์ AI ขั้นสูง ด้วยคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Microsoft ที่รุกหนักในตลาด AI สนทนา
Google จึงเร่งเปิดตัว Bard ในต้นปี 2023 ซึ่งเป็น AI ผู้ช่วยสนทนาที่สามารถตอบคำถามและสร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบภาษาธรรมชาติ โดย Bard ถูกออกแบบให้ผสานความรู้จากข้อมูลบนเว็บเข้ากับพลังการประมวลผลของโมเดลภาษาขั้นสูงของ Google แม้จะออกตัวช้ากว่าคู่แข่งเล็กน้อย แต่ Google ก็ได้เปรียบจากคลังข้อมูลมหาศาลและงานวิจัยพื้นฐานที่สั่งสมมานาน ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า Alphabet จะยังคงเป็นผู้นำในยุคของ AI ที่กำลังจะมาถึง (ต่อมา Bard ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Gemini)
🎯 จุดแข็ง จุดอ่อน และผลิตภัณฑ์เด่นของ Alphabet
1
💪🏻 จุดแข็ง (Strengths)
* ความเป็นผู้นำตลาดค้นหาและโฆษณาออนไลน์: Google Search ครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องมือค้นหาทั่วโลกอย่างเบ็ดเสร็จ (กว่า ~90%) ชื่อ “Google” เองก็กลายเป็นคำกริยาแทนการค้นหาข้อมูล ความเป็นเจ้าตลาดนี้เปรียบเสมือนประตูหลักสู่อินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกรายใหม่แทบทุกคนต้องผ่าน
ส่งผลให้แพลตฟอร์มโฆษณาของ Google มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้ลงโฆษณาทุกราย Alphabet สามารถสร้างรายได้มหาศาลจากค่าลงโฆษณา โดยคิดเป็นกว่า 75% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท ข้อได้เปรียบด้านข้อมูลผู้ใช้มหาศาลและอัลกอริทึมชั้นนำทำให้คู่แข่งเข้ามาแข่งได้ยาก
* พอร์ตโฟลิโอบริการและผลิตภัณฑ์ครอบคลุม: Alphabet มีผลิตภัณฑ์ออนไลน์ที่หลากหลายและได้รับความนิยมสูง ไม่ว่าจะเป็น YouTube (วิดีโอ), Android (ระบบปฏิบัติการมือถือที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก), Chrome (เบราว์เซอร์ยอดนิยม), Gmail (อีเมล), Google Maps (แผนที่) และ Google Play Store (ร้านแอป) เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แต่ละตัวล้วนเป็นผู้นำตลาดในประเภทของตน และต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน
เช่น Android ช่วยให้บริการของ Google แทรกซึมอยู่ในสมาร์ทโฟนเกือบทุกเครื่อง, YouTube เป็นช่องทางโฆษณาและความบันเทิงเสริมการค้นหา, Chrome เป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้เข้าถึงเว็บและ Search การมีระบบนิเวศครบวงจรสร้าง Moat หรือคูเมืองทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ปกป้อง Alphabet จากการแข่งขัน และทำให้ผู้ใช้ใช้เวลาบนแพลตฟอร์มของ Alphabet มากกว่าบริษัทอื่น
* ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีและบุคลากรชั้นนำ: Alphabet ลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนา (R&D) มาโดยตลอด โดยในปี 2022 บริษัทมีงบวิจัยราว 39.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของโลกในปีนั้น ทีมงานวิศวกรของ Google เป็นที่ยอมรับว่ามีความสามารถระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม บริษัทสามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ AI, วิทยาการข้อมูล, วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และสาขาอื่นๆ จากทั่วโลกมาร่วมงาน
ความได้เปรียบด้านบุคลากรและองค์ความรู้เหล่านี้ทำให้ Alphabet สามารถรักษานวัตกรรมของตนให้นำหน้าคู่แข่งอยู่เสมอ ทั้งยังมีขีดความสามารถในการขยายสู่ธุรกิจใหม่ๆ ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง (มีเงินสดในมือสูง และกระแสเงินสดจากธุรกิจหลักสม่ำเสมอ) ก็ทำให้ Alphabet รับความเสี่ยงในการลงทุนระยะยาวได้โดยไม่กระทบความมั่นคง เช่น การลงทุนในโครงการ Moonshot ผ่านหน่วยงาน X หรือการซื้อกิจการใหญ่ๆ อย่างที่ทำมาตลอด
* โครงสร้างพื้นฐานและฐานผู้ใช้ขนาดมหาศาล: การที่บริการของ Google มีผู้ใช้งานหลายพันล้านคน (Search, Android, YouTube, Maps และอื่นๆ) เป็นทั้งแหล่งข้อมูลมหาศาลและเป็นแต้มต่อที่ยากจะตามทัน บริษัทมีศูนย์ข้อมูลกระจายทั่วโลกและเซิร์ฟเวอร์นับล้านเครื่องรองรับทราฟฟิกระดับโลก
1
สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งข้อได้เปรียบด้าน Economy of Scale (ประหยัดต่อขนาด) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า และเป็นกำแพงกันคู่แข่งเนื่องจากการจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่า Alphabet ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล นอกจากนี้ ฐานผู้ใช้ใหญ่ยังช่วยให้ Alphabet ทดสอบหรือเปิดตัวบริการใหม่ได้ง่าย เพียงโปรโมตผ่านแพลตฟอร์มของตนก็เข้าถึงผู้คนจำนวนมากทันที
🔻 จุดอ่อนและความท้าทาย (Weaknesses & Challenges)
* การพึ่งพารายได้จากโฆษณาเป็นหลัก: แม้ Alphabet จะมีหลายธุรกิจ แต่รายได้กว่า 77% ยังมาจากโฆษณาออนไลน์ (ปี 2023) การพึ่งพาแหล่งรายได้เดียวย่อมทำให้บริษัทมีความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบตลาดโฆษณาดิจิทัล เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ทำให้งบโฆษณาหดตัว, การเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัว (เช่น การที่ Apple จำกัดการติดตามผู้ใช้ซึ่งกระทบโฆษณาบนมือถือ)
หรือแม้แต่การแข่งขันจากแพลตฟอร์มโฆษณาอื่นๆ อย่างโซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook/ Meta) บริษัทก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ภัยคุกคามล่าสุดคือ AI ที่สามารถค้นหาข้อมูลเว็บได้ก็เป็นอีกภัยคุกคามเช่นกัน แม้ Alphabet ก็พยายามทำแบบเดียวกันกับ Gemini ดังนั้นทำให้การขยายธุรกิจคลาวด์หรือบริการอื่นๆ จึงยังเป็นโจทย์สำคัญในการกระจายฐานรายได้
* ประเด็นการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล: Alphabet/Google ครองความเป็นเจ้าตลาดในหลายด้าน ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนด้านการผูกขาดตลาด (Antitrust) และกฎหมายการแข่งขันทางการค้าทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป หลายปีที่ผ่านมา EU ได้สั่งปรับ Google ในคดีการผูกขาด search engine การผูกขาดการให้บริการแอปบน Android และการใช้ข้อมูลโฆษณา
อย่างเช่นในปี 2017–2018 คณะกรรมาธิการยุโรปสั่งปรับ Google เป็นเงินรวมกว่า 7,000 ล้านยูโรในหลายกรณี นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้ที่หน่วยงานรัฐเข้มงวดมากขึ้น กฎระเบียบ เช่น GDPR ในยุโรป ส่งผลให้ Google ต้องปรับนโยบายการเก็บและใช้ข้อมูล การที่ Alphabet อยู่ใต้แสงสปอตไลต์ของภาครัฐตลอดเวลานี้ถือเป็นความเสี่ยงและต้นทุน (ค่าปรับหรือค่าปรับปรุงระบบ) ที่บริษัทต้องบริหารจัดการ
* การแข่งขันในธุรกิจใหม่และการลงทุนที่ยังไม่ให้ผลตอบแทน: แม้ Google Cloud จะเติบโตดี แต่ก็เผชิญคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง AWS และ Azure ซึ่งต่างครองตลาดองค์กรและมีฟีเจอร์ครบเครื่อง การจะไล่ตามส่วนแบ่งเพิ่ม ต้องลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลและการขายอีกมากมาย ในด้าน AI แม้ Alphabet จะมีผลงานวิจัยชั้นเยี่ยม แต่การทำให้เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ชนะคู่แข่ง (เช่น บริการแชทบอท หรือ AI สำหรับธุรกิจ) ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคู่แข่งอย่าง OpenAI (ร่วมกับ Microsoft) เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ Alphabet ยังมีโครงการทดลองหลายอย่างใน Other Bets (ธุรกิจในเครือที่ยังไม่มีกำไร เช่น Waymo รถไร้คนขับ, Verily สุขภาพ, Wing โดรนส่งสินค้า) ที่ใช้เงินลงทุนต่อปีจำนวนมาก แต่ยังไม่สร้างรายได้อย่างชัดเจน ความท้าทาย คือ การบริหารพอร์ตโครงการเหล่านี้ว่าจะเดินหน้าต่อหรือยุติ เพื่อไม่ให้เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่เกิดผลตอบแทน
* ภาพลักษณ์ต่อสาธารณะและวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไป: ในยุคแรก Google มีสโลแกน "Don't be evil" และภาพลักษณ์บริษัทเทคโนโลยีที่น่ารักเป็นมิตรต่อผู้ใช้ แต่ปัจจุบันเมื่อบริษัทเติบโตอย่างยิ่งใหญ่และสะสมข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาล ทำให้บางส่วนของสังคมกังวลเรื่อง การผูกขาด และ การละเมิดความเป็นส่วนตัว
1
นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กร Google ที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์และสวัสดิการพนักงานเยี่ยมยอด ก็เริ่มถูกท้าทาย เมื่อบริษัทต้องการความเป็นมืออาชีพและประสิทธิภาพทางธุรกิจมากขึ้น ในช่วงปี 2022–2023 Alphabet ได้ปรับลดพนักงานลงหลายพันตำแหน่งเพื่อลดต้นทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อขวัญกำลังใจภายใน และสะท้อนว่าบริษัทเข้าสู่ช่วงที่เติบโตเต็มที่ (mature) มากกว่าจะเป็นสตาร์ทอัพสดใหม่เช่นอดีต
1
❤️ ผลิตภัณฑ์เด่นที่เป็นหัวใจของบริษัท
* Google Search – ผลิตภัณฑ์เรือธงที่ทำให้โลกรู้จัก Google เป็นเครื่องมือค้นหาอันดับหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการเข้าถึงข้อมูลของผู้คนทั่วโลก ความโดดเด่น คือ ความเรียบง่ายและให้ผลลัพธ์ตรงความต้องการผู้ใช้มากที่สุด จนคำว่า “กูเกิ้ล” กลายเป็นคำสามัญในการค้นหาข้อมูล รายได้หลักของ Search มาจากโฆษณาแบบค้นหา (Search Ads) ที่จะแสดงเมื่อผู้ใช้ค้นคำต่างๆ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้มากที่สุดของ Alphabet ในแต่ละปี
* YouTube – แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่ง Google ซื้อมาเมื่อปี 2006 ปัจจุบัน YouTube ไม่ใช่แค่เว็บไซต์วิดีโอ แต่กลายเป็นเครือข่ายสังคม แหล่งบันเทิง และแหล่งความรู้ขนาดใหญ่ มีครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมหาศาลสร้างคอนเทนต์ลงแพลตฟอร์ม มีผู้ใช้งานมากกว่า 2 พันล้านคน/เดือน การสร้างรายได้เกิดจากโฆษณาที่แทรกในวิดีโอ (YouTube Ads) และบริการสมัครสมาชิกแบบพรีเมียม จุดแข็งของ YouTube คือ เนื้อหามหาศาลที่ตอบโจทย์ผู้ชมทุกกลุ่มและระบบแนะนำวิดีโอที่ทรงพลังของ Google
* Android – ระบบปฏิบัติการมือถือโอเพนซอร์สที่ Google ได้มาจากการซื้อกิจการ Android Inc. แม้จะเปิดให้ผู้ผลิตมือถือรายอื่นใช้งานฟรี แต่ Android กลายเป็น รากฐาน ที่ทำให้บริการของ Google ติดตั้งมากับสมาร์ทโฟนแทบทุกยี่ห้อ (ยกเว้น Apple) เช่น แอป Google Search, Chrome, Gmail, Maps และ Play Store ซึ่งทำเงินจากการขายแอปและคอนเทนต์ Android มีส่วนแบ่งตลาดมือถือโลกมากกว่า 70% และเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้ใช้เข้ากับระบบนิเวศของ Google ตลอดเวลา
* Google Cloud – ธุรกิจบริการคลาวด์สำหรับองค์กรที่เติบโตเร็วที่สุดของ Alphabet ให้บริการตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) แพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา (PaaS) ไปจนถึงซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร (SaaS) อย่าง Google Workspace จุดขายของ Google Cloud คือ เทคโนโลยีขั้นสูงด้าน AI/ML และการวิเคราะห์ข้อมูลที่กูเกิลชำนาญ เสริมด้วยโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยสูง ปัจจุบัน Google Cloud เป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับสามรองจากโฆษณา Google และ YouTube และถูกคาดหวังว่าจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
* บริการและฮาร์ดแวร์อื่นๆ – Alphabet ยังมีผลิตภัณฑ์โดดเด่นอื่น เช่น Google Chrome, Gmail, Google Maps และ Waze, Google Drive/Docs ที่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ ยังมีสายฮาร์ดแวร์อย่างสมาร์ทโฟน Pixel, อุปกรณ์บ้านอัจฉริยะ Nest, และอุปกรณ์สตรีมมีเดีย Chromecast ซึ่งแม้จะไม่ใช่ตัวทำเงินหลักเท่าโฆษณาแต่ก็ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศ Google ได้ดี และในสายอื่น Alphabet ยังมี Waymo ที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์/บริการแห่งอนาคตที่น่าจับตา หากสามารถสร้างโมเดลธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
📊 สรุปข้อมูลรายได้และกำไรย้อนหลัง 5 ปี
👉🏻 ปี 2019
* รายได้: 161.4 พันล้านดอลลาร์ (+17.85% YoY)
* กำไรสุทธิ: 34.3 พันล้านดอลลาร์ (+11.74% YoY)
👉🏻 ปี 2020
* รายได้: 182.35 พันล้านดอลลาร์ (+12.98% YoY)
* กำไรสุทธิ: 40.3 พันล้านดอลลาร์ (+17.26% YoY)
ทั้งรายได้และกำไรยังเติบโตขึ้นได้แม้เผชิญวิกฤติ COVID-19 เพราะ ปัญหาการลดลงของงบโฆษณาช่วงต้นปีถูกชดเชยด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตที่พุ่งสูงในช่วงล็อกดาวน์
👉🏻 ปี 2021
* รายได้: 257.5 พันล้านดอลลาร์ (+41.21% YoY)
* กำไรสุทธิ: 76.0 พันล้านดอลลาร์ (+88.81% YoY)
การฟื้นตัวของธุรกิจโฆษณาดิจิทัลและการบูมของอีคอมเมิร์ซออนไลน์ส่งผลให้ทั้งรายได้และกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่
👉🏻 ปี 2022
* รายได้: 280.8 พันล้านดอลลาร์ (+9.08% YoY)
* กำไรสุทธิ: 59.9 พันล้านดอลลาร์ (-21.12% YoY)
แม้รายได้เติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 9.8% เมื่อเทียบกับปี 2021 แต่กำไรสุทธิลดลงประมาณ 21% เมื่อเทียบกับปี 2021 โดยสาเหตุหลักมาจากต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนใน R&D รวมถึงผลกระทบจากตลาดโฆษณาที่ชะลอตัวในช่วงปลายปี
👉🏻 ปี 2023
* รายได้: 307.4 พันล้านดอลลาร์ (+9.36% YoY)
* กำไรสุทธิ: 73.8 พันล้านดอลลาร์ (+23.05% YoY)
กำไรกลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังจากการฟื้นตัวของโฆษณาออนไลน์และการเติบโตของธุรกิจ Google Cloud รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น
👉🏻 ปี 2024
* รายได้: 349.8 พันล้านดอลลาร์ (+13.89% YoY)
* กำไรสุทธิ: 100.1 พันล้านดอลลาร์ (+35.67% YoY)
ผลประกอบการคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวและปรับตัวในธุรกิจโฆษณาและบริการคลาวด์ นอกจากนี้การลงทุนในนวัตกรรมด้าน AI ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกให้กับบริษัท
🎯 โดยสรุปแล้ว Alphabet Inc. ได้แปรเปลี่ยนจากบริษัทสตาร์ทอัพในโรงรถกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีบทบาทในแทบทุกมิติของโลกออนไลน์ ความสำเร็จของบริษัทเกิดจากการผสานเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ากับโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาดอย่างการโฆษณาออนไลน์ ตลอดจนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยล้ำยุค เช่น AI
แม้จะมีความท้าทายหลายประการทั้งจากการแข่งขันและการกำกับดูแล แต่ด้วยจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ Alphabet สร้างมา ไม่ว่าจะเป็นฐานผู้ใช้มหาศาล ทรัพยากรทางการเงิน และบุคลากร รวมถึงวัฒนธรรมการไม่หยุดพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ก็ทำให้บริษัทนี้ยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
และเป็นองค์กรที่น่าจับตาต่อไปในอนาคตว่าจะสร้างปรากฏการณ์อะไรให้โลกได้ตื่นเต้นอีกเหมือนที่เคยทำมาแล้วหลายครั้ง
โฆษณา