🔎 Alphabet Inc: จาก Search Engine สู่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโฆษณาและ AI
ลองนึกภาพบริษัทเทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากโรงรถเล็กๆ จนกลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง ซึ่งบริษัทนั้น คือ Alphabet Inc ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ที่เรารู้จักกันดี วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักประวัติศาสตร์ของ Alphabet Inc ตั้งแต่ยุคก่อตั้ง Google โดยมีตั้งแต่เหตุการณ์สำคัญต่างๆ พัฒนาการด้านเทคโนโลยี และ AI ตลอดจนวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และ ทบทวนรายได้และกำไรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นภาพรวมของบริษัทยักษ์ใหญ่วงการไอทีรายนี้กันค่ะ
🐾 ประวัติศาสตร์ของ Alphabet Inc
ย้อนกลับไปปี 1998 เมื่อ Larry Page และ Sergey Brin นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ร่วมกันพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับเครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตในชื่อ “Google” พวกเขาเช่าพื้นที่ในโรงรถของ Susan Wojcicki ที่เมือง Menlo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยค่าเช่าเพียงเดือนละ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับเงินสนับสนุนก้อนแรก 100,000 ดอลลาร์จาก Andy Bechtolsheim ผู้ร่วมก่อตั้ง Sun Microsystems
จากธุรกิจเล็กๆ ในโรงรถแห่งนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Google สามารถจัดทำดัชนีข้อมูลเว็บนับล้านหน้าได้ภายในสิ้นปี 1998 และกลายเป็นเครื่องมือค้นหาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและแม่นยำ
หลังจากก่อตั้งได้เพียงไม่กี่ปี Google ก็เริ่มสร้างรายได้จากการโฆษณาออนไลน์ผ่านโปรแกรม Google AdWords (เปิดตัวปี 2000) ซึ่งเปิดให้ผู้ลงโฆษณาซื้อโฆษณาข้อความที่แสดงบนหน้าค้นหา และโปรแกรม AdSense (ปี 2003) ที่ให้เจ้าของเว็บไซต์พันธมิตรติดโฆษณาของ Google บนเว็บของตน โดยโมเดลธุรกิจนี้ทำให้รายได้ของ Google พุ่งสูงและบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด
จนกระทั่งปี 2004 Google ได้เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ในตลาดหุ้น NASDAQ มีการขายหุ้นในราคาหุ้นละ 85 ดอลลาร์ ระดมทุนได้กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าตลาดประมาณ 23 พันล้านดอลลาร์ในวันแรกที่เข้าตลาด การเข้าตลาดหลักทรัพย์ช่วยให้ Google มีเงินทุนสำหรับขยายกิจการและลงทุนในโครงการใหม่ๆ มากขึ้น
ขณะเดียวกัน Google ยังลงทุนในโครงการนวัตกรรมอื่นๆ เช่น บริการแผนที่ (Google Maps), อีเมล (Gmail) และเปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเอง (Google Chrome) ในปี 2008 ซึ่งช่วยยกระดับระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์ Google ให้ครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น
ก้าวสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อผู้ร่วมก่อตั้ง Larry Page และ Sergey Brin ตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งใหม่ ชื่อ Alphabet Inc. และจัดให้ Google กลายเป็นบริษัทย่อยหลักในเครือ การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ธุรกิจหลักของ Google “มีความชัดเจนและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น” และเปิดทางให้ธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือบริการอินเทอร์เน็ตของ Google ได้ดำเนินงานอย่างอิสระภายใต้ Alphabet
โดย Alphabet ได้กลายเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นของบริษัทในเครือต่างๆ เช่น Google, X (ห้องวิจัยพิเศษ), Waymo (ธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับ), Verily (ธุรกิจชีววิทยาและสุขภาพ), Nest (อุปกรณ์สมาร์ทโฮม) และ DeepMind (บริษัทวิจัยปัญญาประดิษฐ์) เป็นต้น โครงสร้างใหม่นี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2015 และทำให้ Sundar Pichai ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าผลิตภัณฑ์ของ Google ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO ของ Google ส่วน Larry Page ย้ายไปเป็น CEO ของ Alphabet และ Sergey Brin เป็นประธานของ Alphabet ในเวลานั้น
1
ในช่วงหลายปีหลังการจัดตั้ง Alphabet บริษัทในเครือมีการพัฒนาไปมากมาย ปี 2019 ผู้ก่อตั้ง Larry Page และ Sergey Brin ประกาศลงจากตำแหน่งบริหารในบริษัทแม่ Alphabet โดยให้ Sundar Pichai ขึ้นรับตำแหน่ง CEO ของ Alphabet เพิ่มเติม (นอกเหนือจากการเป็น CEO ของ Google)
ปัจจุบัน Alphabet Inc. ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ติดอันดับ Big Five ของสหรัฐฯ เคียงข้าง Amazon, Apple, Meta และ Microsoft) และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งด้านธุรกิจและนวัตกรรม
🗓️ ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ
* 1998 – Larry Page และ Sergey Brin ก่อตั้ง Google Inc. เมื่อวันที่ 4 กันยายน 1998 ในโรงรถที่ Menlo Park, California โดยได้รับเงินลงทุนแรก 100,000 ดอลลาร์จาก Andy Bechtolsheim
* 2000 – เปิดตัว Google AdWords แพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์แบบบริการตนเอง ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาซื้อโฆษณาข้อความบนผลการค้นหา เริ่มต้นด้วยจำนวนลูกค้าเพียง 350 ราย แต่สิ่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรโฆษณาดิจิทัลอย่าง Google
* 2003 – เปิดตัว Google AdSense เครือข่ายโฆษณาสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ภายนอก ให้สามารถแสดงโฆษณาของ Google บนเว็บไซต์ของตน และมีรายได้จากการคลิกโฆษณา โดยโมเดลธุรกิจโฆษณา (ทั้ง AdWords และ AdSense) ทำให้ปี 2003 Google เริ่มมีกำไรจากการดำเนินงาน และรายได้เติบโตอย่างรวดเร็ว
แม้ในระยะเริ่มแรกส่วนนี้จะยังขาดทุนอยู่ แต่ในช่วงปี 2023 Google Cloud สามารถพลิกมีกำไรดำเนินงานเป็นครั้งแรก แสดงถึงความก้าวหน้าในการบริหารต้นทุนและดึงดูดลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน Google Cloud กลายเป็นหนึ่งในสามผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของโลก และเป็นเสาหลักใหม่ของรายได้ที่ช่วยลดการพึ่งพาโฆษณาลง
👉🏻 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning: Google ถือเป็นบริษัทแนวหน้าด้านการวิจัย AI มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอัลกอริทึมการค้นหาที่ชาญฉลาด การบุกเบิกโครงการรถยนต์ไร้คนขับ (Waymo) หรือการสร้างระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ที่เปิดตัวในปี 2016 ซึ่งใช้เทคโนโลยีรู้จำเสียงพูดและภาษาธรรมชาติ
2
ความทุ่มเทด้าน AI ของ Google ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเข้าซื้อ DeepMind ในปี 2014 และก่อตั้งหน่วยวิจัย Google Brain ในสหรัฐฯ โดยทีมเหล่านี้ได้สร้างผลงานนวัตกรรมระดับโลก เช่น AlphaGo ที่ชนะมนุษย์ในเกมโกะ และ AlphaFold ที่สร้างความก้าวหน้าในการพยากรณ์โครงสร้างโปรตีนเมื่อปี 2020 ตลอดจนการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง LaMDA ที่เป็นพื้นฐานให้กับ Bard แชทบอท AI ของ Google
ล่าสุด Google ได้รวมทรัพยากรด้าน AI เข้าด้วยกัน โดยการควบรวมทีม Google Brain กับ DeepMind ในปี 2023 สู่ทีมใหม่ชื่อ Google DeepMind เพื่อเร่งสร้างสรรค์ AI ขั้นสูง ด้วยคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Microsoft ที่รุกหนักในตลาด AI สนทนา
Google จึงเร่งเปิดตัว Bard ในต้นปี 2023 ซึ่งเป็น AI ผู้ช่วยสนทนาที่สามารถตอบคำถามและสร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบภาษาธรรมชาติ โดย Bard ถูกออกแบบให้ผสานความรู้จากข้อมูลบนเว็บเข้ากับพลังการประมวลผลของโมเดลภาษาขั้นสูงของ Google แม้จะออกตัวช้ากว่าคู่แข่งเล็กน้อย แต่ Google ก็ได้เปรียบจากคลังข้อมูลมหาศาลและงานวิจัยพื้นฐานที่สั่งสมมานาน ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า Alphabet จะยังคงเป็นผู้นำในยุคของ AI ที่กำลังจะมาถึง (ต่อมา Bard ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Gemini)
* Android – ระบบปฏิบัติการมือถือโอเพนซอร์สที่ Google ได้มาจากการซื้อกิจการ Android Inc. แม้จะเปิดให้ผู้ผลิตมือถือรายอื่นใช้งานฟรี แต่ Android กลายเป็น รากฐาน ที่ทำให้บริการของ Google ติดตั้งมากับสมาร์ทโฟนแทบทุกยี่ห้อ (ยกเว้น Apple) เช่น แอป Google Search, Chrome, Gmail, Maps และ Play Store ซึ่งทำเงินจากการขายแอปและคอนเทนต์ Android มีส่วนแบ่งตลาดมือถือโลกมากกว่า 70% และเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้ใช้เข้ากับระบบนิเวศของ Google ตลอดเวลา
* Google Cloud – ธุรกิจบริการคลาวด์สำหรับองค์กรที่เติบโตเร็วที่สุดของ Alphabet ให้บริการตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) แพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา (PaaS) ไปจนถึงซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร (SaaS) อย่าง Google Workspace จุดขายของ Google Cloud คือ เทคโนโลยีขั้นสูงด้าน AI/ML และการวิเคราะห์ข้อมูลที่กูเกิลชำนาญ เสริมด้วยโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยสูง ปัจจุบัน Google Cloud เป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับสามรองจากโฆษณา Google และ YouTube และถูกคาดหวังว่าจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
* บริการและฮาร์ดแวร์อื่นๆ – Alphabet ยังมีผลิตภัณฑ์โดดเด่นอื่น เช่น Google Chrome, Gmail, Google Maps และ Waze, Google Drive/Docs ที่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ ยังมีสายฮาร์ดแวร์อย่างสมาร์ทโฟน Pixel, อุปกรณ์บ้านอัจฉริยะ Nest, และอุปกรณ์สตรีมมีเดีย Chromecast ซึ่งแม้จะไม่ใช่ตัวทำเงินหลักเท่าโฆษณาแต่ก็ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศ Google ได้ดี และในสายอื่น Alphabet ยังมี Waymo ที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์/บริการแห่งอนาคตที่น่าจับตา หากสามารถสร้างโมเดลธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
กำไรกลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังจากการฟื้นตัวของโฆษณาออนไลน์และการเติบโตของธุรกิจ Google Cloud รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น
👉🏻 ปี 2024
* รายได้: 349.8 พันล้านดอลลาร์ (+13.89% YoY)
* กำไรสุทธิ: 100.1 พันล้านดอลลาร์ (+35.67% YoY)
ผลประกอบการคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวและปรับตัวในธุรกิจโฆษณาและบริการคลาวด์ นอกจากนี้การลงทุนในนวัตกรรมด้าน AI ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกให้กับบริษัท
🎯 โดยสรุปแล้ว Alphabet Inc. ได้แปรเปลี่ยนจากบริษัทสตาร์ทอัพในโรงรถกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีบทบาทในแทบทุกมิติของโลกออนไลน์ ความสำเร็จของบริษัทเกิดจากการผสานเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ากับโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาดอย่างการโฆษณาออนไลน์ ตลอดจนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยล้ำยุค เช่น AI