16 มี.ค. เวลา 11:35 • ดนตรี เพลง

Random Access Memories: RAM ที่เชื่อมต่อความทรงจำทางดนตรีใหม่กับผลงานชิ้นเอกสุดท้ายของ Daft Punk

หากดนตรีคือการเดินทาง "Random Access Memories" ก็คือการพาผู้ฟังย้อนเวลากลับไปยังยุคทองของเสียงเพลง ในขณะเดียวกันก็มุ่งไปข้างหน้าด้วยความทะเยอทะยานที่ไม่เคยลดลง Daft Punk ไม่ได้เพียงแค่ทำอัลบั้มอิเล็กทรอนิกส์อีกชุด แต่พวกเขาสร้างสรรค์งานที่เชิดชูวิธีการทำเพลงแบบดั้งเดิม ใช้เครื่องดนตรีจริงแทนการสังเคราะห์เสียงและอัดเพลงในสตูดิโอระดับตำนานแทนการทำงานบนคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว อัลบั้มนี้จึงไม่ใช่แค่การผลิตเพลง แต่เป็นการทดลองทางศิลปะที่ท้าทายแนวคิดของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบัน
การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นด้วย "Give Life Back to Music" แทร็กเปิดที่เป็นเหมือนคำประกาศถึงเป้าหมายของอัลบั้ม ด้วยกีตาร์ฟังก์ของ Nile Rodgers แห่งวง Chic ที่เปล่งประกายไปพร้อมกับบีตที่มีชีวิตชีวา Daft Punk กำลังบอกเราว่า พวกเขากำลังนำพลังแห่งดนตรีกลับมาอีกครั้ง ต่อด้วย "The Game of Love" ที่พาผู้ฟังดำดิ่งไปในอารมณ์แห่งความโดดเดี่ยวและถวิลหา ด้วยเสียงร้องที่ถูกแต่งแต้มด้วย Vocoder อันเป็นเอกลักษณ์ มันไม่ใช่แค่เพลงรัก แต่เป็นบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
จากนั้น "Giorgio by Moroder" ก็พาเราย้อนเวลากลับไปยังรากฐานของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ Giorgio Moroder เล่าเรื่องราวของเขาผ่านเสียงบรรยายบนบีตที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจนระเบิดออกเป็นพายุแห่งซินธิไซเซอร์และกลองไฟฟ้า มันคือบทเรียนประวัติศาสตร์ของ Disco และ Synth-pop ที่ถูกถ่ายทอดผ่านดนตรีที่ยังคงรู้สึกสดใหม่แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม
Giovanni Giorgio Moroder ศิลปินเพลงชาวอิตาลีในตำนาน ผู้บุกเบิกดนตรี Synth-pop, Disco และ EDM ยุคแรกเริ่ม
อัลบั้มยังคงดำเนินต่อไปด้วยการสำรวจเสียงเพลงในแง่มุมที่หลากหลายขึ้น "Instant Crush" ที่ร่วมงานกับ Julian Casablancas จาก The Strokes เป็นเพลงที่ไหลลื่นและเต็มไปด้วยอารมณ์เศร้า เสียงร้องที่ถูกแต่งแต้มด้วยเอฟเฟกต์ทำให้เพลงนี้ฟังดูเหมือนเป็นความทรงจำที่เลือนราง แต่ยังคงฝังลึกอยู่ในใจ ขณะที่ "Lose Yourself to Dance" กลับนำเสนอด้านที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง มันเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยพลังของดิสโก้ ด้วยเสียงร้องของ Pharrell Williams และกีตาร์ของ Nile Rodgers ที่ชวนให้ขยับร่างกายไปตามจังหวะ
แต่แล้ว "Touch" ที่ได้ Paul Williams มาร่วมงานด้วยก็เปลี่ยนโทนของอัลบั้มไปสู่มิติใหม่อีกครั้ง นี่ไม่ใช่แค่เพลง แต่มันเป็นโอเปร่าขนาดย่อมที่บรรจุความหลากหลายของแนวดนตรีเอาไว้ภายในเวลาแปดนาทีกว่า มันเริ่มต้นด้วยท่อนเปิดที่ล่องลอยและลึกลับ ก่อนจะระเบิดออกเป็นเสียงประสานที่เต็มไปด้วยพลังแห่งอารมณ์ Daft Punk ใช้เพลงนี้ในการทดลองขอบเขตของดนตรี ทำให้มันเป็นหนึ่งในแทร็กที่น่าทึ่งที่สุดที่พวกเขาเคยทำมา
จากอารมณ์ที่เข้มข้นของ "Touch" อัลบั้มค่อย ๆ นำเรากลับมาสู่เสียงที่อบอุ่นและคุ้นเคยด้วย "Get Lucky" เพลงฮิตที่กลายเป็นซาวด์แทร็กแห่งปี 2013 มันเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของดิสโก้และฟังก์ พร้อมกับเสียงร้องของ Pharrell Williams ที่นำพาความสนุกกลับมาสู่อัลบั้มอีกครั้ง
ก่อนจะต่อด้วย "Fragments of Time" ที่ร่วมงานกับ Todd Edwards มันเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกโหยหาความทรงจำในอดีต ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขับรถไปตามถนนในช่วงเวลายามเย็น พร้อมกับเสียงเพลงจากยุค 80s ที่เล่นคลออยู่เบื้องหลัง เพลงนี้จึงเป็นเหมือนการเล่นความทรงจำผ่าน Random Access Memories หรือ RAM ตามชื่ออัลบั้มนี้ได้อย่างลงตัว
Paul Williams นักแต่งเพลงและนักร้องชาวอเมริกันยุค 70s ชื่อดัง ผู้มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีมหาศาล
ก่อนที่อัลบั้มจะปิดฉากลง "Doin’ It Right" ที่ร่วมงานกับ Panda Bear เสนอซาวด์ที่แตกต่างจากเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้ม ด้วยบีตแบบมินิมอลและเสียงร้องที่ล่องลอยไปตามจังหวะ ทำให้มันเป็นเหมือนช่วงเวลาของการกลับมาอยู่กับตัวเองและปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปกับบทเพลง
และท้ายสุด "Contact" เพลงปิดอัลบั้มที่พาผู้ฟังออกเดินทางไปยังห้วงอวกาศ มันเริ่มต้นด้วยเสียงสื่อสารจากนักบินอวกาศ ก่อนที่ดนตรีจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจนไปถึงจุดไคลแม็กซ์อันเข้มข้น ถือเป็นการปิดฉากอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบ เหมือนกับการออกเดินทางไปยังดินแดนใหม่โดยไม่หันกลับมามองเส้นทางเดิมที่เคยเดินผ่านมานี้อีกแล้ว
"Random Access Memories" ไม่ใช่อัลบั้มที่เข้าถึงง่าย และอาจจะไม่ใช่สิ่งที่แฟนเพลงบางส่วนคาดหวังจาก Daft Punk หลังจากการรอคอยแปดปี แต่มันคืออัลบั้มที่กล้าหาญที่สุดของพวกเขา งานชุดนี้ไม่ยอมเดินตามแนวทาง EDM ที่กำลังรุ่งเรืองในช่วงต้นยุค 2010s แต่กลับเลือกที่จะหวนกลับไปยังยุคที่ดนตรีถูกสร้างขึ้นด้วยมือ ศิลปินเล่นเครื่องดนตรีจริง และการบันทึกเสียงในสตูดิโอยังคงเป็นกระบวนการศักดิ์สิทธิ์มากกว่าการสร้างบีตบนคอมพิวเตอร์ อัลบั้มนี้จึงเปรียบเสมือนบทกวีที่สรรเสริญศิลปะแห่งเสียงเพลง
ความมหัศจรรย์ของ "Random Access Memories" จึงไม่ได้อยู่แค่ในซาวด์และการโปรดิวซ์ที่ไร้ที่ติ แต่มันอยู่ที่ความกล้าที่จะเดินย้อนกลับไปในอดีตและนำมันมาหล่อหลอมให้กลายเป็นสิ่งใหม่ Daft Punk ไม่ได้แค่เลียนแบบดิสโก้ พวกเขาให้เกียรติและพัฒนาแนวทางดนตรีเหล่านั้นให้ก้าวไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ของตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้คืออัลบั้มที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความคิดถึง แต่ขณะเดียวกันก็ดูเป็นงานที่ล้ำยุคในแบบที่ไม่สามารถจำกัดอยู่ในกรอบของช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งได้
การที่พวกเขารวบรวมศิลปินระดับตำนานอย่าง Giorgio Moroder, Nile Rodgers และ Paul Williams รวมถึงศิลปินยุคใหม่อย่าง Panda Bear และ Julian Casablancas มาร่วมงานกันนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการดึงดูดความสนใจ แต่มันเป็นการสร้างบทสนทนาข้ามยุคสมัยระหว่างนักดนตรีที่มีอิทธิพลต่อกันและกัน นี่คืออัลบั้มที่ไม่ได้แค่พูดถึงอดีต แต่พยายามเชื่อมโยงอดีตเข้ากับอนาคต
Thomas Bangalter และ Guy-Manuel สองสมาชิกวงชาวฝรั่งเศสตลอดกาลของ Daft Punk
แม้ว่าการฟังอัลบั้มนี้อาจต้องใช้เวลาในการซึมซับ แต่หากเปิดใจให้กับมัน มันจะกลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ให้รางวัลแก่ผู้ฟังมากที่สุด อัลบั้มนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “อีกหนึ่งผลงาน” ของ Daft Punk แต่มันเป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงจุดสูงสุดของความเป็นศิลปินของพวกเขา เป็นการบันทึกความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน และในท้ายที่สุด มันก็กลายเป็นผลงานสุดท้ายของสองดูโอ้หุ่นยนต์ขวัญใจแฟนเพลงนี้ ซึ่งทำให้มันยิ่งมีคุณค่าและความหมายมากยิ่งขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ "Random Access Memories" ไม่ใช่แค่หนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของปี 2013 แต่มันคือหนึ่งในอัลบั้มที่สำคัญที่สุดของทศวรรษ เป็นงานที่พิสูจน์ว่า Daft Punk ไม่เคยเป็นเพียงศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป เพราะพวกเขาคือศิลปินที่สามารถก้าวข้ามขอบเขตของแนวดนตรีและยุคสมัยได้เสมอ และแม้ว่าพวกเขาจะแยกวงไปแล้ว แต่เสียงเพลงของพวกเขานั้นจะยังคงก้องกังวานไปตลอดกาลผ่านยุคสมัยใหม่ของวงการดนตรีนี้สู่อนาคต
Cr. Allmusic / Wikipedia
---
โฆษณา