2 เม.ย. เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์
Rimping Supermarket NimCity Branch

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “Robert Mondavi” (โรเบิร์ต มอนดาวี) เจ้าพ่อไวน์แห่ง Napa Valley ในแคลิฟอร์เนีย

โรเบิร์ต มอนดาวี (Robert Mondavi) เป็นผู้ผลิตไวน์อเมริกันผู้มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมวงการไวน์แคลิฟอร์เนีย และยกระดับไวน์โลกใหม่ให้เทียบเท่ากับไวน์ชั้นนำจากยุโรป
.
โรเบิร์ต มอนดาวี เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ปี ค.ศ 1913 ในรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจผลิตไวน์อยู่แล้ว แต่ในช่วงแรกโรเบิร์ตไม่ได้สนใจเกี่ยวกับการผลิตไวน์มากนัก เพราะเขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬามากกว่า (เดิมทีครอบครัวของโรเบิร์ตอพยพมาจากอิตาลี แต่โรเบิร์ตเกิดที่อเมริกามีพี่น้อง 4 คน โรเบิร์ตคือลูกคนที่ 3 )
.
อย่างไรก็ตามโชคชะตาพลิกผันเมื่อเขาอายุได้ 21 ปี ครอบครัวของเขาก็ต้องย้ายถิ่นฐานอีกครั้งไปอยู่ที่เมืองโลดิ รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อเริ่มต้นธุรกิจไวน์ใหม่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงจำใจเข้ามาช่วยงานในไร่ไวน์ของครอบครัว ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เขาเริ่มหลงใหลในศาสตร์แห่งการทำไวน์ เขาเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับไวน์ ตั้งแต่การปลูกองุ่นไปจนถึงการผลิตไวน์ นอกจากนี้เขายังเดินทางไปยุโรป เพื่อศึกษาการผลิตไวน์แบบดั้งเดิมอีกด้วย
.
เมื่อย้ายมายังแคลิฟอร์เนียในปี 1943 Cesare Mondavi พ่อของเขาก็ได้ซื้อไร่ไวน์ต่อจาก Charles Krug (หนึ่งในผู้บุกเบิกการผลิตไวน์ใน Napa Valley) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซนต์เฮเลนา รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อผลิตไวน์ขาย
หลังจากผลิตไวน์ในแคลิฟอร์เนียมาได้สักพักในปี 1965 โรเบิร์ตก็ลาออกจากการทำงานในไร่ไวน์ของครอบครัว เนื่องจากบาดหมางกับปีเตอร์น้องชายของเขา ในเรื่องทิศทางทำธุรกิจของไร่ไวน์
.
จากนั้นในปี 1966 โรเบิร์ตก็ก่อตั้งไร่ไวน์ Robert Mondavi Winery ของเขาขึ้นมาที่ Napa Valley รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีเป้าหมายในการผลิตไวน์ระดับโลกในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งโรเบิร์ตใช้เงินลงทุนในการทำธุรกิจของเขามากถึง 200,000 ดอลลาร์ ด้วยเหตุนี้ไร่ไวน์ของเขาจึงกลายเป็นไร่ไวน์ยักษ์ใหญ่แห่งแรกที่สร้างขึ้นใน Napa Valley
.
แต่ก่อนที่โรเบิร์ตจะก่อตั้งไร่ไวน์ของเขา ไร่ไวน์ในอเมริกามักจะถูกมองว่ามีคุณภาพต่ำกว่าไร่ไวน์ของยุโรป ซึ่งความเชื่อแบบนี้ยังคงอยู่ แม้ว่า Napa Valley ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียจะมีสภาพภูมิอากาศ และประเภทของดินแบบเดียวกับทางตอนใต้ของอิตาลี และฝรั่งเศส
.
ด้วยเหตุนี้โรเบิร์ตจึงมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะผลิตไวน์โลกใหม่ ให้เทียบเท่ากับไวน์ชั้นนำจากยุโรป เขาเน้นผลิตไวน์คุณภาพสูงจากองุ่นที่ปลูกในท้องถิ่น อีกทั้งยังนำเทคนิคการผลิตไวน์แบบยุโรปมาใช้ด้วย เช่น การหมักแบบควบคุมอุณหภูมิโดยใช้ถังสแตนเลสสำหรับไวน์ขาว
.
โรเบิร์ตนำเทคนิคการหมักเย็นมาใช้สำหรับไวน์ขาว เพื่อคงรสชาติ และกลิ่นของผลไม้สดเอาไว้ และนอกจากนี้เขายังค้นพบว่าองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของคุณภาพไวน์ฝรั่งเศส ก็คือการบ่มในถังไม้โอ๊ค จากนั้นในเวลาต่อมาเขาจึงเริ่มทดลองบ่มไวน์ในถังไม้โอ๊ค ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือไวน์แคลิฟอร์เนียมีเอกลักษณ์ทัดเทียมกับไวน์ชั้นนำจากฝรั่งเศส
.
1
ในแง่ของการตลาดโรเบิร์ตก็มีความคิดสร้างสรรค์เช่นกัน เขาท้าทายบรรทัดฐานเดิมด้วยการส่งเสริมการติดฉลากไวน์ในรูปแบบหลากหลาย แทนที่จะเป็นเหมือนกันทั้งหมด รวมถึงสนับสนุนให้ใส่ชื่อพันธุ์องุ่นลงไปในฉลากด้วย สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของคนรักไวน์ได้เป็นอย่างมาก ในไม่ช้าการติดฉลากไวน์ในรูปแบบของเขาจึงกลายเป็นมาตรฐานสำหรับ “ไวน์โลกใหม่” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งไร่ไวน์ในออสเตรเลีย ชิลี แอฟริกาใต้ และประเทศอื่น ๆ ก็นำแนวทางของเขาไปใช้เช่นกัน
.
ในปี 1968 โรเบิร์ตได้เปิดตัวไวน์ตัวแรกชื่อ Fumé Blanc ซึ่งเป็นไวน์ Sauvignon Blanc แบบ Dry ที่บ่มด้วยถังไม้โอ๊ค โดยหลังจากเปิดตัวก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ไวน์ของเขาช่วยยกระดับสถานะไวน์อเมริกาให้ทัดเทียมกับไวน์ของยุโรปขึ้นมาทันที จากนั้นเขาก็เริ่มผลิตไวน์คุณภาพดีขึ้นมาอีกหลากหลายประเภท
.
ในปี 1972 ไวน์ของเขาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดย Los Angeles Times หนังสือพิมพ์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ประกาศว่าไวน์ Cabernet Sauvignon ที่ผลิตในปี 1969 ของโรเบิร์ตเป็นไวน์ที่ดีที่สุดแห่งปี
นอกจากนี้ปี 1976 ไวน์จากผู้ผลิตรายอื่น ๆ ใน Napa Valley จำนวนมากก็ได้รับเสียงชื่นชมในระดับนานาชาติด้วยเช่นกัน และในปี 1979 ชื่อเสียงของไวน์ Napa Valley ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีก เมื่อโรเบิร์ตร่วมมือกับ Baron Philippe de Rothschild เจ้าของ Château Mouton Rothschild ในฝรั่งเศส เพื่อสร้าง Opus One Winery ขึ้นมาในหุบเขาแห่งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการผลิตไวน์ที่มีคุณภาพดีที่สุดโดยผสมผสานสไตล์บอร์โดซ์ ( Bordeaux ) และ Napa Valley เข้าด้วยกัน
.
ตลอดทศวรรษ 1980 และ 1990 โรเบิร์ตได้ขยายธุรกิจของเขาทั้งในประเทศ และต่างประเทศจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ไวน์ของของเขาได้รับรางวัลมากมายจนมีชื่อโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ความสำเร็จของโรเบิร์ตยังกระตุ้นให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมไวน์ Napa Valley อีกด้วย
.
ในปี 2004 โรเบิร์ตได้ขายธุรกิจของเขาให้กับ Constellation Brands ซึ่งเป็นผู้ผลิต และจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นนำระดับนานาชาติ แต่ถึงแม้จะถูกขายออกไป แต่แบรนด์ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตไวน์คุณภาพสูง ในขณะเดียวกันก็ยึดหลักปฏิบัติในการปลูกองุ่นอย่างยั่งยืน พร้อมดำเนินงานตามแนวทางของโรเบิร์ตดังเดิม
.
หลังจากขายธุรกิจไปแล้วในปี 2005 โรเบิร์ต และปีเตอร์น้องชายของเขาก็กลับมาร่วมกันทำไวน์เป็นครั้งแรกหลังจากที่ทะเลาะกันมายาวนาน พวกเขาใช้องุ่นจากไร่องุ่นของทั้งสองครอบครัวในการผลิตไวน์ Cabernet โดยผลิตขายเพียงแค่หนึ่งบาร์เรลเท่านั้น และขายได้ในราคา 400,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,736,000) จากการประมูลที่ Napa Valley ภายใต้ชื่อ “Ancora Una Volta” (แปลว่า Once Again)
.
โรเบิร์ต มอนดาวี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2008 ด้วยวัย 94 ปี แต่ชื่อเสียง และผลงานของเขายังคงเป็นที่จดจำในฐานะ “เจ้าพ่อไวน์แห่ง Napa Valley” ขณะเดียวกันน้องชายของเขาก็เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปี 2016 ด้วยวัย 101 ปี
โฆษณา