20 มี.ค. เวลา 03:07 • ปรัชญา

ทำไม? ภูเขากับทะเลรับจบการฮีลใจให้มนุษย์เสมอมา

หากจะกล่าวถึงสถานที่พักกาย พักใจในยามที่คนเราเหนื่อยล้า อ่อนแอ เครียด ท้อแท้หรืออารมณ์หม่นเศร้าใดๆก็ตามแล้วนั้น มักจะมีสถานที่ในโลกใบนี้ที่เป็นที่นิยมชมชอบ คอยบำบัด ดูแลและรักษากายใจให้กับมนุษย์เรามาช้านาน
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้จะมาไขความกระจ่างนี้ให้ทุกคนกันครับ
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจนิยามของภูเขาและทะเลในเชิงจิตวิทยาและศิลปะกันก่อนแล้วกันครับ
ภูเขา - ก้อนหินยักษ์ เปลือกโลกที่เขยื้อนแล้วยกตัวสูงเป็นเวลาช้านาน ที่สิงสถิตของเหล่าบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายตามแต่จะนิยามตามความเชื่อและวิทยาศาสตร์ หากแต่นิยามในเชิงจิตวิทยาแล้วนั้นภูเขาแสดงถึงความยิ่งใหญ่ สลับซับซ้อนที่แสดงถึงความมีสติปัญญาและความแข็งแกร่งมั่นคง การที่ภูเขาต่างๆมีลักษณะเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ในบ้านที่เรียกว่าโลกใบนี้ ทำให้น้องๆอยู่ด้วยก็พลางรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย พี่ใหญ่คนนี้จะคอยสอนน้องด้วยปรัชญาเสมอ เช่น การไต่เขาหรือเดินป่าที่ผู้คนชื่นชอบ
1
นั่นหมายถึงพี่ใหญ่กำลังสอนให้มนุษย์ผู้เป็นน้องนั้นจงมีฝัน มีเป้าหมาย มุ่งมั่น อดทน กล้าท้าทายตัวเอง อย่าประมาท เอาชนะอุปสรรคขวากหนามให้จงได้ พร้อมรับความผิดหวัง ไม่สมหวังเสียบ้าง แต่อย่าทะนงตนคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ รู้สำนึกบุญคุณ ทำตัวเล็กจ้อยเข้าไว้แล้วเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป หรือการก่อกำเนิดธารน้ำไหล เปรียบเหมือนความมีน้ำใจไมตรี ความเมตตาเอ็นดูต่อผู้อื่นและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
ส่วนในเชิงศิลปะนั้น สีเขียวของภูเขาและสีฟ้าของท้องฟ้าล้วนแต่อยู่ในกลุ่มสีโทนเย็น สีเขียวหมายถึง ความสงบ สมดุลไม่เอียงเอง สบายตาสบายใจ สดชื่น ส่วนสีฟ้านั้นหมายถึงความอิสระ ปลอดโปร่งที่ทำให้เกิดสติปัญญาความรู้ ความเป็นระเบียบทางความคิด ความสุขุมเย็นใจ เมื่อนำทั้งหมดมาประกอบกันนั่นแหละครับไฉนเลยพี่ใหญ่คนนี้จะทำให้น้องทุกข์ร้อน ไม่สบายใจได้อีกจริงมั้ยครับ มาดูที่ทะเลกันต่อครับ
ทะเล - ผืนน้ำแสนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ในเชิงจิตวิทยาหมายถึง ความสุขุม สงบ เป็นผู้รับฟังที่ดีและมีความเป็นกลางไม่ตัดสิน หากจะเปรียบคงเป็นเหมือนเพื่อนที่รู้ใจ คนสนิทของมนุษย์อย่างเราๆเป็นแน่แท้ เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งดัง ซู่…ซู่ เป็นจังหวะ ดังคำพูดที่ว่า “เสียงคลื่น สู้…สู้ คือเสียงที่ให้กำลังใจเรา” หรือการเดินบนทรายอุ่นๆชื้นๆ ที่ชายหาด มันทำให้เราใจเย็นลง หัวใจเต้นช้าลงหน่อย มีกำลังวังชาอย่างประหลาดเลยใช่มั้ยครับ แล้วเพื่อนคนนี้สอนอะไรมนุษย์อย่างเราอีก สอนให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
เนื่องจากความสงบ สุขุมของทะเล ทำให้เรามีเวลาได้อยู่กับตนเอง ได้คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องร้ายก็ตาม เราสามารถพูดกับเพื่อนคนนี้ได้เสมอหรือแม้กระทั่งตะโกนแหกปากโวยวายดั่งในละคร เพื่อนก็ไม่ว่า ไม่แปลกใจเลยที่กิจกรรมทางน้ำมักจะเป็นกิจกรรมที่เน้นไปทางสนุก ตื่นเต้นเสียเป็นส่วนใหญ่ คล้ายกับว่าทะเลปลอบประโลมและให้กำลังใจเราอยู่ พาเราไปสนุกสุดเหวี่ยงให้เรามีชีวิตชีวา มีพลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปโดยรับฟังไม่ตัดสิน
ส่วนในเชิงศิลปะนั้น สีน้ำเงินของท้องทะลหมายถึง ความสงบ สุขุมเยือกเย็น เจ้าระเบียบ จงรักภักดี มีความแน่วแน่น่าเชื่อถือ เมื่อเจตนาเป็นสีตรงข้ามกันกับสีเหลืองส้มของท้องฟ้ายามเย็น ทำให้การมองเห็นทะเลยามเย็นยังไงก็เป็นภาพที่งดงามจับใจเสมอ ถ้าจะให้ผมคิดเชื่อมโยง ผมคงคิดได้ประมาณว่าถึงแม้เพื่อนจะไปมีใคร มีสังคมอื่น หรือมีชีวิตที่งดงามไปแล้ว ยังไงเพื่อนคนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนเรา ดังนั้นควรยินดีและชื่นชม ไม่ควรจืดจางห่างหายกันไป
ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว หากจะเปรียบเทียบระหว่างภูเขากับทะเล อะไรฮีลใจกว่ากันก็คงไม่ได้แน่ เพราะจากที่กล่าวมาดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์ต่อใจกันคนละอย่าง ภูเขาผู้เปรียบเสมือนพี่ที่คอยบอกคอยสอน ทะเลเปรียบเสมือนเพื่อนที่คอยรับฟังและให้กำลังใจ ดังนั้นคุณผู้อ่านที่กำลังมีความทุกข์ หม่นหมองใจไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม คงต้องพิจารณากันเอาเองแล้วล่ะครับว่า สถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้ควรไปพึ่งใบบุญใคร
โฆษณา