21 มี.ค. เวลา 03:39 • ดนตรี เพลง

จากความทะเยอทะยานสู่ตำนานของ Bob James ผ่านเสียง Fender Rhodes ที่กำหนดอนาคตของ Jazz Fusion

Bob James เป็นหนึ่งในศิลปินแจ๊สที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีฟิวชันอย่างมหาศาล อัลบั้ม "One" ในปี 1974 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางดนตรีที่เขาจะพัฒนาไปตลอดหลายทศวรรษต่อมา แม้ว่าจะมีบางคนมองว่าอัลบั้มนี้เป็นเพียง "ดนตรีประกอบฉากที่น่าฟัง" หรือมีน้ำหนักเบาเกินไป
แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว มันคือการทดลองที่ผสมผสานองค์ประกอบของแจ๊ส, คลาสสิก, ฟังก์ และโบเลโร (Boléro – ดนตรีและการเต้นรำในจังหวะช้าแบบละติน ที่นิยมในสเปนและคิวบา ช่วงศตวรรษที่ 18) เข้าด้วยกันอย่างมีชั้นเชิง ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงที่มีเอกลักษณ์ ลื่นไหล และเต็มไปด้วยรายละเอียดทางดนตรีที่ชวนให้ค้นหา
ในช่วงต้นทศวรรษ 70s ของ Bob James ถือเป็นช่วงเวลาที่เขาได้รับความสนใจในฐานะนักเปียโนและโปรดิวเซอร์ที่สามารถนำซาวด์แจ๊สมาผสมผสานกับแนวอื่น ๆ ได้อย่างแยบยล เขาได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีคลาสสิก การเรียบเรียงเพลงประกอบภาพยนตร์ และแนวดนตรีฟังก์ที่กำลังเติบโตในยุคนั้น เสียงของ Fender Rhodes ที่โดดเด่นในอัลบั้มนี้สะท้อนถึงความต้องการของ James ที่จะสร้างซาวด์ที่ฟังง่ายแต่ยังคงมีมิติทางดนตรีที่ลึกซึ้ง
"Valley of the Shadows" เปิดอัลบั้มด้วยบรรยากาศลึกลับและมีมิติราวกับเป็นดนตรีประกอบภาพยนตร์ เพลงนี้เริ่มต้นอย่างเงียบสงบก่อนจะค่อย ๆ สร้างชั้นเสียงที่หนาแน่นขึ้นทีละน้อย การใช้เสียงซินธิไซเซอร์และเพอร์คัชชันทำให้เพลงนี้มีความรู้สึกเหมือนการเดินทางเข้าสู่โลกเหนือจริง มันเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและโครงสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งสะท้อนถึงความทะเยอทะยานของ James ในการสร้างดนตรีที่เป็นมากกว่าการฟังเพลิน ๆ
"In the Garden" เป็นตัวอย่างของการนำดนตรีคลาสสิกมาผสมผสานกับแจ๊สได้อย่างลื่นไหล James ใช้เมโลดี้ที่มีโครงสร้างคลาสสิก แต่เติมจังหวะและการเรียบเรียงที่ทำให้เพลงนี้มีความรู้สึกโมเดิร์น ซาวด์ของ Fender Rhodes เล่นคู่กับเครื่องสายสร้างอารมณ์ที่นุ่มนวลและอบอุ่น นี่คือหนึ่งในเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ James ในการผสมผสานดนตรีที่แตกต่างกันให้ออกมาเป็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์
Bob James ช่วงทศวรรษ 1970s
ตามด้วย "Soulero" เพลงที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของโบเลโรที่มีต่อ James อย่างชัดเจน การใช้จังหวะที่ค่อย ๆ ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์ดึงดูด เสียงเบสที่ลึกและแน่น ผสานกับการเล่นคีย์บอร์ดที่ละเอียดอ่อน ทำให้เพลงนี้มีมิติที่น่าสนใจ มันเป็นเพลงที่มีการก่อร่างสร้างองค์ประกอบทางดนตรีทีละชั้น คล้ายกับการวางพู่กันบนผืนผ้าใบทีละเลเยอร์
"Night on Bald Mountain" อีกหนึ่งไฮไลต์ของอัลบั้มนี้ โดยเป็นการนำผลงานของ Modest Mussorgsky มาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นเพลงแจ๊สฟิวชันที่เต็มไปด้วยพลัง ซาวด์ของเพลงนี้มีความเข้มข้นราวกับเป็นฉากไคลแมกซ์ของภาพยนตร์แฟนตาซี James ไม่ได้แค่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเพลงต้นฉบับ แต่ยังใส่กลิ่นอายของฟังก์และแจ๊สลงไป ทำให้มันกลายเป็นงานที่ทั้งคารวะต้นฉบับและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไปพร้อมกัน
"Feel Like Making Love" อาจเป็นเพลงที่เข้าถึงง่ายที่สุดในอัลบั้ม มันเป็นการนำเพลงของ Roberta Flack มาทำใหม่ในสไตล์ของ Bob James โดยใส่ความละมุนของ Fender Rhodes และจังหวะที่มีความเป็นกรูฟมากขึ้น เพลงนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่ James สามารถทำให้เพลงป๊อปกลายเป็นงานที่มีกลิ่นอายแจ๊สอย่างเต็มตัว มันเป็นเพลงที่มีเสน่ห์และชวนให้เพลิดเพลิน
ก่อนจะปิดท้ายอัลบั้มด้วย "Nautilus" บทเพลงที่ทรงอิทธิพลต่อโลกดนตรีฮิปฮอปอย่างมหาศาล ด้วยเบสไลน์ที่หนักแน่นและจังหวะที่ลื่นไหล ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกนำไปแซมเปิลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรี เสียงของมันแทรกซึมเข้าไปในบทเพลงของศิลปินรุ่นหลังมากมาย กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่หล่อหลอมแนวฮิปฮอปให้เป็นอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน
James อาจไม่เคยคาดคิด ว่าเพลงของเขาจะมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมดนตรีในอีกหลายทศวรรษต่อมา แต่ "Nautilus" กลับเป็นรากฐานสำคัญของซาวด์ฮิปฮอป ช่วยกำหนดบรรยากาศและเอกลักษณ์ของเพลงแนวนี้อย่างชัดเจน ศิลปินและโปรดิวเซอร์มากมายต่างหยิบยืมองค์ประกอบจากเพลงนี้มาใช้ สร้างสรรค์เป็นผลงานใหม่ที่ยังคงกลิ่นอายของต้นฉบับไว้อย่างเต็มเปี่ยม
James ปัจจุบันในวัย 85 ปี
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานดนตรีที่มีความเป็นต้นฉบับและเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น "Nautilus" ไม่ได้เป็นเพียงบทเพลงหนึ่งในอัลบั้ม แต่กลายเป็นมรดกทางดนตรีที่ส่งอิทธิพลข้ามกาลเวลา เป็นหลักฐานว่าเสียงดนตรีที่แข็งแกร่งและมีเอกลักษณ์จะสามารถเดินทางไปไกลกว่าที่ผู้สร้างเคยคาดฝันไว้
Bob James ได้แรงบันดาลใจจากหลายแหล่งในการสร้าง "One" เขาได้รับอิทธิพลจากดนตรีภาพยนตร์ คลาสสิก และแม้แต่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในยุคนั้น ซาวด์ของเขาในอัลบั้มนี้สะท้อนถึงการทดลองและการผสมผสานแนวดนตรีที่แตกต่างกัน มันไม่ใช่เพียงแค่อัลบั้มแจ๊สธรรมดา แต่เป็นการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ของนักดนตรีที่ไม่ยอมอยู่ในกรอบเดิม ๆ
"One" อาจไม่ใช่อัลบั้มที่มีแนวทางป๊อปฟิวชันอย่างที่ Bob James พัฒนาในช่วงปลายยุค 70s และ 80s แต่มันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเขาในการสร้างสรรค์ซาวด์ที่มีเอกลักษณ์ แม้ว่าอัลบั้มนี้จะมีบางช่วงที่ให้ความรู้สึกเหมือนดนตรีประกอบฉากที่นุ่มนวล แต่หากฟังให้ลึกลงไป จะพบกับรายละเอียดและชั้นเชิงทางดนตรีที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ มันเป็นอัลบั้มที่ต้องใช้การฟังอย่างตั้งใจเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของมัน
เมื่อมองย้อนกลับไป "One" ไม่ได้เป็นเพียงอัลบั้มเปิดตัวของ Bob James ในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่มันคือจุดเริ่มต้นของแนวทางดนตรีที่ยังคงมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน มันเป็นงานที่สะท้อนถึงความกล้าหาญในการทดลอง ผสมผสาน และสร้างสรรค์เสียงใหม่ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ Bob James กลายเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับในวงการแจ๊สและดนตรีฟิวชันตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
Cr. Allmusic / Wikipedia
---
โฆษณา