22 มี.ค. เวลา 06:58 • ดนตรี เพลง

เมื่อเสียงกีตาร์คู่สร้างตำนาน: "Argus" และมนต์เสน่ห์แห่งยุคกลางในโลกของ Hard Rock

"Argus" คืออัลบั้มที่สามของ Wishbone Ash ซึ่งออกวางจำหน่ายในปี 1972 และมักได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดสูงสุดทางดนตรีของวง อัลบั้มนี้เป็นเสมือนแถลงการณ์ทางศิลปะที่นำเอาองค์ประกอบจากฮาร์ดร็อก โปรเกรสซีฟร็อก และโฟล์คร็อกมาผสมผสานกันอย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติ
Wishbone Ash อาจเคยถูกมองว่าเป็นวงที่ยังไม่มีอัตลักษณ์ชัดเจนในสองอัลบั้มแรก แต่ "Argus" เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าวงสามารถสร้างสไตล์เฉพาะตัวขึ้นมาได้ โดยอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยท่อนโซโล่กีตาร์ที่กว้างขวาง องค์ประกอบดนตรีที่ประณีต และเนื้อเพลงที่ชวนให้นึกถึงยุคกลางซึ่งช่วยเสริมความขลังให้กับอารมณ์โดยรวมของงานชุดนี้
สิ่งที่ทำให้ "Argus" โดดเด่นคือการใช้กีตาร์คู่ของ Andy Powell และ Ted Turner ที่ประสานกันอย่างยอดเยี่ยมและมีความเป็นเอกลักษณ์สูง ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากบลูส์ร็อกที่เป็นรากฐานของวงให้กลายเป็นซาวด์ที่มีความซับซ้อนและหนักแน่นมากขึ้น เทคนิคนี้กลายเป็นลายเซ็นของ Wishbone Ash และมีอิทธิพลต่อวงร็อกยุคต่อมา เช่น Thin Lizzy และ Iron Maiden ที่นำไอเดียนี้ไปพัฒนาในรูปแบบของตัวเอง
"Time Was" เพลงเปิดอัลบั้มที่ทรงพลังและเป็นเหมือนภาพรวมของ "Argus" ในบทเพลงเดียว มันเริ่มต้นด้วยท่อนอะคูสติกที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยอารมณ์โหยหา เสียงกีตาร์โปร่งที่บรรเลงอย่างนุ่มนวลสร้างบรรยากาศแห่งการครุ่นคิดและการรำลึกถึงอดีต ขณะที่เสียงร้องที่นุ่มลึกสะท้อนถึงความรู้สึกของการค้นหาคำตอบและความหมายของกาลเวลา ทุกโน้ตในช่วงต้นของเพลงแฝงไปด้วยความละเอียดอ่อน ทำให้ผู้ฟังถูกดึงเข้าไปสู่โลกของเพลงอย่างช้า ๆ และเป็นธรรมชาติ
แต่แล้ว เพลงก็เปลี่ยนโฉมไปสู่พลังของฮาร์ดร็อกอย่างฉับพลัน เสียงกีตาร์ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่ด้วยริฟฟ์ที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยพลัง ขณะที่จังหวะกลองกระหน่ำเข้ามาสร้างความเร่งเร้า องค์ประกอบของเพลงเปรียบเสมือนการเดินทางที่เริ่มจากความสงบก่อนจะพุ่งทะยานไปสู่ความเข้มข้นที่ปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่ โครงสร้างเพลงที่ซับซ้อนแต่ไหลลื่นเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ "Time Was" โดดเด่น มันไม่ใช่แค่เพลง แต่เป็นมหากาพย์ขนาดย่อมที่พาผู้ฟังผ่านอารมณ์และบรรยากาศที่แตกต่างกันไป
เสน่ห์ที่แท้จริงของ "Time Was" คือความสามารถของ Wishbone Ash ในการสร้างสมดุลระหว่างท่วงทำนองที่อ่อนไหวและพลังแห่งร็อกแอนด์โรล เสียงกีตาร์คู่ที่เป็นเอกลักษณ์ของวงทำให้ทุกท่อนของเพลงมีมิติและความลึก ซาวด์ที่สลับไปมาระหว่างความนุ่มนวลและความหนักแน่นสะท้อนถึงธีมหลักของ Argus — การเดินทางผ่านกาลเวลาและการเปลี่ยนผ่านของชีวิต ท้ายที่สุดแล้ว "Time Was" ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงเปิด แต่เป็นคำประกาศถึงอัตลักษณ์ทางดนตรีใหม่ของพวกเขาที่ถูกใส่มาผ่านบทเพลงที่เหลือของทั้งอัลบั้มนี้
"Sometime World" อีกเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนโทนอารมณ์ได้อย่างแนบเนียน โดยเริ่มต้นด้วยท่วงทำนองที่เศร้าและล่องลอย ก่อนจะพัฒนาไปสู่ส่วนที่มีความหนักแน่นและเร่งเร้า โดยเฉพาะการโซโล่กีตาร์ช่วงท้ายที่ระเบิดพลังออกมาอย่างสวยงาม นี่เป็นเพลงที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของโปรเกรสซีฟร็อกที่แฝงอยู่ในซาวด์ของ Wishbone Ash ได้เป็นอย่างดี
"Blowin' Free" เพลงที่โด่งดังที่สุดของอัลบั้ม และยังคงเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของวง เพลงนี้มีความสดใสและเข้าถึงง่ายกว่าบทเพลงอื่นในอัลบั้ม ด้วยจังหวะที่มีความเป็นบลูส์ร็อกมากขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของวงผ่านการใช้กีตาร์คู่ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ถือเป็นเพลงที่สร้างจุดสมดุลระหว่างความซับซ้อนและความเป็นเพลง Pop Rock ที่ฟังง่าย
"The King Will Come" อีกหนึ่งบทเพลงที่ทรงพลังและน่าจดจำที่สุดของวง ด้วยโครงสร้างเพลงที่ค่อย ๆ สร้างบรรยากาศขึงขังและอลังการ ตั้งแต่การเปิดตัวด้วยจังหวะกลองแน่น ๆ และเสียงกีตาร์คู่ที่เป็นเอกลักษณ์ของวง เพลงนี้พาผู้ฟังดำดิ่งสู่ยุคกลางที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและการเปลี่ยนแปลง ริฟฟ์กีตาร์ที่ก้องกังวานและเมโลดี้ที่แฝงไปด้วยความเคร่งขรึมทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนการเดินทางไปพบชะตากรรมของกษัตริย์ผู้หนึ่ง
สิ่งที่ทำให้ "The King Will Come" โดดเด่น คือการเล่าเรื่องผ่านดนตรีที่เข้มข้นและเนื้อเพลงที่เปี่ยมไปด้วยสัญลักษณ์ บทกวีของเพลงสะท้อนถึงแนวคิดของโชคชะตา การต่อสู้ และการรอคอยการเปลี่ยนแปลง เสียงโซโล่กีตาร์ที่ไหลลื่นและการเปลี่ยนจังหวะอย่างแยบยลทำให้เพลงนี้มีความลึกซึ้งและดราม่าอย่างแท้จริง
ท่ามกลางพายุแห่งฮาร์ดร็อกและมหากาพย์แห่งเสียงกีตาร์ของ Argus "Leaf and Stream" เป็นเสมือนสายลมอันแผ่วเบาที่พัดผ่านมาพักใจผู้ฟัง เพลงนี้เป็นช่วงเวลาของการหยุดพัก การไตร่ตรอง และการปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปกับเสียงดนตรีอันอ่อนโยน ด้วยการใช้กีตาร์โปร่งและเมโลดี้ที่นุ่มนวล Wishbone Ash ได้นำเสนออีกด้านหนึ่งของอัลบั้มที่เต็มไปด้วยพลังและดราม่า โดยในเพลงนี้ พวกเขาเลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านเสียงที่เงียบสงบแต่แฝงไปด้วยอารมณ์อันลึกซึ้ง
แม้ว่าเพลงนี้จะเรียบง่าย แต่ความเรียบง่ายนั้นเองคือสิ่งที่ทำให้มันทรงพลัง มันเป็นบทกวีทางดนตรีที่เติมเต็มอารมณ์ของ Argus ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เพลงที่อยู่ระหว่างทาง แต่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผู้ฟังได้หยุดนิ่งและครุ่นคิดก่อนจะเดินทางต่อไปสู่มหากาพย์แห่งเสียงดนตรีของอัลบั้มนี้
ต่อด้วย "Warrior" ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความเข้มข้น ถ่ายทอดจิตวิญญาณของนักรบผ่านซาวด์กีตาร์อันดุดันและโครงสร้างเพลงที่บีบคั้นอารมณ์ ริฟฟ์กีตาร์ที่หนักแน่นและเสียงประสานของวงสร้างบรรยากาศแห่งสงครามและความกล้าหาญ ตั้งแต่ช่วงอินโทรที่ค่อย ๆ ก่อตัวไปสู่ท่อนหลักอันระเบิดอารมณ์ เพลงนี้ถ่ายทอดทั้งความมุ่งมั่นและความโดดเดี่ยวของนักรบที่ยืนหยัดเผชิญหน้ากับโชคชะตา
เสียงกีตาร์คู่ที่ไหลลื่นเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้เพลงนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสียงร้องที่ทรงพลังและเต็มไปด้วยอารมณ์ขับเน้นให้เนื้อเพลงยิ่งสะกดใจ ยิ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงโซโล่กีตาร์ที่ทอประกายราวกับเสียงกรีดร้องแห่งสงคราม เพลงนี้ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดพลังของดนตรีฮาร์ดร็อกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงธีมของศักดิ์ศรีและความเสียสละได้อย่างลึกซึ้ง
ก่อนปิดท้ายอัลบั้มด้วย "Throw Down the Sword" ที่เป็นดั่งบทสรุปอันงดงามและสะเทือนอารมณ์ของอัลบั้ม "Argus" เพลงนี้นำเสนอแง่มุมที่แตกต่างออกไปจาก "Warrior" โดยเน้นไปที่ความโศกเศร้าและการไตร่ตรองหลังสงคราม ซาวด์กีตาร์ที่ก้องกังวานและท่วงทำนองที่อ่อนโยนกว่าสองเพลงก่อนหน้า สร้างบรรยากาศของการสิ้นสุดและการปลดปล่อย เสียงกีตาร์คู่ที่ไพเราะดุจเสียงสะท้อนของอดีตช่วยถ่ายทอดความรู้สึกสูญเสียและการเปลี่ยนผ่าน
โครงสร้างของ "Throw Down the Sword" เป็นการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายและความยิ่งใหญ่ การสอดประสานกันของกีตาร์สองตัวสร้างซาวด์ที่อบอุ่นและลึกซึ้ง ขณะที่เสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ถ่ายทอดความรู้สึกของนักรบที่ต้องละทิ้งอาวุธและเผชิญหน้ากับสัจธรรมของชีวิต โซโล่กีตาร์สุดท้ายของเพลงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ไพเราะและทรงพลังที่สุดของ Wishbone Ash มันไม่ได้เป็นเพียงเสียงดนตรี แต่เป็นบทกวีของการยอมรับและการก้าวไปข้างหน้า ทำให้เพลงนี้เป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของการเดินทางทางดนตรีของ "Argus" ไปโดยปริยาย
สมาชิกวงต้นยุค 70s (ซ้ายไปขวา): Steve Upton (กลอง), Andy Powell (กีต้าร์), Ted Turner (กีต้าร์) และ Martin Turner (เบส-ร้องนำ)
แม้ว่าภาพลักษณ์ของ Wishbone Ash อาจจะไม่ชัดเจนเหมือนวงร่วมยุคอื่น ๆ อย่าง Yes, Pink Floyd หรือ Led Zeppelin แต่ "Argus" เป็นอัลบั้มที่ทำให้วงก้าวข้ามสถานะของการเป็นเพียงวงที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแนวดนตรีต่าง ๆ และกลายเป็นวงที่มีตัวตนชัดเจนมากขึ้น การเรียบเรียงเพลงที่ซับซ้อนและการใช้ไดนามิกของดนตรีในอัลบั้มนี้แสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกและความทะเยอทะยานทางดนตรีของวง
อิทธิพลของ "Argus" สามารถเห็นได้ในวงฮาร์ดร็อกและเฮฟวีเมทัลยุคหลัง เช่น Iron Maiden ที่นำเอาสไตล์กีตาร์คู่ไปพัฒนาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของวง รวมถึงวงอย่าง Opeth ที่นำแนวทางการเรียบเรียงเพลงแบบไดนามิกและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาของอัลบั้มนี้ไปใช้ในผลงานของพวกเขา
แม้ว่าจะประสบความสำเร็จทั้งทางด้านยอดขายและเสียงวิจารณ์ แต่ "Argus" ก็กลายเป็นเหมือนภาระของ Wishbone Ash ในเวลาต่อมา เพราะไม่มีอัลบั้มใดที่พวกเขาสามารถสร้างขึ้นมาให้เทียบเท่ากับมันได้อีก อัลบั้มหลังจากนี้ เช่น "Wishbone Four" และ "There's the Rub" แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่น่าจดจำ แต่ก็ไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับเดียวกับ "Argus" ได้
การแยกวงของ Ted Turner หลังจากอัลบั้มนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวง แม้ว่าผู้เล่นกีตาร์คนใหม่ Laurie Wisefield จะสามารถเข้ามาเติมเต็มบทบาทได้ดี แต่เคมีระหว่าง Powell และ Turner เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถแทนที่ได้อย่างสมบูรณ์ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ "Argus" กลายเป็นอัลบั้มที่ถูกจดจำมากที่สุดของวง เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ Wishbone Ash อยู่ในจุดที่สมบูรณ์แบบที่สุดทางดนตรี
ในท้ายที่สุด "Argus" ไม่ใช่แค่เพียงอัลบั้มร็อกที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นงานที่สามารถสะท้อนจิตวิญญาณของดนตรีร็อกยุค 70 ได้อย่างแท้จริง มันเป็นอัลบั้มที่มีทั้งความซับซ้อนและความลึกซึ้งทางอารมณ์ การเล่นดนตรีที่ยอดเยี่ยม และความเป็นเอกภาพของสมาชิกวงที่ทำให้มันกลายเป็นงานคลาสสิกที่ยังคงมีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบัน
Cr. Allmusic / Progarchives
---
โฆษณา