22 มี.ค. เวลา 12:30 • ดนตรี เพลง

อัลบั้ม Jazz ที่เติมเต็มสีสันให้ Abbey Road ผ่านมุมมองใหม่ของ George Benson

ในปี 1970 George Benson ได้ก้าวเข้าสู่ความท้าทายทางศิลปะอันกล้าหาญ — การตีความใหม่ของ "Abbey Road" อัลบั้มสุดท้ายที่ The Beatles บันทึกเสียงไว้ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเปิดตัวในสหรัฐฯ ผลลัพธ์ที่ได้คือ "The Other Side of Abbey Road" อัลบั้มที่ผสมผสานจิตวิญญาณของต้นฉบับเข้ากับกีตาร์อันลื่นไหลของ Benson เสียงร้องอันอบอุ่น และการเรียบเรียงอันหรูหราของ Don Sebesky นี่ไม่ใช่แค่การ Cover แต่เป็นการแปรเปลี่ยนผลงานต้นฉบับ และสร้างสะพานเชื่อมระหว่างป๊อปกับแจ๊สในแบบที่แทบไม่มีใครกล้าทำมาก่อนหน้านี้เลย
จากแทร็กเปิดตัว "Golden Slumbers/You Never Give Me Your Money" Benson ก็ประกาศให้รู้ว่านี่ไม่ใช่อัลบั้มคัฟเวอร์ทั่วไป เสียงร้องของเขา ซึ่งปกติแล้วไม่ค่อยถูกใช้เป็นจุดเด่นในผลงานช่วงแรก กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของอารมณ์เพลง เสียงของเขาไหลลื่นไปกับท่วงทำนองกล่อมเด็กในช่วงต้น
ก่อนจะเปลี่ยนเป็น "You Never Give Me Your Money" ซึ่งถูกตีความใหม่ในสไตล์แจ๊ส กีตาร์ที่เล่นเป็นคู่เสียง (Octave) ของเขาพลิ้วไหวไปกับจังหวะที่ถูกปรับแต่งขึ้นใหม่ ขับเน้นด้วยฮาร์โมนีที่เข้มข้นขึ้น ต่างจากเวอร์ชันของ The Beatles ซึ่งให้ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ Benson กลับมอบพลังของความมั่นใจที่เงียบสงบ และทำให้เพลงนี้เล่าเรื่องในมุมที่แตกต่างออกไป
จากนั้น "Because/Come Together" ก็เผยตัวตนออกมา เป็นการผสมผสานระหว่างความงดงามแบบบาโรกและจังหวะฟังก์สุดลุ่มลึก ในขณะที่ต้นฉบับของ "Because" ใช้เสียงประสานอันประณีตสร้างบรรยากาศราวกับล่องลอยอยู่ในอวกาศ เวอร์ชันของ Benson ขยายขอบเขตนั้นออกไป Sebesky เพิ่มเสียงเครื่องสายที่โอบล้อมราวกับกำลังชมฉากภาพยนตร์
ก่อนที่ "Come Together" จะพุ่งเข้ามาด้วยพลังมหาศาล เบสไลน์อันเป็นเอกลักษณ์ยังคงอยู่ แต่คราวนี้มันมีความหนาแน่นยิ่งขึ้น กลายเป็นรากฐานให้กับกีตาร์ของ Benson ที่ไหลรื่นราวกับสายน้ำ เขาไม่ได้แค่เล่นเพลงนี้ใหม่ แต่รื้อองค์ประกอบเดิมออก ขยายและเปลี่ยนรูปร่างของวลีดนตรีให้มีมิติที่แตกต่างออกไป
เมื่อถึง "Oh! Darling" Benson ก็เผยความสามารถด้านการร้องเพลงออกมาอย่างเต็มที่ หากในเวอร์ชันของ Paul McCartney เพลงนี้คือการตะโกนร้องขอความรักด้วยพลังอันเร่าร้อน Benson กลับเลือกทางที่แตกต่าง
เขาไม่ได้พยายามดึงพลังเสียงให้ถึงขีดสุด แต่ใช้เสียงอันอ่อนโยนและแฝงความรู้สึกแทน อารมณ์ในเพลงจึงเปลี่ยนจากการร้องตะโกนเป็นการรำพันอย่างลึกซึ้ง การเรียบเรียงเปลี่ยนไปในสไตล์ Big Band Jazz ที่เพิ่มสีสันของเครื่องเป่าเข้ามา ทำให้เพลงนี้ให้ความรู้สึกคล้ายเพลงแจ๊สมาตรฐานในยุคทอง มากกว่าจะเป็นร็อกแอนด์โรลจากปี 1969
การเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งที่สุดอยู่ที่ "Here Comes the Sun/I Want You (She’s So Heavy)" ซึ่งเป็นการเชื่อมสองเพลงที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่กลับไหลลื่นราวกับเป็นเพลงเดียวกัน "Here Comes the Sun" ถูกเปิดขึ้นอย่างเรียบง่าย เสียงร้องของ Benson เบาราวกับเสียงกระซิบ ขณะที่กีตาร์ของเขาไม่ได้ให้ความรู้สึกสว่างไสวเหมือนต้นฉบับ แต่กลับเป็นการตีความที่ดูเป็นภาพฝันมากขึ้น
แต่เมื่อเพลงดำเนินไป การเปลี่ยนผ่านไปสู่ "I Want You (She’s So Heavy)" กลับเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ราวกับพายุโหมกระหน่ำ เสียงทรัมเป็ตของ Freddie Hubbard ที่พุ่งทะลุขึ้นมาเพิ่มความเข้มข้นให้กับเพลง ท่อนริฟฟ์ที่หนักแน่นของต้นฉบับในมือของ Benson ยิ่งดูหม่น ลึกซึ้งและลึกลับยิ่งขึ้น เหมือนกับว่าเขากำลังพาเพลงนี้ดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ที่ลึกกว่าที่เคยเป็นมา
เพลงสุดท้าย "Something/Octopus’s Garden/The End" อาจเป็นช่วงที่สร้างความเห็นต่างได้มากที่สุด "Something" ซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งของ George Harrison ถูกตีความออกมาอย่างเคารพ แต่ Benson เลือกที่จะไม่ผลักดันอารมณ์เพลงให้สุดทาง กีตาร์ของเขายังคงงดงาม แต่ก็รู้สึกเหมือนถูกควบคุมไว้
ขณะที่ "Octopus’s Garden" เปลี่ยนจากเพลงที่มีความสนุกสนานเป็นการสวิงเบา ๆ ในแบบฉบับแจ๊ส การเรียบเรียงของ Sebesky เสี่ยงที่จะทำให้มันกลายเป็นเพลงแจ๊สเบา ๆ ที่อาจฟังดูเรียบง่ายและเงียบสงบเกินไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดท้าย "The End" กลับนำพลังทั้งหมดกลับมาได้อีกครั้ง ด้วยจังหวะที่เร่งเร้าและการแลกเปลี่ยนโซโลที่เฉียบคมของ Benson
การเลือกนักดนตรีช่วยเสริมมิติให้กับอัลบั้มนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เบสของ Ron Carter ทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่มั่นคง ขณะที่ปล่อยให้เครื่องดนตรีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นฟลูตของ Hubert Laws หรือเปียโนของ Herbie Hancock ได้แสดงศักยภาพของตนเอง แม้แต่ในช่วงที่มีการอิมโพรไวส์ ก็ยังคงอยู่ในกรอบที่ทำให้ทุกเพลงเป็นหนึ่งเดียว
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ อัลบั้มนี้ถูกบันทึกเสียงก่อนที่ "Abbey Road" จะกลายเป็นตำนานอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้มันให้ความรู้สึกสดใหม่ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อผลงานที่ยังคงอยู่ในกระแส ไม่ใช่การย้อนรำลึกถึงอดีต
อัลบั้มนี้ยังสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของ Benson ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักกีตาร์มากกว่านักร้อง "The Other Side of Abbey Road" ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางที่เขาจะพัฒนาต่อในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอัลบั้ม "Breezin" ที่ทำให้เขาเป็นศิลปินข้ามสายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการดนตรี
ท้ายที่สุด แม้ว่า "The Other Side of Abbey Road" อาจไม่ใช่อัลบั้มที่โด่งดังที่สุดของ George Benson แต่ก็ถือเป็นหลักฐานสำคัญถึงความกล้าหาญของเขาในการก้าวข้ามขอบเขตของดนตรี และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการผสมผสานสองโลกที่แตกต่างกัน อย่าง "แจ๊สและป๊อป" ให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในยุคที่แนวเพลงทั้งสองยังคงมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน
ภาพปกอัลบั้ม Abbey Road ปี 1969 ในตำนานจาก The Beatles
ด้วยการตีความบทเพลงของ The Beatles ใหม่ในแบบฉบับของตนเอง Benson ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันลุ่มลึกในฐานะนักกีตาร์และนักดนตรีแจ๊สเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของศิลปินที่ไม่กลัวที่จะทดลองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ การเรียบเรียงดนตรีที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแจ๊ส ผสานเข้ากับเสน่ห์และพลังของป๊อปจากต้นฉบับ ทำให้อัลบั้มนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นงานที่ทั้งท้าทายและให้ความรู้สึกคุ้นเคยไปพร้อมกัน
และด้วยเหตุนี้ "The Other Side of Abbey Road" จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อัลบั้มคัฟเวอร์ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าเส้นแบ่งระหว่างแนวดนตรีนั้นสามารถเลือนหายไปได้เมื่อถูกตีความผ่านสายตาของศิลปินที่เปิดกว้างและมากฝีมือ Benson ได้สร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบ แต่เป็นการค้นพบความงดงามในแบบที่ต่างออกไป และนำเสนอมันออกมาได้อย่างเหนือกาลเวลา — เป็นบทสนทนาระหว่างสองแนวดนตรีที่ดำเนินไปอย่างกลมกลืน และยังคงเปล่งประกายเสน่ห์ของมันแม้เวลาจะผ่านไปกว่าหลายทศวรรษแล้วก็ตาม
Cr. Allmusic / AllAboutJazz / JazzMusicArchives
---
โฆษณา