เสียงสะท้อนแห่งรักและความสูญเสีย สู่บทเพลงอมตะแห่งยุค 80s: "Turn Back the Clock"
ในปี 1988 "Turn Back the Clock" อัลบั้มเปิดตัวของ Johnny Hates Jazz ได้พาผู้ฟังดำดิ่งสู่โลกของซินธ์ป็อปที่ได้รับการรังสรรค์มาอย่างประณีต แม้ว่าจะไม่ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ในช่วงแรก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอัลบั้มนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงอิทธิพลของยุค 80s ความสมบูรณ์แบบของการโปรดิวซ์ ซาวด์ที่ถูกขัดเกลามาอย่างเงางามและเมโลดี้ที่ติดหูได้อย่างง่ายดาย ทำให้มันเป็นงานที่ก้าวข้ามกาลเวลา และยังคงดังก้องอยู่ในใจแฟนเพลงหลายต่อหลายรุ่น
หนึ่งในจุดแข็งของอัลบั้มนี้คือความสามารถในการเล่าเรื่องราวของความรัก ความผิดหวัง และการโหยหาผ่านเสียงดนตรี "Shattered Dreams" ซิงเกิลฮิตที่นำพาวงไปสู่ระดับสากล ถ่ายทอดความเจ็บปวดของการตระหนักว่าความรักไม่เป็นดั่งฝัน ในขณะที่เพลงไตเติลแทร็ก "Turn Back the Clock" เป็นการหวนรำลึกถึงอดีตอันแสนหวานที่ไม่อาจหวนคืน นอกจากนี้ยังมีเพลงอย่าง "I Don’t Want to Be a Hero" ที่สะท้อนถึงความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสงครามหรือความขัดแย้งทางการเมือง
ดนตรีของ Johnny Hates Jazz นั้นแตกต่างจากซินธ์ป็อปทั่วไป พวกเขาเลือกใช้ซาวด์ที่ละเอียดอ่อน เน้นความประณีตของเครื่องดนตรี และสร้างอารมณ์ผ่านการเรียบเรียงอย่างซับซ้อน เสียงร้องของ Clark Datchler ซึ่งเป็นทั้งนักร้องนำและนักแต่งเพลงหลัก เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่จับใจ ทำให้บทเพลงของพวกเขาไม่ใช่แค่ดนตรีป็อปธรรมดา แต่เป็นงานศิลปะที่มีมิติและความลึกซึ้ง
อัลบั้มเปิดตัวด้วย "Shattered Dreams" ซิงเกิลฮิตที่มีจังหวะติดหู พร้อมเสียงเบสและซินธิไซเซอร์ที่ให้กลิ่นอายของยุค 80s อย่างเต็มเปี่ยม เสียงร้องของ Clark Datchler นั้นโดดเด่นและเป็นธรรมชาติ ถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่ถูกหักหลังได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก มันเป็นเพลงที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟัง แม้จะไม่ได้มีเนื้อหาแปลกใหม่ แต่การเรียบเรียงที่ลงตัวทำให้เพลงนี้ยังคงเป็นหนึ่งในเพลงป็อปที่ดีที่สุดของยุค 80s และของ Johnny Hates Jazz เองอีกด้วย
จากนั้น "Heart of Gold" ก็นำเสนอบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ด้วยจังหวะที่กระฉับกระเฉงและเสียงเครื่องเป่าที่ถูกเพิ่มเข้ามา ช่วยเติมสีสันให้เพลงดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับชีวิตของหญิงขายบริการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาในเพลงป็อปทั่วไป แต่ Johnny Hates Jazz ทำให้มันฟังดูจริงใจและเป็นธรรมชาติ บวกกับเมโลดี้ที่ฟังง่าย ทำให้เพลงนี้ได้รับการจดจำแม้ว่าจะไม่ได้เป็นซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จมากนัก
ตามมาติด ๆ ด้วย "Turn Back the Clock" เพลงไตเติลอัลบั้ม ที่เป็นหนึ่งในเพลงที่สร้างอารมณ์โหยหาอดีตได้ดีที่สุดของยุค 80s เสียงเครื่องสายที่มีกลิ่นอายแบบตะวันออกผสมผสานกับเสียงร้องที่นุ่มนวลของ Datchler ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ แถมยังได้ Kim Wilde มาร่วมร้องแบ็คกราวด์ให้อีกด้วย เนื้อหาของเพลงว่าด้วยความปรารถนาที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นธีมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่มันจะเป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่สุดของวง
อัลบั้มกลับมาพร้อมอีกหนึ่งเพลงฮิต อย่าง "I Don’t Want to Be a Hero" ที่ช่วยตอกย้ำว่าดนตรีป็อปสามารถเป็นได้มากกว่าความบันเทิง เพลงนี้ไม่ได้เพียงแค่มีเมโลดี้ที่ไพเราะและติดหูเท่านั้น แต่ยังเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สงครามและความไร้เหตุผลของการเกณฑ์ทหารในยุคนั้น
สิ่งที่ทำให้เพลงนี้พิเศษคือการผสมผสานระหว่างจังหวะที่เร้าใจและเนื้อหาที่หนักแน่น เสียงเบสที่โดดเด่นและริฟฟ์คีย์บอร์ดที่คมชัดช่วยขับเน้นอารมณ์ของเพลงให้ทรงพลังยิ่งขึ้น แม้จะเป็นเพลงที่พูดถึงหัวข้อที่จริงจัง แต่ Johnny Hates Jazz สามารถทำให้มันฟังลื่นไหลและเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนักอึ้งจนเกินไป เป็นการถ่ายทอดสารที่ลึกซึ้งโดยยังคงความเป็นซินธ์ป็อปชั้นเยี่ยมเอาไว้
นอกจากนี้ เพลงยังสะท้อนถึงบรรยากาศของยุค 80s ที่เต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับสงครามเย็นและภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ ขณะที่หลายวงเลือกจะหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหว Johnny Hates Jazz กลับกล้าที่จะใช้เสียงดนตรีเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งไม่สิ้นสุด
"Don’t Let It End This Way" เป็นเพลงที่มีองค์ประกอบที่แตกต่างจากเพลงอื่นในอัลบั้ม ด้วยเสียงฟลูตซินธ์ที่ลอยเข้ามาเป็นช่วง ๆ และเมโลดี้ที่มีความคล้ายคลึงกับ "An Englishman in New York" ของ Sting สร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่และน่าสนใจ ขณะที่ยังคงเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของวงไว้ได้อย่างครบถ้วน แม้ว่าจะไม่ใช่เพลงที่โดดเด่นที่สุดในอัลบั้มนี้ แต่ก็เป็นเพลงที่มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง และช่วยเติมเต็มช่องว่างให้อัลบั้มมีความสมดุลมากขึ้น
สามสมาชิกวงปี 1988 (ซ้ายไปขวา): Mike Nocito, Clark Datchler และ Calvin Hayes
เนื้อหาของเพลงสะท้อนถึงความขัดแย้งในใจของใครสักคนที่ยังคงเชื่อมั่นในความรัก แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า มันเป็นเพลงที่ฟังดูอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง ทำให้ผู้ฟังสามารถเชื่อมโยงกับเรื่องราวได้อย่างง่ายดาย ในแง่ของการเรียบเรียงดนตรี วงเลือกใช้เครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น แต่กลับสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรู้สึก นี่จึงเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบสำหรับอัลบั้ม "Turn Back the Clock" ที่ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนของความรัก ความหวัง และความเปราะบาง ที่ยังคงดังก้องอยู่ในใจของผู้ฟัง
ในมุมมองของนักวิจารณ์ อัลบั้มนี้อาจถูกมองว่าขาดความเสี่ยงในการทดลองทางดนตรีและในเชิงศิลปะ แต่ "Turn Back the Clock" กลับมีเสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ความสมบูรณ์แบบของโปรดักชัน เสียงร้องที่เป็นธรรมชาติ และเมโลดี้ที่ติดหู ทำให้อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มซินธ์ป็อปที่ดีที่สุดของยุค 80s มันอาจไม่ใช่อัลบั้มที่ปฏิวัติวงการดนตรี แต่แน่นอนว่ามันเป็นอัลบั้มที่ยังคงมีมนต์ขลังและได้รับความรักจากแฟนเพลงมาจนถึงทุกวันนี้
แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามทศวรรษแล้ว แต่ "Turn Back the Clock" ยังคงเป็นอัลบั้มที่ถูกหยิบมาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ได้เป็นเพียงแค่บทบันทึกของซินธ์ป็อปยุค 80s แต่เป็นหลักฐานว่าดนตรีที่ดีนั้นไร้กาลเวลา เมโลดี้อันงดงามและเนื้อร้องที่เข้าถึงอารมณ์ยังคงทำให้เพลงของ Johnny Hates Jazz มีความหมายต่อผู้ฟังในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำของคนที่เติบโตมากับมัน หรือการค้นพบใหม่ของคนรุ่นหลัง "Turn Back the Clock" ยังคงยืนยันว่าเสียงดนตรีที่แท้จริงไม่มีวันล้าสมัย