23 มี.ค. เวลา 07:26 • ดนตรี เพลง

เสียงสะท้อนแห่งรักและความสูญเสีย สู่บทเพลงอมตะแห่งยุค 80s: "Turn Back the Clock"

ในปี 1988 "Turn Back the Clock" อัลบั้มเปิดตัวของ Johnny Hates Jazz ได้พาผู้ฟังดำดิ่งสู่โลกของซินธ์ป็อปที่ได้รับการรังสรรค์มาอย่างประณีต แม้ว่าจะไม่ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ในช่วงแรก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอัลบั้มนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงอิทธิพลของยุค 80s ความสมบูรณ์แบบของการโปรดิวซ์ ซาวด์ที่ถูกขัดเกลามาอย่างเงางามและเมโลดี้ที่ติดหูได้อย่างง่ายดาย ทำให้มันเป็นงานที่ก้าวข้ามกาลเวลา และยังคงดังก้องอยู่ในใจแฟนเพลงหลายต่อหลายรุ่น
หนึ่งในจุดแข็งของอัลบั้มนี้คือความสามารถในการเล่าเรื่องราวของความรัก ความผิดหวัง และการโหยหาผ่านเสียงดนตรี "Shattered Dreams" ซิงเกิลฮิตที่นำพาวงไปสู่ระดับสากล ถ่ายทอดความเจ็บปวดของการตระหนักว่าความรักไม่เป็นดั่งฝัน ในขณะที่เพลงไตเติลแทร็ก "Turn Back the Clock" เป็นการหวนรำลึกถึงอดีตอันแสนหวานที่ไม่อาจหวนคืน นอกจากนี้ยังมีเพลงอย่าง "I Don’t Want to Be a Hero" ที่สะท้อนถึงความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสงครามหรือความขัดแย้งทางการเมือง
ดนตรีของ Johnny Hates Jazz นั้นแตกต่างจากซินธ์ป็อปทั่วไป พวกเขาเลือกใช้ซาวด์ที่ละเอียดอ่อน เน้นความประณีตของเครื่องดนตรี และสร้างอารมณ์ผ่านการเรียบเรียงอย่างซับซ้อน เสียงร้องของ Clark Datchler ซึ่งเป็นทั้งนักร้องนำและนักแต่งเพลงหลัก เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่จับใจ ทำให้บทเพลงของพวกเขาไม่ใช่แค่ดนตรีป็อปธรรมดา แต่เป็นงานศิลปะที่มีมิติและความลึกซึ้ง
อัลบั้มเปิดตัวด้วย "Shattered Dreams" ซิงเกิลฮิตที่มีจังหวะติดหู พร้อมเสียงเบสและซินธิไซเซอร์ที่ให้กลิ่นอายของยุค 80s อย่างเต็มเปี่ยม เสียงร้องของ Clark Datchler นั้นโดดเด่นและเป็นธรรมชาติ ถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่ถูกหักหลังได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก มันเป็นเพลงที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟัง แม้จะไม่ได้มีเนื้อหาแปลกใหม่ แต่การเรียบเรียงที่ลงตัวทำให้เพลงนี้ยังคงเป็นหนึ่งในเพลงป็อปที่ดีที่สุดของยุค 80s และของ Johnny Hates Jazz เองอีกด้วย
จากนั้น "Heart of Gold" ก็นำเสนอบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ด้วยจังหวะที่กระฉับกระเฉงและเสียงเครื่องเป่าที่ถูกเพิ่มเข้ามา ช่วยเติมสีสันให้เพลงดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับชีวิตของหญิงขายบริการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาในเพลงป็อปทั่วไป แต่ Johnny Hates Jazz ทำให้มันฟังดูจริงใจและเป็นธรรมชาติ บวกกับเมโลดี้ที่ฟังง่าย ทำให้เพลงนี้ได้รับการจดจำแม้ว่าจะไม่ได้เป็นซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จมากนัก
ตามมาติด ๆ ด้วย "Turn Back the Clock" เพลงไตเติลอัลบั้ม ที่เป็นหนึ่งในเพลงที่สร้างอารมณ์โหยหาอดีตได้ดีที่สุดของยุค 80s เสียงเครื่องสายที่มีกลิ่นอายแบบตะวันออกผสมผสานกับเสียงร้องที่นุ่มนวลของ Datchler ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ แถมยังได้ Kim Wilde มาร่วมร้องแบ็คกราวด์ให้อีกด้วย เนื้อหาของเพลงว่าด้วยความปรารถนาที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นธีมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่มันจะเป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่สุดของวง
"Don’t Say It’s Love" แม้จะไม่ได้โดดเด่นเท่าเพลงอื่น ๆ แต่ก็ยังมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง เสียงเบสและเครื่องเป่าช่วยทำให้เพลงนี้มีพลังขึ้นมา คล้อยด้วยท่อนโซโลกีต้าร์สั้น ๆ ที่เพิ่มมิติและอารมณ์ให้กับเพลงมากขึ้น แต่ท่อนฮุคที่คล้ายกับ "Shattered Dreams" อาจทำให้เพลงนี้ฟังดูซ้ำซ้อนเมื่อเทียบกับเพลงอื่นในอัลบั้ม แต่โดยรวมแล้ว "Don’t Say It’s Love" ถือเป็นเพลงรองอัลบั้มที่ช่วยรักษาจังหวะและภาพรวมของงานชุดนี้ได้ดีในระดับหนึ่ง
ก่อนจะเปลี่ยนอารมณ์เข้าสู่บทเพลงบัลลาด อย่าง "What Other Reason" อีกหนึ่งเพลงที่ช่วยดึงศักยภาพด้านการร้องของ Datchler ให้เปล่งประกายออกมาได้อย่างเต็มที่ ดนตรีที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและลึกซึ้ง เปียโนและเสียงกีตาร์โปร่งที่ค่อย ๆ เติมเข้ามาทำให้เพลงนี้มีมิติและพัฒนาขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพลงนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาที่อ่อนโยน ลึกซึ้งและผ่อนคลายของอัลบั้มได้อย่างลงตัว
อัลบั้มกลับมาพร้อมอีกหนึ่งเพลงฮิต อย่าง "I Don’t Want to Be a Hero" ที่ช่วยตอกย้ำว่าดนตรีป็อปสามารถเป็นได้มากกว่าความบันเทิง เพลงนี้ไม่ได้เพียงแค่มีเมโลดี้ที่ไพเราะและติดหูเท่านั้น แต่ยังเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สงครามและความไร้เหตุผลของการเกณฑ์ทหารในยุคนั้น
เนื้อเพลงสะท้อนเสียงของผู้คนที่ไม่ต้องการถูกลากเข้าสู่สนามรบ ไม่ต้องการเป็น "ฮีโร่" ตามคำนิยามของรัฐบาลหรือกองทัพ ในขณะที่ซินธ์ป็อปยุค 80s ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ หรือแฟชั่นสุดล้ำ เพลงนี้กลับเลือกที่จะใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามต่อประเด็นทางสังคมและการเมือง
สิ่งที่ทำให้เพลงนี้พิเศษคือการผสมผสานระหว่างจังหวะที่เร้าใจและเนื้อหาที่หนักแน่น เสียงเบสที่โดดเด่นและริฟฟ์คีย์บอร์ดที่คมชัดช่วยขับเน้นอารมณ์ของเพลงให้ทรงพลังยิ่งขึ้น แม้จะเป็นเพลงที่พูดถึงหัวข้อที่จริงจัง แต่ Johnny Hates Jazz สามารถทำให้มันฟังลื่นไหลและเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนักอึ้งจนเกินไป เป็นการถ่ายทอดสารที่ลึกซึ้งโดยยังคงความเป็นซินธ์ป็อปชั้นเยี่ยมเอาไว้
นอกจากนี้ เพลงยังสะท้อนถึงบรรยากาศของยุค 80s ที่เต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับสงครามเย็นและภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ ขณะที่หลายวงเลือกจะหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหว Johnny Hates Jazz กลับกล้าที่จะใช้เสียงดนตรีเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งไม่สิ้นสุด
"Listen" เพลงที่มีความเรียบง่าย แต่คงไว้ซึ่งเสน่ห์ในความเป็นมินิมอลของมันเอง คอรัสที่ซ้ำไปซ้ำมาให้ความรู้สึกสะกดจิตเล็ก ๆ ในขณะที่เสียงเบสของ Mike Nocito ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ถือเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ช่วยขับกล่อมผู้ฟังให้ผ่อนคลาย ระหว่างบทเพลงที่เข้มข้น ซับซ้อนและมีเนื้อหาที่จริงจังกว่า
"Don’t Let It End This Way" เป็นเพลงที่มีองค์ประกอบที่แตกต่างจากเพลงอื่นในอัลบั้ม ด้วยเสียงฟลูตซินธ์ที่ลอยเข้ามาเป็นช่วง ๆ และเมโลดี้ที่มีความคล้ายคลึงกับ "An Englishman in New York" ของ Sting สร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่และน่าสนใจ ขณะที่ยังคงเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของวงไว้ได้อย่างครบถ้วน แม้ว่าจะไม่ใช่เพลงที่โดดเด่นที่สุดในอัลบั้มนี้ แต่ก็เป็นเพลงที่มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง และช่วยเติมเต็มช่องว่างให้อัลบั้มมีความสมดุลมากขึ้น
สามสมาชิกวงปี 1988 (ซ้ายไปขวา): Mike Nocito, Clark Datchler และ Calvin Hayes
สุดท้ายกับ "Foolish Heart" ซึ่งอาจไม่ใช่เพลงที่โด่งดังที่สุดของวง แต่ในแง่ของอารมณ์และความงดงามทางดนตรี มันเป็นหนึ่งในบทเพลงที่น่าจดจำที่สุดของอัลบั้มนี้ ในฐานะซิงเกิลแรกของวง แม้จะไม่ได้รับการตอบรับที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เผยให้เห็นถึงศักยภาพของพวกเขาตั้งแต่แรกเริ่ม
เพลงนี้เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและความอบอุ่น เสียงเปียโนที่นุ่มนวลค่อย ๆ ไหลไปกับเมโลดี้ที่อบอุ่น สร้างบรรยากาศที่ทั้งเศร้าและงดงามในเวลาเดียวกัน เป็นบทเพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกของหัวใจที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวัง แม้จะเคยผ่านความผิดหวังมามากมายแล้วก็ตาม
เนื้อหาของเพลงสะท้อนถึงความขัดแย้งในใจของใครสักคนที่ยังคงเชื่อมั่นในความรัก แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า มันเป็นเพลงที่ฟังดูอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง ทำให้ผู้ฟังสามารถเชื่อมโยงกับเรื่องราวได้อย่างง่ายดาย ในแง่ของการเรียบเรียงดนตรี วงเลือกใช้เครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น แต่กลับสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรู้สึก นี่จึงเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบสำหรับอัลบั้ม "Turn Back the Clock" ที่ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนของความรัก ความหวัง และความเปราะบาง ที่ยังคงดังก้องอยู่ในใจของผู้ฟัง
ในมุมมองของนักวิจารณ์ อัลบั้มนี้อาจถูกมองว่าขาดความเสี่ยงในการทดลองทางดนตรีและในเชิงศิลปะ แต่ "Turn Back the Clock" กลับมีเสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ความสมบูรณ์แบบของโปรดักชัน เสียงร้องที่เป็นธรรมชาติ และเมโลดี้ที่ติดหู ทำให้อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มซินธ์ป็อปที่ดีที่สุดของยุค 80s มันอาจไม่ใช่อัลบั้มที่ปฏิวัติวงการดนตรี แต่แน่นอนว่ามันเป็นอัลบั้มที่ยังคงมีมนต์ขลังและได้รับความรักจากแฟนเพลงมาจนถึงทุกวันนี้
แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามทศวรรษแล้ว แต่ "Turn Back the Clock" ยังคงเป็นอัลบั้มที่ถูกหยิบมาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ได้เป็นเพียงแค่บทบันทึกของซินธ์ป็อปยุค 80s แต่เป็นหลักฐานว่าดนตรีที่ดีนั้นไร้กาลเวลา เมโลดี้อันงดงามและเนื้อร้องที่เข้าถึงอารมณ์ยังคงทำให้เพลงของ Johnny Hates Jazz มีความหมายต่อผู้ฟังในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำของคนที่เติบโตมากับมัน หรือการค้นพบใหม่ของคนรุ่นหลัง "Turn Back the Clock" ยังคงยืนยันว่าเสียงดนตรีที่แท้จริงไม่มีวันล้าสมัย
Cr. Allmusic / PopRescue
---
โฆษณา