24 มี.ค. เวลา 13:21 • การศึกษา

ออกแบบแผนการจัดการตนเองอย่างไร ให้นักเรียนยุคใหม่ช่วยเหลือตนเองได้

ลี วิลกินสัน (Lee Wilkinson) อาจารย์มหาวิทยาลัยและเป็นสมาชิกคณะจิตวิทยาโรงเรียนที่มหาวิทยาลัยโนวาเซาท์อีสเทิร์น เป็นนักจิตวิทยาโรงเรียนที่ได้รับการรับรองระดับประเทศ และนักบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา วิลกินสันมีผลงานวิจัยและงานเขียนทางวิชาการที่มุ่งเน้นไปที่การให้คำปรึกษาและบำบัดพฤติกรรม
รวมถึงเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม โดยเน้นถึงประโยชน์ของการใช้กลยุทธ์การจัดการตนเองเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในงานและพฤติกรรมที่สอดคล้องของนักเรียนที่มีออทิสติกสเปกตรัมที่มีความสามารถสูง
วิลกินสันอธิบายว่าการจัดการตนเองถือเป็นทักษะสำคัญที่สามารถช่วยให้นักเรียนที่มีออทิสติกสเปกตรัมพัฒนาพฤติกรรมที่ปรับตัวได้ ส่งเสริมความเป็นอิสระ และนำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมในวงกว้าง การใช้กลยุทธ์การจัดการตนเองในห้องเรียนสามารถช่วยให้นักเรียนเหล่านี้มีส่วนร่วมในงานมากขึ้น และลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
นักเรียนที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัมมักมีความยากลำบากในการทำงานให้เสร็จตามกำหนด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนและทักษะในการปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความเป็นระบบ นอกจากนี้ ความยากลำบากเหล่านี้ยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม เช่น ความเครียด ความกังวล และการแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม เมื่อไม่สามารถจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทุกท่านจะเห็นว่าปัญหาดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ข้อมูล สิ่งเร้าต่าง ๆ มากมายส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถจัดการชีวิตตัวเองได้ ดังนั้นการฝึกการออกแบบการจัดการตนเอง เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามาารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอีกทั้งยังประสบความสำเร็จในอนาคตอีกด้วย
การจัดการตนเองเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ หรือแม้แต่นักเรียนทั่วไปก็ตาม ในการพัฒนาทักษะในการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ช่วยให้นักเรียนสามารถสังเกต บันทึก และประเมินพฤติกรรมของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ลดการพึ่งพาการควบคุมจากครูหรือผู้ดูแล และส่งเสริมความรับผิดชอบส่วนบุคคล
การออกแบบและดำเนินการกลยุทธ์การจัดการตนเองไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม มีคำถามสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่ 1) พฤติกรรมเป้าหมายคืออะไร 2) นักเรียนจะสังเกตตนเองในสภาพแวดล้อมใด 3) ประเภทของสัญญาณแจ้งเตือนที่เหมาะสมคืออะไร 4) ความถี่ที่นักเรียนควรสังเกตตนเอง และ 5) สิ่งจูงใจหรือรางวัลภายนอกที่จะใช้มีอะไรบ้าง
ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นแนวทางทั่วไปในการออกแบบและดำเนินแผนการจัดการตนเองในห้องเรียน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการเฉพาะของนักเรียน
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดพฤติกรรมเป้าหมาย เริ่มต้นด้วยการระบุและกำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการปรับปรุง ควรเลือกพฤติกรรมที่เหมาะสมและเฉพาะเจาะจงจำนวนเล็กน้อย เช่น "ตั้งใจฟังในชั้นเรียน" มากกว่าการระบุสิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกและสร้างทางเลือกที่สร้างสรรค์ให้กับนักเรียน
ขั้นตอนที่ 2 กำหนดความถี่ในการสังเกตตนเอง ความถี่ในการสังเกตตนเองควรพิจารณาจากอายุ ระดับสติปัญญา และความรุนแรงของพฤติกรรม ตัวอย่างเช่น หากพฤติกรรมเป้าหมายเกี่ยวข้องกับการลดพฤติกรรมที่ท้าทายซ้ำ ๆ นักเรียนอาจต้องสังเกตพฤติกรรมเชิงบวกที่ทดแทนอย่างสม่ำเสมอ
ขั้นตอนที่ 3 อธิบายและตั้งเป้าหมายร่วมกับนักเรียน อธิบายแนวคิดการจัดการตนเองและประโยชน์ของการควบคุมพฤติกรรมด้วยตนเอง ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายและรางวัล เพื่อเพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของแผนการและสร้างแรงจูงใจในการทำตามแผน
ขั้นตอนที่ 4 สร้างแบบฟอร์มบันทึกตนเอง สร้างแบบฟอร์มสำหรับให้นักเรียนบันทึกพฤติกรรมของตนเอง อาจใช้สัญลักษณ์ง่าย ๆ เช่น เครื่องหมายถูก หรือ หรือหมายผิด หน้ายิ้ม หรือ หน้าบึ้งเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น "ฉันทำตามกฎในห้องเรียนหรือไม่"
ขั้นตอนที่ 5 สอนนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการใช้ หลังจากกำหนดพฤติกรรมเป้าหมาย รางวัล และเป้าหมายแล้ว ควรสอนนักเรียนให้ใช้แบบฟอร์มบันทึกตนเองในสภาพแวดล้อมจริง เช่น ในห้องเรียน สามารถใช้วิธีสาธิตสถานการณ์จำลอง (Role-Playing) โดยให้นักเรียนฝึกสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของตนเอง
ขั้นตอนที่ 6 ดำเนินแผนการจัดการตนเอง ให้นักเรียนประเมินพฤติกรรมของตนเองโดยใช้แบบฟอร์มบันทึกตนเองในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ทุก ๆ 5 หรือ 10 นาที เมื่อนักเรียนได้รับสัญญาณแจ้งเตือน ให้ทำการบันทึกพฤติกรรมของตนเองทันที เช่น "ฉันกำลังตั้งใจทำงานอยู่หรือไม่?"
ขั้นตอนที่ 7 ทบทวนผลลัพธ์ร่วมกับนักเรียน ครูควรประชุมสั้น ๆ กับนักเรียนเพื่อทบทวนผลการบันทึกพฤติกรรมประจำวัน และพิจารณาว่านักเรียนสามารถบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ควรให้คำชมเชยและรางวัลตามที่ตกลงไว้ หากนักเรียนสามารถบรรลุเป้าหมายได้
ขั้นตอนที่ 8 ให้รางวัลเมื่อสมควรได้รับ แม้ว่าการตรวจสอบตนเองสามารถมีประสิทธิภาพได้โดยไม่ต้องใช้รางวัล แต่การเสริมแรงเชิงบวก เช่น คำชม คะแนนสะสม หรือสิ่งจูงใจ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 9 ประสานงานกับผู้ปกครอง ควรนำแผนการจัดการตนเองไปใช้ร่วมกับการสื่อสารระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยส่งแบบฟอร์มบันทึกตนเองกลับบ้านเพื่อให้ผู้ปกครองตรวจสอบและลงนาม เพื่อให้นักเรียนได้รับแรงเสริมเชิงบวกอย่างต่อเนื่องทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน
ขั้นตอนที่ 10 ลดความถี่ในการใช้แผน เมื่อพฤติกรรมเป้าหมายของนักเรียนมีความมั่นคง ควรลดความถี่ของการใช้สัญญาณแจ้งเตือนและรางวัลลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป้าหมายสูงสุดคือให้นักเรียนสามารถจัดการพฤติกรรมของตนเองได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งจูงใจจากภายนอก
ในท้ายที่สุด การจัดการตนเองไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางพฤติกรรม แต่เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็น ที่จะช่วยให้นักเรียนเติบโตเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการควบคุมตนเอง ปรับตัวต่อสถานการณ์ และประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งด้านการเรียนและการทำงานในอนาคต
อ้างอิง
Wilkinson, L. A. (2005). Supporting the inclusion of a student with Asperger syndrome: A case study using conjoint behavioural consultation and self-management. Educational Psychology in Practice, 21, 307-326. http://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/02667360500344914
Wilkinson, L. A. (2006). Self management: A proactive strategy for students with Asperger syndrome. Autism-Asperger’s Digest Magazine, 32-38.
Wilkinson, L. A. (2008). Self-management for high-functioning children with autism spectrum disorders. Intervention in School and Clinic, 43 , 150-157.
Wong, C., Odom, S. L., Hume, K., Cox, A. W., Fettig, A., Kucharczyk, S., Brock, M. E., Plavnick, J. B., Fleury, V. P., & Schultz, T. R. (2015). Evidence-based practices for children, youth, and young adults with autism spectrum disorder: A comprehensive review. Journal of Autism and Developmental Disorders, 45(7), 1951-1966. https://doi.org/10.1007/s10803-014-2351-z
Koegel, L. K., Ashbaugh, K., Navab, A., & Koegel, R. L. (2013). Improving empathic communication skills in adults with autism spectrum disorder. Journal of Autism and Developmental Disorders, 44(4), 826-833. https://doi.org/10.1007/s10803-013-1936-5
Claro, S., & Loeb, S. (2019). Self-management skills and student achievement gains: Evidence from California’s CORE districts. Journal of Educational Psychology, 111(2), 439-455. https://doi.org/10.1037/edu0000356
โฆษณา