29 มี.ค. เวลา 01:50 • หุ้น & เศรษฐกิจ

⚠️ ถอดบทเรียน ‘แผ่นดินไหว’ หุ้นไหนรอด หุ้นไหนร่วง?

ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โลกไม่ได้สั่นไหวแค่พื้นดินเท่านั้น แต่แรงสั่นสะเทือนยังส่งผลไปถึงตลาดหุ้นและเศรษฐกิจด้วย เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6 ริกเตอร์ขึ้นไปในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน หรือประเทศอื่นๆ ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลก ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน
วันนี้บิวตี้ จะพาไปย้อนดูเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ๆ เหล่านั้น ไล่เรียงไทม์ไลน์ของวิกฤตและการฟื้นตัว ผลกระทบต่อตลาดหุ้น และดูว่าหุ้นในกลุ่มไหนได้รับผลกระทบมากน้อยต่างกันอย่างไรค่ะ
🇺🇸 สหรัฐฯ 1989 และ 1994: แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนีย
เหตุการณ์: วันที่ 17 ตุลาคม 1989 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.9 (Loma Prieta) ใกล้ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ส่งผลให้ทางด่วนบางส่วนและสะพานในเมืองถล่ม มีผู้เสียชีวิต 63 ราย เศรษฐกิจบริเวณอ่าวซานฟรานฯ ได้รับความเสียหายกว่า 6 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่วันที่ 17 มกราคม 1994 แผ่นดินไหวขนาด 6.7 (Northridge) เขย่าใจกลางนครลอสแอนเจลิส สร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์และเป็นภัยธรรมชาติที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุดของสหรัฐฯ ในขณะนั้น (จนกระทั่งโดนพายุเฮอริเคนแคทรีนาในปี 2005 แซงหน้า) แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะไม่มากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในเอเชีย แต่ก็เกิดความตื่นตระหนกในตลาดเงินไม่น้อย
👉🏻 สำหรับปี 1989 แผ่นดินไหวเกิดขึ้นช่วงเย็นหลังตลาดหุ้นปิด วันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการตามปกติ และดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สะท้อนว่านักลงทุนโดยรวมเชื่อว่าเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัยพิบัติครั้งนี้ แต่หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายและการฟื้นฟูมีความเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน โดยในวันถัดจากเหตุการณ์:
🔻 หุ้นกลุ่มประกันภัย เปิดตลาดร่วงลงก่อนเพราะกังวลว่าจะต้องจ่ายค่าสินไหมจำนวนมาก แต่ช่วงบ่ายเมื่อมีรายงานว่าในบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกมีประชาชนเพียงประมาณ 20% ที่ทำประกันแผ่นดินไหวไว้ ทำให้ภาระเคลมของบริษัทประกันไม่สูงมาก
อีกทั้งเหตุการณ์นี้เกิดหลังพายุเฮอริเคน Hugo ในปีเดียวกัน ส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าบริษัทประกันจะใช้โอกาสนี้ขึ้นอัตราเบี้ยประกันในอนาคตได้ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มประกันพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงปิดตลาด 

เช่น หุ้นบริษัทประกันต่อ (reinsurance) รายใหญ่อย่าง General Re และ AIG ต่างปรับตัวขึ้นทันทีจากการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันที่จะช่วยเพิ่มกำไรในอนาคต
🏗️ หุ้นกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ปรับตัวขึ้นเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าจะมีงานซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและอาคารที่เสียหายจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นอานิสงส์ต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างและผู้ผลิตวัสดุ
💧หุ้นสาธารณูปโภคและธนาคารท้องถิ่น ในแคลิฟอร์เนียบางแห่งปรับตัวลง เพราะกังวลต่อค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโครงข่ายไฟฟ้า ท่อก๊าซ และความเสี่ยงหนี้เสียจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ภัยพิบัติ
👉🏻 สำหรับปี 1994 แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันเกิดเหตุ (ตรงกับวันหยุด Martin Luther King Jr. Day) แต่เมื่อเปิดทำการในวันถัดมา
🔻 หุ้นกลุ่มประกันภัยได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากภาระเคลมมหาศาล (เหตุการณ์ Northridge ทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายค่าสินไหมรวมกว่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์) จนบริษัทประกันหลายแห่งถึงกับหยุดขายประกันแผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียหลังเหตุการณ์นี้
ส่งผลให้รัฐต้องตั้งกองทุนประกันภัยแผ่นดินไหวของตนเองขึ้นในปี 1996 เพื่อแก้ปัญหาบริษัทประกันถอนตัว นับเป็นบทเรียนสำคัญของวงการประกันสหรัฐฯ
🏗️ ขณะที่ทางด้านหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและร้านวัสดุซ่อมแซมบ้านในปี 1994 ก็ปรับตัวขึ้นจากคาดการณ์งานฟื้นฟูเช่นเดียวกับปี 1989 ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่องเนื่องจากพื้นที่ได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งประเทศ
⚠️ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน: แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งแสดงให้เห็นว่า กฎระเบียบอาคารที่เข้มงวดของสหรัฐฯมีส่วนช่วยลดความเสียหายต่อโครงสร้างตึกสูง
1
ตึกระฟ้าในลอสแอนเจลิสและซานฟรานซิสโกส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง โครงสร้างตึกสมัยใหม่ยังยืนหยัดได้ แม้จะมีภาพน่ากลัวอย่างทางด่วน Cypress Street และส่วนของสะพาน Bay Bridge ถล่มในปี 1989 หรืออาคารจอดรถและสะพานบางส่วนถล่มในปี 1994 ก็ตาม
ทั้งนี้ทั้งสองเมืองใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานหลักให้กลับมาใช้งานได้ การจราจรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติมในมาตรการต้านทานแผ่นดินไหว ทั้งการเสริมความแข็งแรงของอาคารเก่าและการออกแบบอาคารใหม่ให้รับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น
🇯🇵 ญี่ปุ่น 1995: โกเบกับบทเรียนราคาแพง
เหตุการณ์: วันที่ 17 มกราคม 1995 เวลา 5:46 น. เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.3 แมกนิจูด ศูนย์กลางอยู่ใกล้ชุมชนเมือง ส่งผลให้ตึกอาคารบ้านเรือนจำนวนมากพังทลาย มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,434 คน บ้านเรือนเสียหายกว่าแสนหลัง ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.3% ของ GDP ญี่ปุ่น) ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุดในโลกยุคนั้น
🔻 ไทม์ไลน์: ช่วงเช้าหลังเกิดเหตุ ตลาดหุ้นโตเกียว ตอบสนองทันทีด้วยแรงเทขาย หุ้นบริษัทประกันภัยและธนาคารญี่ปุ่นที่มีสินทรัพย์อยู่ในพื้นที่โกเบร่วงลงแรง
ใน 4 วันทำการหลังแผ่นดินไหว ดัชนี Nikkei 225 ดิ่งลงจากประมาณ 19,241 จุดเหลือ 17,785 จุด (ลดลงราว 7.6%) เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติแห่ขายหุ้นเพราะขาดความมั่นใจในการรับมือวิกฤตของรัฐบาล
ในระยะสั้นตลาดรีบาวด์กลับขึ้นได้บ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็กลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงต่อเนื่อง กว่าดัชนีจะฟื้นตัวกลับมาเท่าก่อนเกิดเหตุการณ์ก็ล่วงเลยไปหลายเดือน
⚠️ เหตุการณ์ครั้งนี้มีไฮไลท์สำคัญในเดือนต่อมา โดยในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 1995 ธนาคาร Barings ของอังกฤษล้มละลาย
เนื่องจากนักซื้อขายหลักทรัพย์ (Nick Leeson) ขาดทุนจากการเก็งกำไรดัชนีนิกเคอิหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ความผันผวนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เกิดจากภัยพิบัติได้เปิดโปงสถานะการลงทุนเสี่ยงสูงที่ซ่อนไว้ ส่งผลให้สถาบันการเงินอายุ 233 ปีต้องปิดตัว กลายเป็นกรณีศึกษาถึงความเสี่ยงในตลาดการเงินยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
📊 ผลกระทบต่อหุ้นและภาคส่วน: ตลาดหุ้นโตเกียวหลังเหตุโกเบมีการเคลื่อนไหวแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ:
🔻 หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และการเงิน ได้รับแรงเทขายหนัก เพราะสินทรัพย์จำนวนมากได้รับความเสียหายในพื้นที่ และนักลงทุนหวั่นเกรงว่าสินเชื่อที่ปล่อยในพื้นที่อาจกลายเป็นหนี้เสีย
นอกจากนี้ ก่อนเกิดเหตุรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ในช่วงพยายามพยุงตลาดหุ้น (นโยบาย “price-keeping operations”) และราคาที่ดินก็ปรับลงต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง ความเสียหายจากแผ่นดินไหวยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขาดความศรัทธาในมาตรการรัฐ
‼️ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แม้ช่วงแรกจะร่วงไปพร้อมตลาดโดยรวม แต่ไม่นานก็ฟื้นตัวดีจากแนวโน้มงานฟื้นฟูขนาดใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เช่น การสร้างทางด่วนและเส้นทางรถไฟใหม่ทดแทนของเดิมที่พังเสียหาย
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจชะลอตัวในไตรมาสแรกๆ หลังเหตุการณ์ แต่จะกลับมาเป็นบวกเมื่อการก่อสร้างเริ่มขึ้น 

ซึ่งก็เป็นไปตามคาด โดยโครงการซ่อมถนนที่คาดว่าจะใช้เวลาถึง 2 ปี ถูกเร่งจนเสร็จในเวลาราวครึ่งปีเท่านั้น ทำให้การคมนาคมกลับมาคล่องตัวเร็วกว่าคาด หุ้นบริษัทก่อสร้างหลายแห่งได้รับงานและมีรายได้เพิ่มจากโครงการเหล่านี้
🔻 หุ้นกลุ่มประกันภัย ในประเทศญี่ปุ่นได้รับผลกระทบแต่จำกัด เนื่องจากระบบประกันภัยแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นมีรัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงอยู่แล้ว และอัตราการทำประกันภัยแผ่นดินไหวของประชาชนขณะนั้นยังไม่สูงนัก (คนส่วนใหญ่อาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐเมื่อเกิดภัย)
แต่สำหรับบริษัทประกันภัยต่อระดับโลกอย่าง Munich Re และ Swiss Re ต้องจับตาผลประกอบการใกล้ชิด เพราะก่อนหน้านั้นไม่นานเพิ่งจ่ายค่าสินไหมจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่ออสเตรเลียและแผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ พอมาเจอเคลมจากญี่ปุ่นอีกทำให้อาจขาดทุนได้
🎯 ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ: เมืองท่าของโกเบถือเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ โดยรองรับการนำเข้า–ส่งออกประมาณ 30% ของปริมาณการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ความเสียหายที่ท่าเรือโกเบและเส้นทางคมนาคมหลัก (ถนนและรถไฟ) ที่เชื่อมระหว่างภูมิภาคตะวันตกกับตะวันออกของประเทศทำให้การขนส่งหยุดชะงัก ธุรกิจส่งออก-นำเข้าต้องเปลี่ยนเส้นทางไปท่าเรืออื่นชั่วคราว และบางส่วนได้รับผลกระทบต่อกำหนดการผลิต
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นตอบสนองโดยเร่งลงทุนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มที่ ภายในไม่กี่เดือนถนนสายหลักหลายสายก็กลับมาใช้งานได้ ท่าเรือโกเบใช้เวลาฟื้นฟูประมาณ 2 ปีกลับมาเปิดเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง
แม้จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปให้ท่าเรืออื่นบ้างก็ตาม แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวเล็กน้อยในไตรมาสถัดจากเหตุการณ์ แต่การใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟูและก่อสร้างทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปี 1995
🇹🇼 ไต้หวัน 1999: แผ่นดินไหวที่กระทบห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก
เหตุการณ์: วันที่ 21 กันยายน 1999 เวลา 01:47 น. เกิดแผ่นดินไหว 7.6 แมกนิจูด (รู้จักกันในชื่อ “แผ่นดินไหว 921”) ที่เกาะไต้หวัน ศูนย์กลางอยู่ในเขต Nantou ทางภาคกลาง แต่แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ทั่วเกาะ
อาคารบ้านเรือนพังจำนวนมากโดยเฉพาะในเมืองไถจงและหมู่บ้านชนบทบนภูเขา ยอดผู้เสียชีวิตกว่า 2,400 คน บาดเจ็บนับหมื่นคน ถือเป็นภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไต้หวัน
1
🗓️ ไทม์ไลน์: หลังเหตุการณ์ ตลาดหุ้นไต้หวันปิดทำการชั่วคราวเป็นเวลา 5 วัน เพื่อประเมินสถานการณ์ (ตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันหยุดซื้อขายถึงวันที่ 26 ก.ย. เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก)
🔻เมื่อเปิดทำการอีกครั้งวันที่ 27 กันยายน ดัชนีหุ้น TAIEX ปรับตัวลงทันทีจาก 8,016 จุดเหลือประมาณ 7,599 จุด ภายในสิ้นเดือนกันยายน (ลดลงราว 5.2% ในเวลา 5 วันทำการ)
แม้นักลงทุนบางส่วนจะมองว่าเศรษฐกิจไต้หวันพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่ความกังวลเรื่องโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่หยุดชะงักก็ฉุดความเชื่อมั่นในระยะสั้น
‼️ผลกระทบต่อหุ้นและอุตสาหกรรมหลัก: ไต้หวันในปลายยุค 90 เป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่เฉพาะอาคารบ้านเรือน แต่ยังกระทบ ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกด้วย:
1
🔻 โรงงานผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลายแห่งในเขตซินจู๋และไถจงต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวจากปัญหาไฟฟ้าดับและความเสียหายของเครื่องจักร ส่งผลให้ ราคาหน่วยความจำ (DRAM) ในตลาดโลกระเบิดสูงขึ้นทันที เนื่องจากเกรงว่าซัพพลายชิปจะขาดตลาด นักลงทุนต่างชาติจับตาว่าแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกจะได้รับผลกระทบหรือไม่ หุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปไต้หวันบางรายร่วงลงเพราะต้องใช้เวลาซ่อมโรงงานและสูญเสียรายได้ช่วงหยุดผลิต
📈 หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมา ในไต้หวันปรับขึ้น หลังรัฐบาลประกาศแผนสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายทั่วเกาะ ความต้องการซีเมนต์ เหล็ก และวัสดุอื่นๆ พุ่งสูง ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ได้รับงานต่อเนื่องหลายปี หุ้นกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มบวกในช่วงหลังวิกฤต
⚠️ หุ้นกลุ่มประกันภัยและการเงิน ไต้หวันได้รับแรงกดดันจากค่าเคลมประกันและการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจตามมา แต่ระบบการเงินโดยรวมยังรับมือได้เนื่องจากขนาดความเสียหายจำกัดอยู่ในบางภูมิภาค
🎯 ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ: แผ่นดินไหว 921 ทำให้เสาไฟฟ้าและระบบจ่ายไฟฟ้าล้มเสียหายเป็นวงกว้าง เกิด ไฟดับทั่วเกาะ นานหลายชั่วโมง ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน
หลังเหตุการณ์ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าไต้หวันเร่งปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าและเพิ่มขีดความสามารถของโรงไฟฟ้าสำรองเพื่อป้องกันไฟดับวงกว้างในอนาคต ด้านโครงสร้างพื้นฐานอื่น เช่น ถนนและสะพานในภาคกลางที่พังทลาย ก็ได้รับการสร้างใหม่ให้แข็งแรงขึ้น ใช้เวลากว่าหนึ่งปีจึงซ่อมแซมได้ครบถ้วน
1
เศรษฐกิจไต้หวันโดยรวมชะลอตัวเล็กน้อยในปี 1999 แต่ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปีถัดมา ด้วยแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ยังเติบโตสูงในช่วงฟองสบู่ดอตคอม นอกจากนี้ ประสบการณ์ครั้งนี้ยังผลักดันให้ไต้หวันยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างอาคาร (โดยเฉพาะโรงเรียนและอาคารสาธารณะ) ให้ทนทานต่อแผ่นดินไหว หลังพบว่าความเสียหายส่วนหนึ่งมาจากวัสดุและวิธีการก่อสร้างด้อยคุณภาพ
🇨🇳 จีน 2008: แผ่นดินไหวสะเทือนเศรษฐกิจ มหกรรมกระตุ้นลงทุน
เหตุการณ์: วันที่ 12 พฤษภาคม 2008 เกิดแผ่นดินไหว 7.9 แมกนิจูด (หรือที่รู้จักกันว่าแผ่นดินไหวเหวินชวน) ในมณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ศูนย์กลางอยู่ใกล้อำเภอเหวินชวน ห่างจากนครเฉิงตู (เมืองเอกของมณฑล) ราว 80 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ไกลถึงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้
มีอาฟเตอร์ช็อกเกิน 6 ริกเตอร์ตามมาอีกหลายครั้ง ความเสียหายใหญ่หลวง: มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายกว่า 87,000 คน อาคารบ้านเรือนพังราบหลายเมือง โดยเฉพาะเมืองเป่ยชวนที่ อาคารกว่า 80% ถล่มหรือเสียหาย
นับเป็นภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดของจีนในรอบหลายทศวรรษ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงประมาณ 845,000 ล้านหยวน (ราว 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ~7.1 แสนล้านบาท) โดยจีนทั้งประเทศและประชาคมโลกต่างส่งความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่
🗓️ ไทม์ไลน์: เนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดในช่วงบ่าย ตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเปิดทำการอยู่รับข่าวทันที แต่เนื่องจากตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นมีการจำกัดการเคลื่อนไหวของราคาและมาตรการระงับการซื้อขายชั่วคราวในกรณีเกิดเหตุรุนแรง ทางการจีนจึงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
⚠️ วันรุ่งขึ้น (13 พ.ค.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีนสั่ง พักการซื้อขายหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 66 แห่ง ที่อยู่ในมณฑลเสฉวนและใกล้เคียงทันที เพื่อป้องกันแรงเทขายตื่นตระหนก
เมื่อประเมินความเสียหายรายบริษัท พบว่ามี 16 บริษัท แจ้งต่อตลาดว่าธุรกิจของตนหรือบริษัทย่อยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ (เช่น โรงงานเสียหายหรือพนักงานได้รับผลกระทบ) ส่วนที่เหลืออีกกว่าครึ่งระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
1
ตลาดหุ้นจีนโดยรวมในขณะนั้นอยู่ในช่วงขาลงตามภาวะฟองสบู่ตลาดหุ้นแตกตั้งแต่ปลายปี 2007 ดังนั้น แม้เหตุการณ์จะรุนแรง แต่นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนทั้งประเทศยังจำกัด เนื่องจากเสฉวนคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 4% ของ GDP ประเทศ
📊 ช่วงสัปดาห์แรกหลังแผ่นดินไหว: ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (SSE Composite) แกว่งตัวเพียงเล็กน้อย และเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ถัดมาก็เริ่มมีแรงซื้อคืนในบางกลุ่ม ธนาคารกลางจีนคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องให้ระบบการเงินในพื้นที่ประสบภัย
👉🏻 มาตรการรัฐบาล: เดือนพฤศจิกายน 2008 รัฐบาลจีนประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มูลค่า 4 ล้านล้านหยวนเพื่อพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่วนหนึ่งของงบประมาณนี้ (ราว 1 ล้านล้านหยวน) ถูกจัดสรรไปใช้ในการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ฟื้นฟูเมือง และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวโดยเฉพาะ 

แผนลงทุนมหึมานี้ช่วยดึงเศรษฐกิจจีนให้รอดพ้นจากภาวะถดถอย และยังทำให้ตลาดหุ้นจีนกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2009
🎯 ผลกระทบต่อหุ้นและภาคส่วน: แม้ดัชนีหุ้นจีนโดยรวมจะไม่ได้ปรับลงแรงจากเหตุการณ์ (ช่วงสัปดาห์หลังแผ่นดินไหวดัชนี SSE ปรับตัวลดลงเพียง ~1-2% ก่อนจะฟื้นตัว) แต่รายอุตสาหกรรมมีความแตกต่างชัดเจน:
🔻 หุ้นกลุ่มประกันภัย ของจีนได้รับผลกระทบทางจิตวิทยาในช่วงแรก ราคาหุ้นบริษัทประกันชีวิตและประกันทรัพย์สินรายใหญ่ของจีนปรับตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่าจะมีค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ชนบทของเสฉวนมีอัตราการทำประกันภัยไม่สูงเท่าเมืองใหญ่ ทำให้ภาระต่อบริษัทประกันไม่ถึงกับรุนแรง เมื่อเทียบกับขนาดสินทรัพย์ของบริษัท
📈 หุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ในช่วงหลังเหตุการณ์ทันที เพราะมีการเก็งกำไรว่าจะเกิดความต้องการสินค้าเหล่านี้จำนวนมากเพื่อการบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มยารักษาโรค และเครื่องมือแพทย์ มีหุ้นมากกว่า 40 บริษัทที่ราคาปรับขึ้นจนชนเพดานรายวัน (limit up) ในตลาดหุ้นจีน 

เนื่องจากนักลงทุนคาดว่ารัฐจะจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์จำนวนมากส่งไปยังพื้นที่ประสบภัย
📈 หุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร ได้รับความสนใจเช่นกัน ราคาสินค้าเกษตรบางประเภทปรับตัวสูงขึ้นเพราะกังวลเรื่องอุปทาน ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์นมปรับขึ้นจากการคาดการณ์ว่าจะมีการบริจาคและกระจายอาหารจำนวนมาก
📈 หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์ เหล็ก) และ หุ้นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รายใหญ่ ปรับตัวขึ้นในระยะถัดมา เมื่อแผนการสร้างที่อยู่อาศัยและซ่อมถนนสะพานเริ่มชัดเจน นักลงทุนมองว่าจะมีดีมานด์ซีเมนต์และเหล็กมหาศาลในช่วงหลายปีของการฟื้นฟู เม็ดเงินก้อนใหญ่จากภาครัฐจะไหลเข้าไปกระตุ้นภาคก่อสร้างให้เติบโต หุ้นซีเมนต์หลายตัวในตลาดจีนช่วงนั้นราคาพุ่งขึ้นตามแนวโน้มดังกล่าว
🎯 ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นตัว: แผ่นดินไหวเสฉวนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ภูเขาทุรกันดาร ดินถล่มกว่า 200,000 จุด ปิดขวางเส้นทางคมนาคมหลายสาย การสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ถูกตัดขาดทันทีจากเสาสัญญาณล้มและสายเคเบิลขาด
รัฐบาลจีนต้องระดมกองทัพเข้าช่วยเปิดเส้นทาง ปรับปรุงถนน และติดตั้งระบบสื่อสารฉุกเฉินใหม่เกือบทั้งระบบ กว่าที่สาธารณูปโภคพื้นฐานจะกลับมาครบถ้วนก็ใช้เวลาเป็นปีเช่นกัน
ในด้านสังคม เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นปัญหาการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะอาคารโรงเรียนหลายแห่งที่พังถล่มง่าย (จนเกิดคำเรียก “ตึก豆腐渣” หรือ “ตึกเต้าหู้” เปรียบคุณภาพปูนก่อสร้างเหมือนเต้าหู้) ส่งผลให้มีการสอบสวนและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคารภาครัฐทั่วประเทศหลังจากนั้น
🇯🇵 ญี่ปุ่น 2011: เมื่อสึนามิถาโถมตลาดหุ้น
เหตุการณ์: วันที่ 11 มีนาคม 2011 เวลา 14:46 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์นอกชายฝั่งตะวันออกของเกาะฮอนชู วัดขนาดได้ 9.0 แมกนิจูด ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในญี่ปุ่น
แรงสั่นสะเทือนก่อให้เกิด สึนามิสูงกว่า 40 เมตร ซัดเข้าถล่มเมืองชายฝั่งในภูมิภาคโทโฮคุโดยเฉพาะจังหวัดมิยางิ อิวาเตะ และฟุกุชิมะ คลื่นยักษ์พัดบ้านเรือนหลายแสนหลังราบเป็นหน้ากลอง และสร้างหายนะต่อเนื่องเมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิได้รับความเสียหาย หลอมละลายและปล่อยกัมมันตรังสีออกมาในสิ่งแวดล้อม
เหตุการณ์ “แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น” นี้คร่าชีวิตผู้คนเกือบ 16,000 คน สร้างความเสียหายโดยตรงร่วม 2.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และความเสียหายโดยอ้อมที่รวมถึงภัยนิวเคลียร์อีกมหาศาล (ประเมินกันว่ารวมแล้วนับเป็น 3-5% ของ GDP ญี่ปุ่น)
🗓️ ไทม์ไลน์ผลกระทบต่อตลาด:
🔻วันเกิดเหตุ (11 มี.ค.): ตลาดหุ้นโตเกียว (ซึ่งเปิดทำการช่วงบ่ายอยู่) เกิดแรงขายทันทีหลังรับรู้ข่าวแผ่นดินไหวและสึนามิ ดัชนีนิกเคอิร่วงลงช่วงท้ายตลาด ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งเปิดตามเวลาภายหลัง ต่างจับตาสถานการณ์ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม วันนั้นค่าเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้นสวนทางคาดการณ์ (เงินเยนแตะระดับ ¥82 ต่อดอลลาร์) เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าบริษัทญี่ปุ่นจะขายสินทรัพย์ต่างประเทศแล้วนำเงินเยนกลับประเทศเพื่อใช้ฟื้นฟูกิจการ (repatriation)
🔻 สัปดาห์ถัดมา: 14 มี.ค. (จันทร์) เป็นวันเปิดตลาดเต็มวันวันแรกหลังเหตุการณ์ ดัชนี Nikkei 225 ดิ่งลงทันที -6.2% จากวันศุกร์ก่อนหน้า และ 15 มี.ค. (อังคาร) ตลาดยิ่งตื่นตระหนกเมื่อสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะทวีความรุนแรง (เกิดการระเบิดของไฮโดรเจนและหลุดรั่วของสารกัมมันตรังสีเพิ่มเติม)
นิกเคอิดิ่งลงอีก -10.6% ในวันเดียว ซึ่งนับเป็นการปรับลงวันเดียวที่หนักที่สุดอันดับสามในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นญี่ปุ่น 

รวมสองวันตลาดหุ้นญี่ปุ่นมูลค่าหายไปเกือบ 16% และถ้านับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุถึงจุดต่ำสุด ภายในสามวันทำการดัชนีนิกเคอิร่วงไปราว -20% ก่อนจะดีดกลับขึ้นมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์
⚠️ การตอบสนองของภาครัฐ: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ออกแถลงการณ์ทันทีในวันเกิดเหตุว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดเงิน และในวันจันทร์ที่ 14 มี.ค. BOJ ได้ อัดฉีดเม็ดเงินกว่า ¥15 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.8 แสนล้านดอลลาร์) เข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและความเชื่อมั่น
นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังประกาศงบประมาณพิเศษเพื่อการฟื้นฟูภัยพิบัติ และขอความร่วมมือบริษัทหลักทรัพย์ให้ระงับ short-selling ชั่วคราวเพื่อลดแรงเทขายเก็งกำไร สัปดาห์ต่อมาตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มทรงตัวและดีดกลับขึ้นได้บางส่วนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
🎯 ผลกระทบเชิงตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรม: ภาพรวมตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปี 2011 ปรับตัวผันผวนอย่างหนักจากเหตุการณ์นี้ แต่ในระยะยาว (~6-12 เดือน) ตลาดค่อยๆ ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นและโลกยังแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดมีความแตกต่างเป็นอย่างมากในแต่ละกลุ่มธุรกิจ:
🔻 หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงาน: ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หุ้นบริษัทไฟฟ้า Tokyo Electric Power (TEPCO) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ร่วงหนักกว่า 80% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และสุดท้ายต้องถูกยึดกิจการโดยภาครัฐเพื่อให้ยังเดินหน้าธุรกิจได้ ผู้ถือหุ้นเดิมแทบสูญสิ้นมูลค่า
นอกจากนี้ บริษัทไฟฟ้าอื่นๆ ในญี่ปุ่นก็เผชิญแรงขายจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายนิวเคลียร์หลังเหตุการณ์ (ต่อมาญี่ปุ่นสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบทั้งหมด) ทำให้ต้องหันไปนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล กดดันต้นทุนของกิจการ
🔻 หุ้นกลุ่มประกันภัยต่อและประกันภัยทรัพย์สินระดับโลก: เช่น Munich Re, Swiss Re ราคาหุ้นปรับตัวลงทันทีเพราะคาดการณ์เคลมมหาศาล (ปี 2011 ถือเป็นปีที่บริษัทประกันทั่วโลกขาดทุนจากภัยธรรมชาติสูงมากปีหนึ่ง เพราะมีทั้งน้ำท่วมออสเตรเลีย แผ่นดินไหวนิวซีแลนด์ แผ่นดินไหวญี่ปุ่น และน้ำท่วมไทย)
แต่กลุ่มประกันภัยชีวิตในญี่ปุ่นไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และหลังเหตุการณ์ยังมียอดขายกรมธรรม์เพิ่มขึ้นจากประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น
🔻 หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกและยานยนต์: บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่นหลายแห่งต้องหยุดสายการผลิตเพราะโรงงานในพื้นที่โทโฮคุเสียหายหรือไฟดับจากนิวเคลียร์ปิดตัว
ชิ้นส่วนขาดแคลนส่งผลให้โรงงานทั่วประเทศ (และต่างประเทศที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น) ทำให้ต้องลดกำลังผลิตในไตรมาส 2 ปีนั้น อย่างเช่น โรงงานประกอบรถยนต์ในสหรัฐฯ และยุโรปบางแห่งหยุดผลิตบางรุ่นชั่วคราวเพราะเซ็นเซอร์หรือชิปจากญี่ปุ่นส่งมาไม่ได้ หุ้นบริษัทเหล่านี้ปรับตัวลงในช่วงแรก แต่ส่วนใหญ่ฟื้นกลับได้เมื่อการผลิตกลับสู่ภาวะปกติภายใน 3-6 เดือน
📈 หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมาในประเทศญี่ปุ่น: หลังเหตุการณ์ไม่นานเริ่มได้รับแรงเก็งกำไรเชิงบวก นักลงทุนคาดว่าการสร้างบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และกำแพงกันคลื่นสึนามิใหม่ๆ จะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล
1
รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติงบฟื้นฟูรวมกว่า 25 ล้านล้านเยน ในช่วงหลายปีเพื่อสร้างเมืองใหม่ในเขตประสบภัย ส่งผลให้บริษัทรับเหมา เช่น ชิมิสุ คอร์ป และผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างอย่าง โคมัตสึ มีคำสั่งซื้อแน่นและผลประกอบการดีขึ้น หุ้นบริษัทเหล่านี้ปรับตัวขึ้นในช่วงปีถัดๆ มา เนื่องจากงานฟื้นฟูต่อเนื่องยาวนาน
🔻 ตลาดอสังหาริมทรัพย์และบริษัทพัฒนาอสังหาฯ: ในระยะสั้นค่อนข้างซบเซา เนื่องจากประชาชนบางส่วนหวาดระแวงภัยนิวเคลียร์และย้ายออกจากเขตคันโต (โตเกียวและใกล้เคียง) ไปอยู่ภูมิภาคตะวันตกชั่วคราว ความต้องการเช่าซื้ออสังหาในโตเกียวจึงแผ่วลงชั่วคราว แต่ไม่ถึงกับรุนแรงนัก เมื่อสถานการณ์คลี่คลายตลาดอสังหาก็ค่อยๆ ฟื้น ความสนใจของผู้บริโภคกลับมาที่ทำเลเมืองใหญ่ที่มีงานรองรับ
🎯 บทเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน: แม้โตเกียวซึ่งมีตึกสูงหนาแน่นจะอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวกว่าร้อยกิโลเมตร แต่ก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน ตึกสูงทั่วเมืองโยกไหวเป็นเวลาหลายนาที แต่แทบไม่มีอาคารสูงในโตเกียวถล่มเลย
ส่วนหนึ่งเพราะมาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้างตึกสูงของญี่ปุ่นที่ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหวรุนแรงได้ (บทเรียนจากเหตุโกเบ 1995 มีส่วนให้ญี่ปุ่นพัฒนาเทคโนโลยี base isolation และ damping ในตึกสูง)
📜 บทสรุป: ภัยพิบัติและการฟื้นตัว
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเศรษฐกิจสำคัญเหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างภัยธรรมชาติกับตลาดทุน
ในระยะสั้น มักเกิดแรงเทขายจากความตระหนก ความไม่แน่นอนทำให้นักลงทุนย้ายเงินสู่สินทรัพย์ปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็เกิด “ผู้แพ้-ผู้ชนะ” ในหมู่หุ้นกลุ่มต่างๆ อย่างชัดเจนค่ะ
1
🔻กลุ่มอสังหาฯ ประกันภัย และการเงินมักเผชิญแรงลบ
📈 ขณะที่กลุ่มก่อสร้าง วัสดุ และบางครั้งแม้แต่ประกันภัยก็อาจได้รับแรงบวก (เช่นกรณี 1989 ที่บริษัทประกันได้โอกาสขึ้นเบี้ยประกัน)
นอกจากนี้ ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เชื่อมโยงถึงกันยังทำให้ ผลกระทบลุกลามข้ามพรมแดน ได้ดังที่เห็นจากกรณีไต้หวัน 1999 และญี่ปุ่น 2011 ที่ส่งแรงกระเพื่อมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์ทั่วโลก
👉🏻 ที่สำคัญ ในระยะยาวตลาดทุนมักปรับตัวได้และสะท้อน ศักยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะหลังการทำลายล้างย่อมตามมาด้วยการก่อสร้างใหม่ ความต้องการวัสดุ แรงงาน และเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไป
ดังคำกล่าวที่ว่า “สิ่งที่พังทลายลงเปิดทางให้สิ่งใหม่ได้สร้างขึ้น”
รัฐบาลของทุกประเทศที่ประสบภัยได้เรียนรู้ที่จะเตรียมพร้อมทั้งมาตรการเยียวยาทางการเงิน การรักษาเสถียรภาพตลาด และการลงทุนป้องกันล่วงหน้า เช่น การยกระดับมาตรฐานตึกสูงในเมืองใหญ่ให้ทนแผ่นดินไหว หรือการจัดตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติและประกันภัยภาครัฐ (กรณีแคลิฟอร์เนียและญี่ปุ่น)
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยแค่ลดความเสียหายยามเกิดเหตุ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วและแข็งแกร่งกว่าเดิม
ดังนั้น ทุกครั้งที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เกิดขึ้น ตลาดหุ้นจะสั่นสะเทือนตามไปด้วยชั่วขณะหนึ่ง แต่ในความผันผวนระยะสั้นนั้น นักลงทุนที่มองเกมขาดจะเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่เสมอ และประวัติศาสตร์ก็ย้ำให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “วิกฤต” และ “การฟื้นตัว” มักเป็นของคู่กันเสมอในโลกการลงทุน
#แผ่นดินไหว
โฆษณา