Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
aomMONEY
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
29 มี.ค. เวลา 10:30 • ไลฟ์สไตล์
“ไม่มีใครชอบจ่ายภาษี" และที่ใดมี "ภาษีแพง" ที่นั่นต้องวางแผน(ตามกฎหมาย)
คำตอบของการวางแผนภาษีเงินได้ฯ แท้จริงแล้วคือการ “ทำลายเงินได้สุทธิ” ด้วยสูตรลด 1 เพิ่ม 2
“ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากความตายและภาษี” เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นคำคมเกี่ยวกับภาษีที่เราได้ยินกันบ่อยมาก แปลได้ง่าย ๆ ว่า “ความตาย” และ “ภาษี” ไม่มีใครหนีพ้น และหลายคนก็รู้กับตัวเองว่า “จริง”
[ “ไม่มีใครชอบจ่ายภาษี แต่ทุกคนชอบใช้เงินภาษี” ]
เรื่องภาษีเป็นหน้าที่ของผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ ส่วนจะได้ประโยชน์จากภาษีนั้นหรือไม่ ก็แล้วแต่กรณี ส่วนใครจะเสียภาษีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับ “เงินได้สุทธิ” ตามสูตรคิดภาษีเงินได้ของสรรพากร ดังนี้
ภาษีเงินได้ = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หมายความว่า ถ้า “เงินได้สุทธิสูง” หรือ “อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูง” จะยิ่งเสียภาษีแพง
[ “ที่ใดภาษีแพง ที่นั่นต้องวางแผนภาษี” ]
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย เป็นอัตราภาษีก้าวหน้า คือ เงินได้สุทธิยิ่งสูง อัตราภาษีเงินได้ยิ่งแพง
หากพิจารณาบันไดภาษี พบว่า ประเทศไทยมีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดที่ 35% หมายความว่า หากมีเงินได้สุทธิอยู่ในอัตรา 35% แปลว่า ทุก 100 บาทที่หาได้ ต้องเสียภาษีให้สรรพากร 35 บาท หรือ เงินที่เราหาตลอด 12 เดือน ต้องเสียภาษีให้สรรพากร 35% ของ 12 เดือน เท่ากับ 4.2 เดือน
จึงต้องตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหน ระหว่าง “Lose it” or “Use it” คือ “ยอมเสียเงินเพื่อจ่ายภาษี” หรือ “ประหยัดภาษีเพื่อนำเงินมาใช้” ซึ่งหากต้องการประหยัดภาษีอย่าง “ถูกภาษี และ ถูกกฎหมาย” ต้องวางแผนภาษี
[ ใครบ้างควรวางแผนภาษี ]
- บุคคลธรรมดา
- ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
- ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
- กองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง
โดยบุคคลธรรมดาทุกคนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ หรือ เสียชีวิตไปแล้ว หรือจะเป็นเด็ก สตรี ภิกษุ คนชรา หากมีเงินได้ก็ต้องเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ของสรรพากร โดยเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี มีดังนี้
1. เงิน
2. ทรัพย์สินที่อาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
3. ประโยชน์ที่อาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายหรือผู้อื่นออกแทนให้
5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด (ม.47ทวิ)
จะเห็นได้ว่าสรรพากำหนดครอบจักรวาลมาก เงินที่เป็นเงินต้องเสียภาษี เงินที่ไม่ใช่เงิน เช่น ทรัพย์สินที่จับต้องได้ หรือ ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ (ประโยชน์) ก็ต้องเสียภาษีทั้งหมด โดยเกณฑ์การพิจารณาเงินได้ของบุคคลธรรมดา ใช้เกณฑ์เงินสด คือ ได้รับเงินสดปีไหน เสียภาษีปีนั้น
[ “ทำลายเงินได้สุทธิ” คำตอบของการวางแผนภาษี ]
วิธีคิดภาษีเงินได้ของสรรพากร = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยเงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
ดังนั้น หากต้องการประหยัดภาษี ต้องทำลาย “เงินได้สุทธิ” ให้เหลือให้น้อยที่สุด ซึ่งทำได้ 3 วิธีหลัก ๆ คือ (ลด 1 เพิ่ม 2)
1. ทำลายเงินได้พึงประเมิน
คือ หาเงินได้ที่ไม่ใช่เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี เช่น เลือกออมเงินในประกันชีวิต เพราะผลประโยชน์จากประกันชีวิตไม่ต้องเสียภาษี แทนการฝากเงินธนาคารที่ดอกเบี้ยต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
2. เพิ่มค่าใช้จ่าย
ด้วยการย้ายเงินได้ไปอยู่เงินได้ประเภทที่หักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น เช่น หากสามารถย้ายเงินได้บางส่วนไปเป็นค่าเช่าทรัพย์สินที่สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูงถึง 30% ของเงินได้
3. เพิ่มค่าลดหย่อน
คือ ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สรรพากรให้ อย่างเช่น ซื้อประกันชีวิต, RMF, SSF, Thai ESG เช่น เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 2 ล้านบาท หากซื้อ RMF, SSF, Thai ESGประกันชีวิต, ประกันบำนาญ รวมกัน 600,000 บาท สามารถประหยัดภาษีได้ 150,000 บาท ที่สำคัญ คือ เงินที่ซื้อ RMF, SSF, ThaiESG, ประกันชีวิต, ประกันบำนาญ เป็นเงินเก็บออม
การวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยประหยัดเงินภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่รัฐให้การสนับสนุน สร้างวินัยทางการเงิน ผ่านการลงทุนระยะยาว เช่น RMF SSF หรือประกันชีวิต ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในอนาคต เพราะเงินที่ประหยัดได้สามารถนำไปต่อยอดการลงทุน และยังช่วยลดความเครียดและความกังวลเรื่องการเงิน ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นด้วย
เขียนโดย: สาธิต บวรสันติสุทธิ์ นักวางแผนการเงิน CFP®
#aomMONEY #สมาคมนักวางแผนการเงินไทย #ภาษีเงินได้ #วางแผนภาษี
2 บันทึก
2
2
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย