29 มี.ค. เวลา 11:00 • ไลฟ์สไตล์

"ถึงแม้จะหาเงินได้น้อยกว่า แต่เสียภาษีไม่น้อยกว่าใครนะ"

ไขข้อสงสัย “ภาษีเข้ารัฐ” ใครกันแน่ที่จ่ายหนักที่สุด?
เวลาที่พูดถึงเรื่องภาษี นอกจากจะมีการบ่นไม่อยากจ่ายแล้ว ตัวเลขของภาษีที่จ่ายหลายครั้งก็กลายเป็นตัวเลขที่เราเอาไว้ "ขิง" กันอย่างอ้อมๆ นัยหนึ่งคือการบอกว่าตัวเองมีรายได้มากและไม่ได้หนีภาษี แต่อีกนัยบนเว็บบอร์ดหรือโซเชียลมีเดียเรื่องนี้ถูกใช้เพื่อเปิดประเด็นสนทนาโดยการเริ่มจากการบอกว่าตัวเองจ่ายภาษีไปเยอะ งั้น ขอบ่นสวัสดิการประเทศหน่อยก็มี
ซึ่งสิ่งนี้ก็นำมาซึ่งคำถามที่ว่าใครจ่ายภาษีมากกว่าวัดจากอะไร? หรือการจ่ายภาษีมากกว่าหมายความว่าคนจ่ายรับผิดชอบต่อสังคมและควรได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าคนที่ไม่จ่าย หรือเปล่า? หรือจริงๆ แล้วมันเป็นแค่เรื่องทั่วไปที่ทุกคนควรมีสามัญสำนึกร่วมกัน (common sense) ในการเป็นประชากรคนหนึ่งในประเทศ ประเทศหนึ่ง
วันนี้ aomMONEY รวบรวมแนวคิดที่คนคุยกันเรื่องการวัดการจ่ายภาษี วิธีดูว่าใครจ่ายมากหรือน้อย เขาวัดกันที่อะไร แล้วใครกันแน่ที่จ่ายภาษีหนักที่สุด รวมไปถึงมหาเศรษฐีระดับโลกมีแนวคิดเกี่ยวกับการจ่ายภาษียังไงกันบ้าง มาฝาก
[ ใครจ่ายภาษีมากหรือน้อย วัดกันที่อะไร? ]
1. วัดจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้
หลายคนคิดว่าการเสียภาษีวัดกันที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายกับกรมสรรพากรทุกปี ซึ่งถูกต้องในระดับหนึ่ง เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยใช้ระบบ “ขั้นบันได” ตามรายได้ ดังนี้
- มีเงินได้สุทธิต่อปี 0 – 150,000 บาท (อัตราภาษี 0% หรือได้รับการยกเว้นภาษี)
- มีเงินได้สุทธิต่อปี 150,001 – 300,000 บาท (อัตราภาษี 5%)
- มีเงินได้สุทธิต่อปี 300,001 – 500,000 บาท (อัตราภาษี 10%)
- มีเงินได้สุทธิต่อปี 500,001 – 750,000 บาท (อัตราภาษี 15%)
- มีเงินได้สุทธิต่อปี 750,001 – 1,000,000 (อัตราภาษี 20%)
- มีเงินได้สุทธิต่อปี 1,000,001 – 2,000,000 บาท (อัตราภาษี 25%)
- มีเงินได้สุทธิต่อปี 2,000,001 – 5,000,000 บาท (อัตราภาษี 30%)
- มีเงินได้สุทธิต่อปี มากกว่า 5 ล้านบาท (อัตราภาษี 35%)
การคิดภาษีแบบขั้นบันไดจะทำให้คนที่มีรายได้ 150,000 บาทต่อปีเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นผู้จ่ายภาษี ซึ่งเป็นความจริง และยิ่งสมมติว่าตัวเองเป็นคนที่มีรายได้เท่านายกรัฐมนตรี ได้เงินเดือนและค่าประจำตำแหน่ง 125,590 บาทต่อเดือน (มีรายได้ 1,507,080 บาทต่อปี) หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เท่ากับว่าคนคนนั้นจะต้องเสียภาษีประมาณ 201,770 บาท (คิดเป็นเงินเดือนก็เดือนกว่า)
ในทางกลับกัน คนจนหรือคนที่มีรายได้ไม่ถึงก็ได้เสียภาษีน้อยกว่าหรือไม่ได้เสียเลย เพราะภาษีส่วนบุคคลจะเรียกเก็บจาก “คนที่มีรายได้มาก” ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศ มีค่าแรงสูงสุดวันละ 400 บาท ทำงานทั้งเดือนก็จะมีรายได้ประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน (144,000 ต่อปี) นั่นหมายความว่า “คนส่วนใหญ่” ในประเทศนี้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ⭐️
2. วัดจากการจ่ายภาษีทางอ้อม
หลายคนเข้าใจว่าการจ่ายภาษีส่วนใหญ่ของประเทศจำกัดอยู่เพียงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มนุษย์เงินเดือนซึ่งมีรายได้เกินข้อยกเว้นนั้นจำเป็นต้องยื่นจ่ายทุกๆ ปี แต่ในความเป็นจริงนั้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเพียง 13% ของรายได้ภาษีทั้งหมดที่เข้ารัฐบาลกลาง
เพราะนอกจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตรงๆ แล้ว อย่าลืมว่าคนทั่วไปต้องจ่าย "ภาษีทางอ้อม" อีก เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ทุกครั้งที่ซื้อของ ภาษีสรรพสามิตจากสินค้าอุปโภคบริโภค หรือภาษีทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ในค่าเช่าบ้านและค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน แน่ละว่าทุกคนต้องจ่าย
คณะก้าวหน้า เขียนไว้ในบทความว่า “ในขณะที่ภาษีที่มีสัดส่วนเยอะที่สุดกลับเป็นส่วนที่ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจนก็ต้องจ่าย คือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นสัดส่วนถึง 30% ของรายได้ที่เป็นภาษีเข้ารัฐบาลกลาง ไม่นับรวมภาษีอื่นๆที่นายทุนผลักภาระให้ประชาชนจ่ายทางอ้อมอีกกว่า 32% เช่น ภาษีน้ำมัน, ภาษียาสูบ, ภาษีสุรา, ภาษีเบียร์, ภาษีรถยนต์, ภาษีเครื่องดื่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเจ้าของบริษัทอาจผลักภาระภาษีให้ลูกจ้างโดยการจำกัดเงินเดือน”
เช่นเดียวกับที่ ผศ.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ The Active ว่า “เมื่อพูดถึงการเสียภาษีอย่างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะเห็นว่าประชาชนที่มีฐานะยากจนจะต้องแบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มมากกว่าประชาชนคนรวย
แม้ว่ามูลค่าของภาษีที่คนรวยจ่ายอาจจะเยอะกว่า แต่สัดส่วนของภาษีต่อรายได้สำหรับคนจนสูงกว่าคนรวย เมื่อเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นการจัดเก็บในลักษณะของอัตราก้าวหน้า จะทำให้คนที่มีรายได้สูงต้องเสียภาษีมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย สัดส่วนภาษีต่อรายได้ก็จะสูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่อยู่นอกระบบที่สามารถเลี่ยงภาษีได้ค่อนข้างมาก จึงเกิด ‘ความไม่เป็นธรรมในแนวนอน’ กับผู้ที่อยู่ในระบบอย่างพนักงานบริษัทหรือมนุษย์เงินเดือนซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ แม้จะมีรายเท่ากันกับผู้ที่อยู่นอกระบบก็ตาม”
เมื่อรวมกันแล้ว คนที่แบกภาษี VATและภาษีอื่นๆ ที่สร้างรายได้กว่า 62% ของรัฐบาลกลาง จึงเป็นคนชั้นกลางและล่าง เพราะรายได้ของพวกเขาไม่ได้มากพอให้ใช้ช่องว่างทางกฎหมายหรือสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เท่ากับนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการ อีกทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มยังเป็นภาษีที่หลีกเลี่ยงยากและแทบไม่มีสิทธิ์ในการลดหย่อน ⭐️
[ มหาเศรษฐีระดับโลกกับแนวคิดที่ว่า คนรวยควรจ่ายมากขึ้น 🔍 ]
เราจะเห็นได้ว่าใครเสียภาษีมากหรือน้อยที่ถกเถียงกันในชนชั้นกลางและล่าง ใครชนะก็ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย แต่ถ้าจะมีคนที่เสียแล้วจะมีประโยชน์ก็คงต้องเป็นที่มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากที่สุด
วอร์เรน บัฟเฟตต์ หนึ่งในนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก และยังเป็นนักบริจาคที่ติดอันดับต้นๆ ด้วย เขาเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่า ระบบภาษีควรเป็นธรรมมากกว่านี้ และบริษัทขนาดใหญ่ไม่ควรหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี
ในปี 2024 เขาเปิดเผยว่าบริษัท Berkshire Hathaway ของเขาได้จ่ายภาษีถึง 26,800 ล้านดอลลาร์ หรือราว 910,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ของสหรัฐฯ เขามองว่านี่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ เพราะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบขององค์กร
ในการประชุมประจำปีของ Berkshire Hathaway เขายังกล่าวถึงภาษีนิติบุคคลว่า หากบริษัทขนาดใหญ่ราว 800 แห่งจ่ายภาษีอย่างยุติธรรม อาจทำให้ภาษีของรัฐบาลกลางลดลงเหลือศูนย์สำหรับทุกคน แม้คำพูดนี้จะเป็นการเปรียบเปรย แต่สาระสำคัญคือ บริษัทที่มีศักยภาพควรมีส่วนร่วมในระบบภาษีให้มากขึ้น
นอกจากจะวิพากษ์วิจารณ์ภาษีนิติบุคคลแล้ว บัฟเฟตต์ยังคงออกมาให้สัมภาษณ์ กับ CNBC ในปี 2019 โดยพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "คนรวยเสียภาษีน้อยกว่าประชากรทั่วไปอย่างแน่นอน"
หรือ บิล เกตส์ ก็เป็นอีกคนที่มีมุมมองที่คล้ายกัน ในการให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อปี 2018 เขากล่าวว่า
“ผมจ่ายภาษีมากกว่าใครๆ มากกว่า 10,000 ล้านเหรียญ แต่รัฐบาลควรบังคับให้คนที่อยู่ในตำแหน่งของผมจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น” เกตส์เชื่อว่า หากต้องการให้รัฐมีงบประมาณพอสำหรับ การศึกษาและสาธารณสุขที่ดีขึ้น ก็จำเป็นต้องมีการเก็บภาษีเพิ่ม และกลุ่มที่ควรถูกเก็บมากขึ้นคือผู้ที่มีฐานะดีกว่า
🔚 สรุป: แม้บางคนจะมองว่า ผู้ที่จ่ายภาษีมากในเชิงตัวเลข คือผู้ที่ “เสียสละ” แต่หากพิจารณาในแง่ของสัดส่วนรายได้ และ ภาระ ที่แท้จริงแล้ว การจ่ายภาษีก็เป็นเรื่องที่สมควรต้องทำ เพราะเรากำลังอยู่ในประเทศเดียวกัน และประเทศของเรายังต้องการรายได้จากทุกคนเพื่อการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเศร้าคือ คนชนชั้นกลางและล่างที่มักมีรายได้น้อยกลับต้องแบกรับภาระภาษีหนักที่สุด ทั้งในรูปแบบของภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในขณะที่คำถามที่ว่า “ใครจ่ายเยอะกว่า?” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด
เราต้องอย่าลืมอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “โครงสร้างภาษีที่มีอยู่ขณะนี้เป็นธรรมกับทุกคนหรือไม่?”
#aomMONEY #TAX #ภาษี #เสียภาษี #โครงสร้างภาษี
โฆษณา