30 มี.ค. เวลา 15:18 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ในช่วงเวลาอย่างนี้ จริง ๆ แล้ว ผมสามารถเลือกหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมาเขียนได้หลายตัวเลย
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีโอกาสได้เจอพี่มี่ พี่เค้ามานั่งกินข้าวอยู่ข้าง ๆ ผม ก็เลยได้ฟังเรื่อง Origin มานิดหน่อย แต่ผมเห็นว่า จากข่าวที่ออกมา ก็พอจะเดากันได้บ้างแล้วว่า คอนโดของ Origin มีสภาพอย่างไร และบวกกับสภาพของงบการเงินบริษัท ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจะคาดเดาสักเท่าไร
เมื่อกี้เห็นว่ามีคนเขียนถึง ORI ไปแล้ว ผมก็เลยเลือกเขียนถึงบริษัทนี้แทนล่ะกัน อาจจะเพราะผมเคยรู้จักผู้ถือหุ้นใหญ่
ถ้าสังเกตุรูปด้านบนที่ผมแปะไว้ ก็จะเห็นว่าในลิสต์ด้านบนนั้น มีชื่อของโครงการ IDEO ติดอยู่เยอะเหมือนกัน
จะบอกว่าในลิสต์ก็ไม่ได้มีแค่โครงการของ Ananda ที่ติดอยู่ แต่มีจาก Developer หลายเจ้า ซึ่งเป็นชื่อที่คุ้นเคยกันดีกับนักลงทุนเหมือนกัน
แต่ผมเลือกมาเขียนถึงตัวนี้ เพราะมันทำให้ผมนึกถึงความทรงจำในอดีต ซึ่งตอนนี้มันคือ "ความทรงจำสีจาง" แม้จะผ่านมาไม่นาน แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันนานมาก พอลองนึกย้อนไป ผมกลับรู้สึกว่า ตอนนั้นผมยังดูมีความคิดเด็ก ๆ แต่ทำไมตอนนี้ผมดันรู้สึกว่าตัวเองแก่ และใจผมก็พร้อมจะช่างแม่งได้กับทุกเรื่องในชีวิตแล้ว 5555
ผมเคยเจอคนที่เชื่อในบริษัทนี้ ในธีม Turnaround อาจจะเพราะราคาหุ้นมันถูกมากจริง ๆ หากดูที่ P/BV และ Market Cap และหากมองไปที่ครั้งนึง มูลค่าบริษัทเคยมากกว่านี้
ถ้ามองในเรื่อง Turnaround โดยคิดว่า จะแก้ปัญหาเรื่องประเด็น Ashton Asoke และแก้ปัญหาหนี้สิน แก้ปัญหาสภาพคล่องได้ กลับมา Set Zero ใหม่ เร่งระบายสต็อกเก่า ๆ แล้วมาเริ่มกันใหม่ กลับสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองอีกครั้ง
มันก็เป็นเรื่องที่ดูดีมาก น่าจะลองแบ่งเงินมา Bet ดู
Risk-Reward Ratio คงจะดูคุ้มค่าไม่น้อย
แต่นั่นก็เป็นการมองจากด้านหนึ่ง แต่ถ้าเราลองสำรวจจากอีกมุมมหนึ่งในด้านที่ตรงข้ามดู ความคิดเราก็อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้
เหมือนที่ Charlie Munger เคยบอกไว้น่ะครับว่า
"Invert. Always invert."
คำถามนึงที่ผมคิดว่า เราน่าจะลองถามดูคือ
"แล้วมีอะไรบ้างล่ะ ที่จะทำให้ ANAN ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้"
ในส่วนตัวแล้ว แม้ในการวิเคราะห์หุ้น หลัก ๆ ผมจะชอบมองที่ Bottom-Up Approach เป็นหลัก
แต่ผมก็นับตัวเองว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง
ผมจบเศรษฐศาสตร์มาจากหลักสูตรดัง จาก ม.ดัง (ที่ 1 ของรุ่นด้วยแหละ) และเคยเป็นอาจารย์ช่วยสอนอยู่บ่อย ๆ ด้วย 5555
พอผมมีพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง ผมก็จะชอบตั้งคำถามในภาพใหญ่อยู่บ่อย ๆ เช่นในบริบทของประเทศไทย ผมก็จะชอบถามว่า ใน Phase ที่ประเทศเรากำลังติดกับดัก "Higher Middle Income"
1
และประเทศเราอยู่ในสถานะประเทศกำลังพัฒนา ที่ใกล้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ "ประเทศพัฒนาแล้ว" (แต่เราติดกับดักตรงนี้มานานครับ นั่นแหละคือปัญหาครับ)
ประกอบกับ ประชากรที่เกิดน้อยลง GDP ที่เติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนก็เยอะ ประเทศเราไม่ได้เป็นผู้พัฒนานวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ ไม่ได้มีอะไรที่น่าจับตามองเหมือนในยุคอดีตเมื่อ 10 กว่าปีก่อนอีกแล้ว
และเรื่องปัญหาการซื้อที่อยู่อาศัยของต่างชาติ ที่ก็อยู่กันมาแบบลับ ๆ สักพักแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลกล้าประกาศออกมาเป็น Official เพราะคนที่กล้าทำ สมัยหน้าคงได้รับผลกระทบจากการผลการเลือกตั้งไม่น้อยเลย
ทั้งหมดนี้ หากลองพินิจพิเคราะห์ดู มันคือเหตุปัจจัยหลาย ๆ ส่วน ส่งผลต่อเรื่องนี้หมดเลย ถ้า Charlie Munger ยังอยู่ ก็คงจะเรียกมันว่า "The Lollapalooza effect"
พอมองภาพใหญ่แบบนี้ ผมก็เลยไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่า ยุคทองของอสังหา จะฟื้นกลับมาได้เร็ว ๆ นี้ หากบริบทหรือปัจจัยที่สำคัญในประเทศไทย ไม่มีการเปลี่ยนไป
ผมว่าลองคิดภาพ Model Multiple Regression ดูก็ได้ครับ ถ้าแต่ละปัจจัย คือ Independent Variables ดูไม่มีแรงส่งต่อ Dependent Variable เลย มันจะทำให้ตลาดอสังหาในภาพรวมของประเทศเรา ฟื้นตัวได้อย่างไร
(แน่นอนว่า บางพื้นที่นั้นนาสนใจมาก เช่น ภูเก็ต ที่มี TITLE เป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่ ซึ่งก็จะเป็น Special Case อีก)
พอมองภาพแบบนี้แล้ว การจะลงทุนในหุ้นอสังหา ผมว่า ถ้าเราไม่เลือกเจ้าที่แข็งแกร่งมาก ๆ หรือเลือกแบบ Selective แบบที่เก่งในพื้นที่เฉพาะทาง มี Competitive Advantage ของตัวเองไปเลย
ตัวอื่น ๆ ผมว่าก็เสี่ยงไปหมด เพราะธุรกิจอสังหา ก็มักจะมีหนี้เยอะ วงจรเงินสดยาว Cashflow ก็ดูไม่ค่อยได้ด้วย
ถ้า Demand ไม่ได้ดูร้อนแรงแบบในยุครุ่งเรือง แต่เป็นสภาพที่เภาพรวมของประเทศไทยเป็นแบบนี้ ผมก็ยังหาเหตุผมมา support โอกาสที่ตลาดอสังหาประเทศเราจะกลับมาบูมไม่ได้เลย
พอมองภาพใหญ่ ไม่เห็นหนทาง แล้วถ้าลองมามองภาพเล็กดูบ้างล่ะ ?
ถ้ามองภาพเล็ก โดยเจาะไปที่ธุรกิจของ ANAN ก็จะพบว่า เท่าที่ดู บริษัทกำลังอยู่ในช่วงแก้ปัญหาที่ตัวเองก่ออยู่ ไม่ได้เป็นการลงทุนใหม่ เพื่อการเติบโตแต่อย่างใด
สิ่งที่บริษัททำ ก็คือแก้ปัญหาเรื่องคดี เร่งระบายสินค้า แก้ปัญหาสภาพคล่อง แก้หนี้ที่มันเยอะมาก
พอผมได้คิดในเชิงว่า บริษัทนี้ไม่ใช่การลงทุนเพื่อการเติบโต ด้วยการมองไปข้างหน้าอีกแล้ว แต่เป็นการทำยังไงก็ได้ ให้ตัวเองรอดไปจากจุดที่แย่เสียก่อน
คำถามก็คือ บริษัทที่ไม่ได้มีแผนการเติบโต แต่ทำเพื่อให้ไม่เจ๊ง เพื่ออยู่รอดได้ ในขณะที่ ในตลาดอสังหา ก็มี Developer เจ้าอื่น ที่ออกโครงการใหม่ ๆ ลงทุนเพื่อการเติบโตอยู่ด้วย แบรนด์ก็ดูดีไม่แพ้กัน แถมจากข่าวล่าสุด เราน่าจะสังเกตเห็นได้ว่า แบรนด์อสังหาเก่าแก่หลายเจ้า ไม่ได้มีข่าวว่าคอนโดเสียหาย มากแต่อย่างใดเลย
กลับมาที่คำถาม จากสิ่งที่ผมได้กล่าวไป แล้วตกลงบริษัทที่มีภาพธุรกิจและสถานการณ์ที่กำลังเจอเป็นแบบนี้ ควรจะมีมูลค่าเท่าไร ?
บางคนอาจจะมองไปที่สินค้าคงเหลือของบริษัท ที่มีอยู่ 17,000 ล้านบาท ว่าถ้าขายพวกนี้ได้หมด ต่อให้ขายแบบตัดราคาก็ได้ ก็น่าจะทำให้บริษัทผ่านพ้นวิกฤติและกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้
นั่นเป็นคำตอบที่ดูดีมากนะ แต่มันก็ดูง่ายเกินไปจัง
อย่าลืมว่า บริษัทนี้เอง ก็มีชื่อเสียเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่บริษัททำอยู่ แล้วไอ้วิกฤติความเชื่อมั่นนั่น ควรจะแปลงเงิน 17,000 ล้านบาท ให้กลายเป็นเงินสด ได้จริงหรือไม่ ?
เขียนไปเขียนมา มันก็เริ่มดูจะ Too Hard และมันก็ดูไม่ได้ง่ายด้วยการมองแค่ มีสินค้าคงเหลือเท่าไร และบริษัทนี้มี P/BV ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน
ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าแกนับผมเป็นเพื่อนไหม แต่ผมนับแกเป็นเพื่อนแล้วนะ (แม้แกจะจ่ายเงินเดือนให้ผมก็ตาม) แกเป็นในคนไม่กี่คนบนโลกนี้ ที่ผมนับถือว่า ฉลาดมาก ฉลาดกว่าผมอีก
2
พี่คนนี้เคยให้ประโยคที่ดูเรียบง่ายตอบกลับมาว่า "อย่าลืมบวกหนี้ครับ"
และนั่นก็ทำให้ผมได้ลองมาคำนวณ Enterprise Value ของ ANAN ดู
ถ้าคุณได้เห็นว่า ปัจจุบัน ANAN มี Market Cap ที่ 2,249 ล้านบาท พร้อมกับ P/BV แค่ 0.2 เท่า ซึ่งดูมันจะถูกมาก ๆ เลย
แต่ถ้าคุณได้เห็น Enterprise Value ของบริษัท คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ครับ
เพราะ ANAN มี
- หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 13,745.29 ล้านบาท
- เงินสดและทรัพย์สินเทียบเท่าเงินสด 1,739.01 ล้านบาท (ผมไม่ขอเอา เงินให้กู้ยืมระยะยาวและดอกเบี้ยค้างรับ - ส่วนที่ถึงกำหนดชำระเกินกว่าหนึ่งปี จำนวน 1,858.06 ล้านบาท มาคำนวณด้วย เพราะผมไม่มีความมั่นใจว่า เงินก้อนนี้จะได้คืนจริงหรือไม่ครับ)
ทีนี้เรามาลองบวกลบเลขกันดูครับ
EV = 2,249 + 13,745.29 - 1,739.01 = 14,255.28 ล้านบาท
1
นี่คือมูลค่า Enterprise Value ของ ANAN ครับ โดยมูลค่าเท่านี้ จะคิดในเชิงว่า มีนักลงทุนใจดีสักคน อยากจะเข้ามา Takeover ANAN ด้วยการซื้อมันทั้งบริษัทเลย แล้วไปเริ่มต้นกันใหม่
แต่แน่นอน บริษัทยังมีสินค้าคงเหลืออีก 17,000 ล้านบาท ถ้าขายได้เงินเท่านั้นจริง ก็ดูจะคุ้มนะครับ เพราะสินค้าคงเหลือ มีมูลค่ามากกว่าบริษัททั้งบริษัทที่รวมหนี้ ไปแล้วเสียอีก
แต่นั่นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า สินค้าคงเหลือนี้ สามารถแปลงเป็นเงินสดได้จริง
แต่อย่างผมเขียนไปในช่วงแรก ๆ พอสภาพตลาดอสังหาประเทศเรามันเป็นแบบนี้ ซึ่งมันก็เป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศเราเป็นแบบนี้
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า บริษัทนี้จะทำได้ครับ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามี Conviction กับมันมาก นอกจากคำว่า "มันถูกเกิน ไม่สมศักดิศรีเลย" ซึ่งเป็นประโยคที่ดูจะกาวเกินไปหน่อย
เพราะผมไม่เก่งไง ผมถึงเขียนตั้งข้อสงสัยมายาวขนาดนี้ เพราะผมรู้ดีว่า ผมโง่เรื่องอะไร ผมจึงหลีกเลี่ยงทำอะไรที่จะสร้างปัญหาให้กับชีวิตผม
ที่ผมเขียนมายาวขนาดนี้ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนี้ไม่ดีนะ เค้าอาจจะทำได้ก็ได้ครับ แต่สำหรับผม ผมรู้สึกมันยากมาก
เพราะความยากแบบนี้ ผมเลยคิดว่า การลงทุนแบบให้น้ำหนักอย่างมีนัยกับพอร์ตในหุ้นนี้ อาจจะเป็นเรื่องที่เสี่ยงจัง ถ้าเราจำกัดสัดส่วนไว้นิดหน่อย ถ้าได้ก็ได้เยอะ ถ้าเสีย ก็เสียนิดหน่อย ผมว่าท่านี้ ก็คงไม่ทำให้พอร์ตเราเจอปัญหาสักเท่าไรครับ
อ่อ อีกอย่างผมลืมพูดไป ผมเคยเห็นข่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้มีการ Leverage เพิ่ม ไม่ใช่เพื่อการเอามาลงทุนเพื่อการเติบโต แต่เพื่อเอามาจ่ายหนี้ก้อนเก่า
ผมว่า มันทำให้ผมนึกถึง คนที่มีวินัยการเงินแย่ มีหนี้บัตรเครดิต 1 ใบ แต่กำลังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ ก็เลยเปิดบัตรเครดิตอีกใบ แล้วเอาเงินไปจ่ายหนี้บัตรใบแรก
คำถามคือ บริษัทที่กู้หนี้ใหม่ มาจ่ายหนี้ก้อนเก่า และไม่ได้มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ควรจะมีมูลค่าเท่าไรกันครับ ?
1
ผมถามแบบนี้เพราะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เพราะผมโง่เกินกว่าจะเข้าใจธุรกิจอสังหา และโลกของหุ้น Turnaround ก็เป็นเรื่องที่ ผมไม่อยากเอาความมั่งคั่งของตัวเองไปเสี่ยงเลย
อาจจะเพราะผมโชคดี พออ่านภาษาอังกฤษออกบ้าง ทำให้พอจะเป็น Global Investor กับเค้าได้บ้าง
อ่อใช่ และการเลือกตกปลา ในที่ ๆ ยังมีปลาอยู่บ้าง ก็ยังทำให้ผมได้เน้นลงทุนในหุ้นเติบโต หุ้นแข็งแกร่ง ที่เป็น Superstock ได้อยู่
เขียนยาวเกินไป ขออภัยครับ ตอนแรกผมกำลังเตรียมเขียนถึงหุ้นตัวหนึ่งอยู่ แต่พอไถ Facebook เห็นคอนโดที่มีประเด็น ตอนแรกก็นึกถึง Origin เพราะเพิ่งเจอพี่มี่มา แต่เห็นคนเขียน ORI ไปแล้ว ก็เลยเลือกเขียนตัวนี้แทนครับ
โฆษณา