Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขียนไว้ให้เธอ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
1 เม.ย. เวลา 09:12 • ความคิดเห็น
ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย
ในชีวิตการทำธุรกิจหรือการทำงาน หลายคนจะมีโอกาสเจอวิกฤติในระดับแทบจะสูญสิ้นทุกอย่างอยู่ ไม่ว่าจะเกิดเพราะดำเนินธุรกิจผิดพลาด เจอผลกระทบจากเหตุภายนอกอย่างโควิด แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือสภาพเศรษฐกิจ หรือเพราะปรับตัวไม่ทันตามโลกที่หมุนเร็ว เจอวิกฤติในระดับนั้นส่วนใหญ่ก็คงสิ้นหวัง ยอมแพ้ หนทางข้างหน้าก็ดูจะมืดมนอนธการ ไม่เห็นแสงสว่างใดๆ
พี่จิ๋ม สุวภา เจริญยิ่ง นักการเงินผู้มีประสบการณ์สูงมากๆคนหนึ่งของไทย เห็นการขึ้นลงของธุรกิจ ความสำเร็จและความล้มเหลวของคนมานักต่อนัก เคยเล่ากรณีศึกษาไว้สามเคสที่น่าสนใจมากๆ ใครที่กำลังมองไม่เห็นแสงสว่าง อ่านแล้วอาจจะพอเห็นแสงรางๆ ก็อาจเป็นได้นะครับ…
1
ไม่มี
ตอนพี่จิ๋มเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อวัยละอ่อนในปี 2528 เป็นปีที่รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท มีเจ้าของโรงเหล็กที่จำหน่ายเหล็กเส้น โดนหนี้สูงขึ้นกะทันหันจากค่าเงินเพราะไม่ได้ประกันความเสี่ยง งานก่อสร้างก็ไม่มี เถ้าแก่ถอดใจคิดว่าจบด้วยการโดนแบงค์ยึดไปหมด
แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นมาก ของในสต๊อกราคาตกจนยึดไปหมดก็หนี้ไม่หมด ดอกเบี้ยก็เพิ่มสูงขึ้น หนี้แทบไม่ลดเลย พี่จิ๋มจำภาพที่เถ้าแก่ร้องไห้อยู่ที่โต๊ะสินเชื่อ ฟูมฟายว่าจะให้ทำอะไรอีก เอาชีวิตไปเลยดีกว่า จะฟ้องก็ฟ้องแกยอมติดคุกคนเดียวขอละเว้นเมียและขอบ้านไว้อยู่ได้หรือไม่ แต่หนักไปกว่านั้น คำขอของเถ้าแก่ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เพราะคู่สมรสก็ถือว่าเป็นหนี้ร่วม บ้านก็ติดจำนอง ซ้ายก็ตัน ขวาก็ตันไปหมด
อาซ้อที่นั่งฟังเงียบๆอยู่ก็ปรามสามีบอกให้ใจเย็นๆ ถามผู้จัดการธนาคารด้วยสติว่า ถ้าแบงค์จะยังไม่ตัดวงเงิน เราต้องทำอะไรบ้าง เพราะถ้าแบงค์ยึดแบงค์ก็ทำไม่เป็น เราก็หมดตัว ไม่มีใครได้อะไร บทสนทนาจบด้วยทางแบงค์บอกว่าถ้าหาเงินมาคืนได้เดือนละแสนแล้วขายสต๊อกปิดเงินต้นได้บ้าง แบงค์ก็จะผ่อนผันพอได้
อาซ้อผู้ที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ใช่แค่ขายของในสต๊อก ซ้อเปิดร้านข้าวต้มปลาหน้าร้านเหล็ก ลูกน้องกลางวันยกเหล็ก กลางคืนมาช่วยเสริฟ ขยันอดทน สู้อย่างไม่คิดชีวิต เก็บเงินคืนแบงค์ได้เดือนละแสนจากรายได้ข้าวต้มปลา เหลือก็ให้ลูกน้องไปกินฝากลูกฝากเมีย สต๊อกก็ยอมขายไม่ยึดติด ค่อยๆ ลดเงินต้น สุดท้ายสองสามีภรรยารอดจนเป็นตำนานในแบงค์จนวันนี้
6
ไม่หนี
ในช่วงที่พี่จิ๋มเป็น CEO บริษัทจัดการกองทุนรวม ธนาคารแม่ถูกธนาคารระดับโลกมาเทค ทำให้ต้องปรับกระบวนท่ามาตรฐานการทำงานกันยกใหญ่ ธนาคารที่มาเทคมีแพคเกจเกษียณก่อนกำหนดให้สูงถึง 20 เดือนแต่ต้นสังกัดต้องยินยอม ปรากฏว่าคนที่ได้แพคเกจดีๆเป็นพวก operation back office กันซะเยอะ พี่ๆรุ่นใหญ่ที่ดูแลลูกค้า เป็น relationship manager ไม่ได้ออกแถมเงินเดือนก็ไม่ขึ้น ไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไร
3
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ปกติพี่ๆรุ่นใหญ่เหล่านี้มีหน้าที่ไปพินอบพิเทาลูกค้ารายใหญ่ก็โดนลูกค้าโวยวายหนักเพราะแบงค์ฝรั่งตัดดอกเบี้ยพิเศษเดิมหมด นโยบายห้ามเอาเอกสารไปเซนต์นอกธนาคาร ลูกค้ารายใหญ่ก็ไม่ชอบเดินทาง แถมโดนให้บังคับขายกองทุนที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเพราะปกติหาแต่เงินฝาก กระบวนการขายก็ยุ่งยาก มีศัพท์แสง มีฟอร์มให้กรอกเต็มไปหมด พี่ๆ รุ่นใหญ่ทั้งถอดใจ ทั้งหมดแรง คิดว่าตัวเองโชคร้ายมากๆที่ไม่ได้แพคเกจออกเหมือนคนอื่น
แต่ก็มีพี่รุ่นใหญ่อยู่กลุ่มหนึ่งที่ยอมรับว่าไปไหนไม่รอด ถูกบังคับไปเรียนการขายกองทุน ต้องเรียนดึกๆดื่นๆ เช้าต้องรีบตื่นมา morning brief รับรู้ข่าวสารเศรษฐกิจโลก เย็นต้องกรอก call report ว่าไปหาใครบ้างทั้งๆที่แต่ก่อนงานสบายกว่านี้มาก แต่เพราะไปไหนไม่ได้ก็ลองสู้ดู ปีแรกขายกองทุนได้พันล้านแบบหืดจับ ปีต่อมาได้หมื่นล้าน
4
กลุ่มนี้เจอลูกค้าก็กลับมาถามว่าลูกค้าถามแบบนี้ตอบอย่างไรดี ลองเอาเงินเล็กๆ ตัวเองลองลงทุนเองจะได้ตอบลูกค้าได้ ทำตารางเปรียบเทียบกองทุนตัวเองกับคนอื่น ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมจำนนกับความไม่รู้ พี่ๆรุ่นใหญ่กลุ่มนี้ปัจจุบันคือ Head private bank หรือเป็นผู้บริหารระดับสูง เงินเดือนสูงมากกันหมด ส่วนกลุ่มที่ถอดใจ หนีการอบรม อยากจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ด่าแบงค์ ด่าโชคชะตา ชีวิตก็ไม่ไปไหนจนวันนี้
1
ไม่จ่าย
ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ บริษัทหลายแห่งก็จำเป็นต้องลดคน เอาคนออกเพื่อรักษากระแสเงินสดไว้ก่อน มีบริษัทที่พี่จิ๋มรู้จักแห่งหนึ่งตัดสินใจลดเงินเดือนผู้บริหารและเอาส่วนงานที่เอาออกแล้วกระทบงานหลักน้อยก่อนก็คือ เลขา คนขับรถ และแมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ตกงานแล้วยิ่งหางานยากกว่ากลุ่มอื่นด้วยซ้ำ แต่บางทีโลกมักจะโหดร้ายแบบนี้เสมอ
1
MD ผู้มีเมตตาจำใจต้องมาบอกกลุ่มนี้ด้วยตัวเองว่าบริษัทไม่สามารถจ้างงานต่อได้แล้ว ขอโทษขอโพยแล้วแถมเงินส่วนตัวให้อีกด้วย ที่น่าสนใจก็คือหัวหน้าที่ดูแลคนรถกับแมสเซนเจอร์ถาม MD ว่าแล้วไม่มีพวกเขา นายๆจะทำยังไง MD ก็บอกว่าคงต้องหา outsource เอา หัวหน้าคนรถก็เลยเสนอว่า พวกผมก็ว่างๆกัน ขอมารับงาน outsource นายได้มั้ยครับ
2
และถ้านายแนะนำบริษัทเพื่อนให้ด้วย นายก็จ่ายแค่ครึ่งเดียว บริษัทเพื่อนนายก็น่าจะชอบเพราะประหยัดต้นทุน ขอลองดูให้น้องๆพอตั้งตัวได้ก่อนแล้วค่อยขยับขยาย นายก็รับปากเพราะก็ดูวินวินดี ก็เริ่มทดลองโมเดล outsource กันตั้งแต่วันนั้น
2
ปัจจุบันหัวหน้างานคนนั้นเป็นเจ้าของบริษัท outsource HR รายใหญ่ของไทยโดยเฉพาะคนรถ เลขา messenger และ แม่บ้าน…
เรื่องราวจากประสบการณ์ของพี่จิ๋ม สุวภา นั้น ผมนึกถึงประโยคฝรั่งประโยคหนึ่งขึ้นมา ประโยคนั้นชัดเจนและแจ่มแจ้งขึ้นมากหลังจากได้ยินและฟังสามเรื่องนั้น…
“when life gives you lemons, makes lemonade”
8
หวังว่าเวลาโชคชะตาเล่นตลกกับเรา ในวันที่มืดมนถึงที่สุด เรื่องราวสามเรื่องนี้จะพอเป็นแรงบันดาลใจให้ลองสู้กันอีกซักตัั้งดูนะครับ…
1
73 บันทึก
81
87
73
81
87
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย