1 เม.ย. เวลา 11:24 • ประวัติศาสตร์

วันปีใหม่ของชาวอัสซีเรีย – 1 เมษายน

สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านยอดเขาอารารัต ดินแดนอันเงียบสงบถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกยามรุ่งสาง ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เรือไม้ขนาดมหึมาจอดนิ่งอยู่บนยอดเขาสูง มันคืออาร์กของโนอาห์ ผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ตามบัญชาของพระเจ้า
โนอาห์และครอบครัวของเขาเดินลงจากเรือ ดินแดนที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวากลับเหลือเพียงซากปรักหักพังของอารยธรรมที่ถูกชะล้างไปกับสายธารแห่งพระพิโรธของพระผู้เป็นเจ้า แต่ท่ามกลางหมู่ผู้รอดชีวิต มีชายผู้หนึ่งที่มิได้ต้องการพำนักอยู่ ณ ที่แห่งนี้
อัสชูร์ (Ashur) บุตรของเชม หลานของโนอาห์ เป็นชายร่างสูงใหญ่ ดวงตาคมกริบราวกับสามารถมองทะลุผ่านม่านแห่งกาลเวลาได้ เขาเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมและจิตวิญญาณแห่งนักรบที่รอวันถูกปลุกให้ตื่นขึ้น คืนหนึ่ง ขณะที่เขาหลับใหลใต้แสงดาวที่พร่างพรายเหนือภูเขาอารารัต เสียงกระซิบลึกลับดังขึ้นในความฝันของเขา
"จงเดินทางไปทางใต้ ที่ซึ่งแม่น้ำสองสายโอบกอดดินแดนแห่งอนาคต ที่นั่น เจ้าจะพบโชคชะตาของเจ้า.."
อัสชูร์ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่แปลกประหลาด มันคือเสียงของพระเจ้าหรือเป็นเพียงเงาแห่งความฝัน? เขาไม่อาจแน่ใจได้ แต่จิตใจของเขาถูกผลักดันให้เดินทางออกไปจากที่แห่งนี้ เพื่อค้นหาสิ่งที่รอเขาอยู่เบื้องหน้า
.
อัสชูร์นำพาผู้ติดตามของเขาออกเดินทาง ข้ามภูเขาสูง ผ่านหุบเขาอันแห้งแล้ง และเผชิญกับพายุทะเลทรายที่โหมกระหน่ำ ราวกับว่าธรรมชาติกำลังทดสอบความแข็งแกร่งของเขา พวกเขาเดินตามเส้นทางของดวงดาวจนกระทั่งถึงดินแดนที่พระเจ้ากระซิบบอกแก่เขา
มันคือแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ แสงแดดยามอัสดงทาบทับลงบนผืนดินสีทอง แม่น้ำไทกริส และยูเฟรตีสทอดตัวยาวราวกับอสรพิษยักษ์ที่คอยปกป้องสถานที่แห่งนี้ อัสชูร์รู้ทันทีว่านี่คือดินแดนที่ถูกกำหนดไว้สำหรับเขา
"ที่นี่แหละ ที่เราจะสร้างอนาคต" เขากล่าว พร้อมกับปักดาบลงบนพื้นดิน ผู้ติดตามของเขาก้มศีรษะ พวกเขารู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่
เมืองอัสชูร์ค่อยๆ ถือกำเนิดขึ้น บ้านเรือนถูกสร้างขึ้นจากหินและไม้ วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ถูกตั้งขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งสงคราม ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามา และอัสชูร์กลายเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้
คืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังอธิษฐานอยู่ในวิหารของพระองค์ ท้องฟ้ากลับเปลี่ยนสี พายุหมุนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ฟ้าแลบเปรี้ยงปร้าง และในความมืดมิดของพายุ เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา มันคือร่างของเทพ ดวงตาของพระองค์ลุกโชนราวกับเปลวเพลิง
"เจ้าคือผู้ถูกเลือก จงรับดาบแห่งข้า และนำพาประชาชนของเจ้าไปสู่สงครามแห่งเกียรติยศ"
อัสชูร์คุกเข่าลง ดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา มันเป็นดาบที่ส่องแสงเรืองรอง ลวดลายบนใบดาบราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน เขาคว้ามันขึ้นมา และทันทีที่มือสัมผัสกับด้ามดาบ พลังมหาศาลก็แล่นเข้าสู่ร่างกายของเขา
จากวันนั้นเป็นต้นมา อัสชูร์มิใช่เพียงแค่กษัตริย์ หากแต่กลายเป็นนักรบผู้พิชิต อาณาจักรของเขาขยายกว้างออกไป ศัตรูต่างหวาดกลัวเมื่อได้ยินเสียงชื่อของเขา นักรบอัสซีเรียกลายเป็นกองทัพที่ไม่มีผู้ใดอาจต้านทาน
..แต่พลังที่ยิ่งใหญ่นั้นย่อมมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย คืนหนึ่ง อัสชูร์ฝันเห็นนิมิตแห่งเงามืด เมืองของเขากำลังลุกไหม้ เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วท้องฟ้า เขาเห็นร่างของตนเองยืนอยู่บนซากปรักหักพัง และในมือของเขา ดาบแห่งเปลวเพลิงกำลังส่องแสงเป็นสีดำสนิท
"ทุกสิ่งที่เจ้าได้สร้างขึ้นมาจะล่มสลาย" เสียงหนึ่งดังขึ้น
อัสชูร์สะดุ้งตื่น เหงื่อแตกพลั่ก เขารู้ว่าวันหนึ่ง อาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นจะต้องพบจุดจบ ไม่มีอำนาจใดอยู่เหนือกาลเวลา แต่เขาจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยปราศจากการต่อสู้
เช้าวันถัดมา อัสชูร์ตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เดินทางเพื่อพิชิตหรือสร้างอาณาจักรใหม่ หากแต่เป็นการตามหาคำตอบจากเทพเจ้าผู้ลึกลับที่มอบดาบให้เขา
"ข้าจะไม่ยอมให้โชคชะตาครอบงำข้า" เขาประกาศกับตนเองขณะก้าวออกจากพระราชวัง มุ่งหน้าสู่ภูเขาห่างไกลที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพ
ระหว่างการเดินทาง อัสชูร์เผชิญกับบททดสอบที่ยากยิ่งกว่าทุกครั้ง
.
แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากราวกับมังกรโกรธแค้น
.
ป่าลึกลับที่เสียงใบไม้กระซิบบอกเล่าความลับของอดีต
.
และเมฆหมอกหนาทึบที่ทำให้มองไม่เห็นแม้กระทั่งปลายเท้าของตนเอง
แต่ทุกครั้งที่เขาลังเล ดาบเปลวเพลิงในมือก็ส่องแสงเรืองรองราวกับกำลังปลอบประโลมและเตือนเขาว่า "พลังของเจ้ายังคงอยู่ เพียงแต่ต้องใช้อย่างชาญฉลาด"
หลังจากการเดินทางยาวนานหลายวัน อัสชูร์มาถึงยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยสายหมอกหนา มันเงียบสงัดจนเขาสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง เมื่อเขาเดินเข้าใกล้จุดสูงสุด เสียงคำรามดังก้องมาจากเบื้องหน้า
"อัสชูร์.. เจ้ากล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริงหรือไม่?"
เมื่อเสียงนั้นจบลง พายุหมุนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นดินสั่นสะเทือน และในที่สุด เงาร่างของเทพก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง ดวงตาของพระองค์เปล่งแสงสว่างจ้าราวกับดวงอาทิตย์
"ข้ามาที่นี่เพื่อขอคำตอบ!" อัสชูร์ตะโกนออกมาอย่างไม่เกรงกลัว "ทำไมข้าต้องแบกรับชะตากรรมของการล่มสลาย? ข้าได้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผู้คนของข้า!"
เทพมองเขาด้วยแววตาที่ซ่อนความเศร้าไว้ลึกๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่ก้องกังวาน:
"ชะตากรรมของเจ้าไม่ได้ถูกกำหนดให้ล่มสลายเสมอไป.. มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเลือกใช้พลังที่ข้ามอบให้อย่างไร ดาบเปลวเพลิงนั้นไม่ใช่เพียงเครื่องมือแห่งสงคราม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสมดุล ระหว่างการทำลายและการสร้างใหม่"
.
เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น อัสชูร์เริ่มเข้าใจแล้วว่าเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเพียงนักรบผู้พิชิต แต่เขาเป็นผู้พิทักษ์แห่งวงจรชีวิต การสร้างอาณาจักรของเขาไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่เพื่อปกป้องและนำพาประชาชนไปสู่อนาคตที่สดใส
"หากข้าต้องล่มสลาย ข้าจะไม่ยอมแพ้โดยง่าย" อัสชูร์พูดกับเทพด้วยความมุ่งมั่น "ข้าจะใช้พลังนี้เพื่อสร้างความสมดุล และสอนให้ผู้คนของข้ารู้จักการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงการควบคุมมัน"
เทพยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปสัมผัสดาบเปลวเพลิงในมือของอัสชูร์ แสงสว่างแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ และเมื่ออัสชูร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่ลานกลางเมืองอัสชูร์
แทนที่จะเตรียมกองทัพเพื่อสงครามครั้งใหม่ อัสชูร์เริ่มวางรากฐานของอาณาจักรที่แตกต่างออกไป
เขาสร้างโรงเรียนเพื่อสอนความรู้แก่เยาวชน
ส่งเสริมเกษตรกรรมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
และจัดพิธีเฉลิมฉลอง Akitu (อากิตุ) ที่ไม่ใช่เพียงแค่การบูชาเทพเจ้า แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองความสามัคคีของมนุษย์กับโลก
เวลาผ่านไป อาณาจักรอัสชูร์ไม่ได้เป็นเพียงดินแดนแห่งสงคราม แต่กลายเป็นดินแดนแห่งปัญญาและความสมดุล
...
แม้อัสชูร์จะล่วงลับไป แต่ชื่อของเขายังคงถูกกล่าวขาน ลูกหลานของเขาสร้างเมืองนีนะเวห์ และคาลาห์ และกลายเป็นมหาอำนาจแห่งเมโสโปเตเมีย พวกเขายังคงบูชาเทพอัสชูร์ และเชื่อว่าพระองค์ยังคงเฝ้ามองพวกเขา
เมื่อกาลเวลาผ่านไป อาณาจักรอัสซีเรียอันยิ่งใหญ่ก็ถึงคราวล่มสลาย แต่ดินแดนที่อัสชูร์สร้างขึ้นยังคงเป็นที่กล่าวขานในหน้าประวัติศาสตร์ และตำนานของบุตรแห่งโนอาห์ ผู้สร้างอาณาจักรและครอบครองดาบแห่งเปลวเพลิง ยังคงถูกเล่าขานต่อไป
Assyrian New Year วันปีใหม่ของชาวอัสซีเรีย – 1 เมษายน
ลองจินตนาการถึงแผ่นดิน Mesopotamia อันกว้างใหญ่ในยุคโบราณ ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองและจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ หนึ่งในนั้นคืออาณาจักร Assyria ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาค Northern Mesopotamia
(ปัจจุบันคือ Northern Iraq และ Southeastern Turkey) ชาว Assyria ไม่เพียงแต่เป็นชนชาติที่มีความแข็งแกร่งทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมและพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ เช่น Akitu หรือ Assyrian New Year ซึ่งเป็นเทศกาลทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เทศกาลนี้ไม่เพียงแค่เฉลิมฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและวงจรแห่งชีวิต
Akitu มีต้นกำเนิดมาจากอารยธรรม Sumerian ในภูมิภาค Southern Mesopotamia เมื่อราว 4,500 ปีก่อน ชาว Sumerian เป็นผู้คิดค้นระบบการเขียนแบบ Cuneiform และพัฒนาปฏิทินที่แบ่งปีออกเป็นสองฤดูกาลหลัก ได้แก่ ฤดูร้อน และ ฤดูหนาว ซึ่งสะท้อนถึงวงจรการเกษตรกรรม พวกเขาเฉลิมฉลอง Akitu เพื่อบูชาเทพเจ้าและขอพรสำหรับการเก็บเกี่ยวที่ดี
เมื่อเวลาผ่านไป ชาว Assyria ซึ่งเป็นชนชาติที่อาศัยอยู่ใน Northern Mesopotamia ได้รับอิทธิพลจากเทศกาลนี้และพัฒนาให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของพวกเขาเอง ชาว Assyria ให้ความสำคัญกับเทพเจ้า Ashur ซึ่งเป็นเทพผู้พิทักษ์ของพวกเขา และ Akitu ก็กลายเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองเทพเจ้าองค์นี้อย่างยิ่งใหญ่
.
ในยุคโบราณ เทศกาล Akitu ถูกเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 12 วัน ซึ่งแต่ละวันมีความหมายและพิธีกรรมเฉพาะตัว เช่น
วันแรกถึงวันที่สี่ : เป็นช่วงเวลาของการชำระล้างและเตรียมตัวสำหรับการเฉลิมฉลอง ชาว Assyria จะทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วันที่ห้าถึงวันที่แปด : เป็นช่วงเวลาของการทำพิธีบูชาเทพเจ้า Ashur และเทพเจ้าองค์อื่นๆ ชาว Assyria เชื่อว่าเทพเจ้าเหล่านี้จะนำแสงสว่างและความหวังกลับมาสู่โลก
วันที่เก้าถึงวันที่สิบสอง : เป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองด้วยการร้องเพลง เต้นรำ และแบ่งปันอาหาร
หนึ่งในพิธีกรรมที่โดดเด่นที่สุดในเทศกาล Akitu คือการจำลองการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้า Ashur และเทพเจ้าแห่งความมืด Tiamat สัญลักษณ์ของการเอาชนะความมืดมนและความชั่วร้าย เพื่อนำแสงสว่างและความหวังกลับมาสู่โลก นอกจากนี้ยังมีพิธีปลูกพืชและขอพรสำหรับการเก็บเกี่ยวที่ดีในปีถัดไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเกษตรกรรมในชีวิตของพวกเขา
.
สำหรับชาว Assyria วัน Akitu ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองปีใหม่ธรรมดา แต่ยังเป็นโอกาสที่พวกเขาได้ชำระล้างบาปและความโชคร้ายของปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ในปีถัดไป ชาว Assyria เชื่อว่าเทพเจ้า Ashur จะนำแสงสว่างและความหวังกลับมาสู่โลก ดังนั้นพวกเขาจึงจัดพิธีกรรมต่างๆ เพื่อแสดงความเคารพและขอพร
.
แม้อาณาจักร Assyria จะล่มสลายไปนานแล้ว แต่วัฒนธรรมของพวกเขายังคงอยู่ในหมู่ชาว Assyria รุ่นหลังที่กระจายตัวไปทั่วโลก เช่น ในยุโรป ออสเตรเลีย รัสเซีย และอเมริกาเหนือ ในปัจจุบัน การเฉลิมฉลอง Akitu อาจไม่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต แต่ยังคงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับชาว Assyria ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมของตนไว้
ในงานเฉลิมฉลอง Akitu ปัจจุบัน ชาว Assyria จะจัดพิธีบูชาและสวดมนต์เพื่อขอพรจากเทพเจ้า รวมถึงร้องเพลงพื้นบ้านและเต้นรำแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปันอาหารพื้นเมือง เช่น Tashrib (ขนมปังอบ) และ Dolma (ผักยัดไส้) ซึ่งเป็นอาหารที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพวกเขา
ปล. ระวังภัยหลอกลวงออนไลน์! การส่งข้อความอ้างถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมีการแนบลิงก์ต้องสงสัย ขอให้หลีกเลี่ยงการกดลิงก์
ปล.2 อยากบอกเพื่อนๆ ว่าที่มีความล่าช้าในการเขียน ทำให้เหลือเพียงอาทิตย์ละ 1 โพส มา 3 อาทิตย์แล้ว นั่นเพราะผมติดภารกิจสำคัญในการปกป้องเมือง เพราะตัวจริงผมคือ "Batman"
* April Fool's Day
ปล.3 มีความไม่เข้าใจในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชาวอัสซีเรีย และเรือโนอาห์ ในหลายๆ จุด จากข้อมูลที่อ่านไปอ่านไป แอบมีสับสน อยากจะเขียนให้ดีกว่านี้ และสร้างนิทานให้ดีกว่านี้ แต่ก็อย่างที่บอกครับผม..
.
ขอขอบคุณข้อมูล
: wikidates
: wikipedia
: britannica
: archive .org
: oldworldgods
: babylonian .mythologyworldwide
.
LookAtEvent - ปฏิทินแห่งเรื่องราว
โฆษณา