1 เม.ย. เวลา 14:29 • ความคิดเห็น
กรุงเทพมหานคร

วิเคราะห์ปรากฏการณ์ "ทัวร์ลง สตง."

เหตุการณ์ตึก สตง. แห่งใหม่ถล่มจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ได้จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากข้าราชการและหน่วยงานท้องถิ่น ปรากฏการณ์ "ทัวร์ลง สตง." มิได้เกิดขึ้นเพราะข้าราชการกลัวการถูกตรวจสอบ แต่เป็นผลของวัฒนธรรมการตรวจสอบที่ขาดความเข้าใจในบริบทการทำงานจริงและเคร่งครัดกับระเบียบจนเกินไป
บทความนี้วิเคราะห์ถึงรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งระหว่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกับหน่วยงานราชการอื่นๆ รวมถึงการขาด Empathy ในวัฒนธรรมองค์กรและแนวทางการปรับปรุงสู่ความสมดุลที่มากขึ้น
----- ขั้นแปป อันนี้ที่มา ----
ไปอ่านเจอของอาจารย์ Atukkit Sawangsuk เลยโยนให้ Ai ค้น+สรุปเพิ่ม ฉนั้นเป็น AI Generated Content (Perplexity Ai) ครับ ไปอ่านบทความหลักได้ที่:
--- อ่านต่อได้ ---
บทบาทและความสำคัญของ สตง.
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยการตรวจเงินแผ่นดินในประเทศไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2418 และได้พัฒนามาเป็นลำดับจนกลายเป็นองค์กรอิสระในปัจจุบัน[1]
สตง. มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการบริหารทรัพย์สินของหน่วยงานภาครัฐ และตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง[2] สตง. มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าเงินภาษีถูกใช้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การตรวจสอบของ สตง. ช่วยป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ ส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี[2] ปัจจุบัน สตง. มีบุคลากรประมาณ 3,991 คน (พ.ศ. 2566) และมีงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2568 เป็นเงิน 3,192,392,600 บาท[1]
โครงสร้างและอำนาจหน้าที่
สตง. เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีหน้าที่และอำนาจในการตรวจเงินแผ่นดินและตรวจผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐ[3] การดำเนินงานของ สตง. ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)[1]
เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม: จุดเปลี่ยนแห่งการวิพากษ์วิจารณ์
เหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถล่มลงมาจากแผ่นดินไหวขนาด 6.4 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยอย่างมาก อาคารนี้มีมูลค่าการก่อสร้างสูงถึง 2,000 กว่าล้านบาท เป็นอาคารที่ใช้เวลาก่อสร้างเกินกำหนดไปแล้ว 1 ปี และที่สำคัญคือเป็นอาคารเพียงแห่งเดียวที่ถล่มลงมาในประเทศไทยจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้[4][5]
การที่อาคารสำนักงานของหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการใช้จ่ายเงินแผ่นดินถล่มลงมาได้จุดประกายให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับมาตรฐานการทำงานของ สตง. เอง และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ข้าราชการและหน่วยงานท้องถิ่นกล้าที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นและความไม่พอใจต่อการทำงานของ สตง. ที่สะสมมานาน[5]
วัฒนธรรมการตรวจสอบที่ขาด Empathy: รากเหง้าของปัญหา?
การวิเคราะห์ข้อมูลและความคิดเห็นที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียชี้ให้เห็นว่า รากเหง้าของปัญหาไม่ได้อยู่ที่การที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องการทุจริตแล้วกลัวการตรวจสอบ แต่อยู่ที่วัฒนธรรมและแนวทางการตรวจสอบของ สตง. ที่ขาดความเข้าใจและ Empathy กับผู้รับการตรวจ
มีโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่ตั้งคำถาม "เห็นทัวร์ลง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีคณะครูร่วมจำนวนมาก โดยเฉพาะ การเงิน พัสดุ อาหารกลางวัน ทำไมนะ?" ซึ่งได้รับความสนใจและถูกแชร์ออกไปกว่า 1.1 หมื่นครั้ง[6] สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจที่สะสมมานานของบุคลากรในภาคการศึกษา
ความคิดเห็นที่สะท้อนความไม่พอใจ
ความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบของ สตง. สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในวัฒนธรรมการตรวจสอบ ดังต่อไปนี้:
1. การตรวจสอบเรื่องเล็กน้อยอย่างเคร่งครัดเกินไป: "ใบเสร็จแปดบาท ไม่มีเลขเสียภาษีไล่ถามไล่บี้เขา ลายเซ็นใบสำคัญรับเงินหาง ส เสือสั้นกว่า ในสำเนาบัตร ไม่ผ่าน เก้าอี้ตัวละเกือบแสน บอกไม่แพงเกินจริง ตึกสองพันล้านขยายสัญญาไม่รู้กี่รอบ บอกทำตามระเบียบราชการ"[6]
2. การไล่ตามหาครุภัณฑ์เก่า: "มาไล่บี้ถามหาเครื่องตัดหญ้าที่ลงทะเบียนครุภัณฑ์ไว้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ต้องหามาแสดงให้ได้ ไม่งั้นถือว่าทุจริต แจ้งว่าพังก็ไม่ได้เพราะครูพัสดุคนเก่าไม่ได้แทงออกว่าชำรุด"[6]
3. การบังคับให้ครูต้องทำงานที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญ: "จบเอกอิ้ง มานั่งทำการเงินโรงเรียน บัญชี โรงเรียน บี้ทุกบาท ทุกสตางค์ ทุกใบเสร็จ เอะอะ ๆ ก็เอา สตง. มาขู่ จะลงตรวจให้ได้ ให้ฉันได้สอนก่อนค่ะ ขอร้องเถอะ ยิ่ง โรงเรียนขนาดเล็ก แทบไม่ได้สอน บอกเลย เรียนครูก็อยากเป็นครูค่ะ ไม่ได้อยากเป็นนักบัญชี"[6]
4. ความไม่สมเหตุสมผลในการตรวจสอบ: "ตอนลงตรวจโรงเรียนทองแดงในสาย HDMI ยังถามว่าคุณภาพดีเหมาะสมกับราคาไหม นึกถึงเหล็กเส้นอาคารที่ใช้ก่อสร้างตึกเลย"[6]
ความสำคัญของ Empathy ในการนำองค์กร
ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่าง Empathy และ Expertise ในการทำงาน ตามที่มีการวิเคราะห์ในรายการ "Empathy VS Expertise ศิลปะการนำทีมที่ละเอียดอ่อน" ที่ชี้ให้เห็นว่า:
1. การผสมผสานระหว่าง Empathy และ Expertise เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพและมีความสุข
2. การนำทีมที่เน้น Empathy ช่วยสร้างความผูกพันของพนักงาน แต่อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้า
3. การนำทีมที่เน้น Expertise ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่อาจสร้างความกดดันให้กับพนักงาน
4. ผู้นำที่ดีต้องรู้จักทีม สร้างพื้นที่ปลอดภัย ใช้ความเชี่ยวชาญอย่างชาญฉลาด และแสดงความเข้าอกเข้าใจ[7]
จากความคิดเห็นที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่า สตง. มีแนวโน้มที่จะเน้น Expertise และการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ขาด Empathy หรือความเข้าใจในบริบทการทำงานจริงของหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบ
ผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการ
การตรวจสอบแบบขาด Empathy ของ สตง. ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการในหลายลักษณะ:
1. สร้างความกดดันและความเครียดให้กับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับผิดชอบงานด้านการเงินและพัสดุ
2. ทำให้ข้าราชการหลายคนไม่สามารถทำงานในหน้าที่หลักได้อย่างเต็มที่ เช่น ครูที่ต้องมาทำงานด้านการเงินแทนที่จะสอนหนังสือ
3. สร้างความลังเลและความกลัวในการตัดสินใจ เนื่องจากกลัวว่าจะถูก สตง. ทักท้วงและต้องรับผิดชอบทางการเงิน
4. ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ เนื่องจากต้องรอให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามระเบียบทุกขั้นตอน
วิกฤติเป็นโอกาส: แนวทางสู่การปฏิรูป
เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมา เป็นโอกาสสำคัญในการพิจารณาปฏิรูปแนวทางการทำงานของ สตง. ให้มีความสมดุลมากขึ้นระหว่างความเคร่งครัดในการตรวจสอบกับความเข้าใจในบริบทการทำงานจริง
แนวทางการปรับปรุง
1. การพัฒนาแนวทางการตรวจสอบที่มี Empathy มากขึ้น: สตง. ควรพิจารณาบริบทและข้อจำกัดในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด
2. การลดการตรวจสอบแบบจับผิดในเรื่องเทคนิคเล็กน้อย: ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเชิงระบบและเชิงผลลัพธ์มากกว่าการจับผิดในรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม
3. การเพิ่มความร่วมมือและการสื่อสาร: สตง. ควรเพิ่มการสื่อสารและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่รับการตรวจ แทนที่จะเน้นแต่การจับผิดและลงโทษ
4. การพัฒนาทักษะด้าน Empathy ให้กับเจ้าหน้าที่: ควรมีการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะด้าน Empathy และการสื่อสารให้กับเจ้าหน้าที่ สตง. ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ตามแนวคิดของการสร้างสมดุลระหว่าง Empathy และ Expertise[7]
5. การปรับปรุงระเบียบและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับความเป็นจริง: ควรมีการทบทวนและปรับปรุงระเบียบและแนวปฏิบัติให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการทำงานจริงมากขึ้น
บทสรุป
ปรากฏการณ์ "ทัวร์ลง สตง." มิได้เกิดขึ้นเพราะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องการทุจริตแล้วกลัวการตรวจสอบ แต่เป็นผลมาจากวัฒนธรรมและแนวทางการตรวจสอบของ สตง. ที่ขาดความสมดุลระหว่างความเคร่งครัดในการตรวจสอบกับความเข้าใจในบริบทการทำงานจริง
เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการและหน่วยงานท้องถิ่นได้แสดงความคิดเห็นและความไม่พอใจที่สะสมมานาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องได้รับการแก้ไข
การสร้างสมดุลระหว่าง Empathy และ Expertise ในการทำงานของ สตง. จะช่วยให้การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่สร้างภาระและความกดดันเกินควรให้กับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานราชการที่ตั้งใจทำงานด้วยความสุจริต
วิกฤติครั้งนี้จึงควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่จะนำไปสู่ระบบการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับทุกฝ่าย โดยยังคงรักษาบทบาทสำคัญในการป้องกันการทุจริตและส่งเสริมธรรมาภิบาลในภาครัฐ
โฆษณา