4 เม.ย. เวลา 14:50 • ปรัชญา

ขอนอบน้อมแด่ปัญญาและสติอันสมบูรณ์ ซึ่งปรากฏพร้อมเพรียงดุจเดียวกัน

มหามุทรา—สิ่งซึ่งเกินกว่าการกล่าวอธิบาย
แต่มอบไว้แด่ผู้ที่อุทิศตนต่อครู
ผู้ฝึกฝนอย่างแน่วแน่ อดทนต่อทุกข์ทั้งปวง
บัดนี้ จงสดับฟังเถิด!
มองดูให้ลึกซึ้ง ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง
เป็นเพียงภาพลวงตา หรือความฝัน
มันไม่มีอยู่จริง จึงจงปล่อยวางเสีย
ละจากเรื่องราวของโลก ปลดพันธะทั้งปวง
ผู้คนรอบข้าง ญาติมิตร ความรักและความชัง
ล้วนเป็นเงื่อนไขที่เหนี่ยวรั้งจิต
เข้าสู่ป่าแห่งความสงบ พำนักในที่สันโดษ
ดำรงอยู่ในภาวะที่ไร้สมาธิ
เมื่อบรรลุถึง "การไม่บรรลุถึง"
เมื่อนั้น จึงจักเข้าถึงมหามุทรา
ทุกสิ่งในวัฏสงสารไร้สาระ หากยังยึดติด
ย่อมมีเพียงความรักและความชัง
ทุกสภาวะเป็นเพียงสิ่งปรุงแต่ง
จงแสวงหาสาระของสัจธรรมอันสูงสุด
จิตปุถุชนมิอาจแลเห็นจิตอันข้ามพ้น
การกระทำมิอาจนำไปสู่การไร้กระทำ
หากต้องการข้ามพ้น
จงตัดที่รากของจิต
ให้จิตดำรงอยู่อย่างเปลือยเปล่า
ไร้สิ่งปรุงแต่ง ดั่งอากาศที่เปิดโล่ง
ดั่งสายน้ำขุ่นมัว
หากปล่อยให้นิ่ง ย่อมใสกระจ่างเอง
เมื่อความคิดแปรเปลี่ยนไปมา
อย่าตาม อย่ากดข่ม
ปล่อยให้มันพักเองโดยธรรมชาติ
เมื่อไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ
นั่นคือการปลดปล่อยสู่มหามุทรา
ดั่งต้นไม้
หากตัดที่ราก กิ่งก้านย่อมร่วงหล่น
ฉันใด
หากตัดที่รากของจิต
ความคิดทั้งปวงก็จักดับลง ฉันนั้น
ความมืดที่สะสมมานับพันกัลป์
อาจถูกขจัดด้วยแสงเพียงดวงเดียว
ดุจเดียวกับชั่วขณะของจิตประภัสสร
ที่สามารถสลายอาสวะทั้งปวง
หากยังไม่เข้าใจ
จงจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
ฝึกสายตา ฝึกจดจ่อ
จนจิตสงบนิ่งเองโดยธรรมชาติ
เมื่อเพ่งมองสู่อวกาศที่เวิ้งว้าง
จงตรึงจิตไว้ ณ ศูนย์กลาง
อาณาเขตของการแบ่งแยกจักสลายไป
ฉันใด
เมื่อจิตรับรู้จิตเอง
ความคิดจักหยุดลง
ฉันนั้น
การหยุดลงของความคิด
คือการเข้าถึงโพธิจิตอันสูงสุด
ดั่งไอน้ำที่ลอยขึ้นจากพื้นดิน
กลายเป็นเมฆ แล้วมลายหายไปในเวิ้งฟ้า
หาไม่ว่าเมฆเหล่านั้นหายไปที่ใด
ความคิดทั้งปวงก็เป็นเช่นนั้น
หากจิตรับรู้จิตเอง
ความคิดย่อมมลายไป
อากาศไร้รูปร่าง ไม่เปลี่ยนแปลง
ดั่งจิตประภัสสร
ไร้สี ไร้ขอบเขต
ไม่ถูกทำให้เศร้าหมองด้วยกิเลสใด ๆ
ดังดวงอาทิตย์ที่ส่องแสง
แม้ผ่านกาลเวลานับกัลป์
ก็ไม่อาจถูกบดบังด้วยความมืด
ความเป็นอิสระของจิต
พักจิตลงในภาวะเดิมแท้
ไร้การปรุงแต่ง
เมื่อละซึ่งความยึดมั่นถือมั่น
พันธนาการทั้งปวงจักคลายลง
จิตดั่งอากาศ
แผ่ขยายไปทุกหนแห่ง
เมื่อกายเคลื่อนไหว จงปล่อยให้เป็นไป
เมื่อพูด จงให้คำพูดดั่งเสียงสะท้อน
จงมีสติรู้ตัว
เมื่อไร้ความคิด แต่เห็นสิ่งข้ามพ้น
กายดั่งท่อนไม้ไผ่กลวง
จิตดั่งอากาศ ที่ไร้ซึ่งความคิด
พักจิตอย่างเป็นอิสระ
ทั้งไม่กดข่ม และไม่ปล่อยให้ล่องลอย
เมื่อจิตไร้จุดหมาย
นั่นคือ มหามุทรา
อันเป็นที่สุดแห่งโพธิปัญญา
จิตเดิมแท้ ประภัสสร
ปราศจากสิ่งให้ยึดถือ
เมื่อไม่ยึดมั่นสมาธิใด ๆ
เมื่อนั้น มรรคาพุทธะจักปรากฏ
ด้วยการพักอยู่ในภาวะไร้สมาธิ
การบรรลุสูงสุดย่อมปรากฏ
นี่คือ ราชาแห่งการมอง
ที่ข้ามพ้นจากการยึดติด
นี่คือ ราชาแห่งสมาธิ
ที่ไร้การล่องลอย
นี่คือ ราชาแห่งการกระทำ
ที่ปราศจากความพยายาม
เมื่อไร้ความหวังและความกลัว
เมื่อนั้น จักประจักษ์แจ้งถึงเป้าหมาย
จิตเดิมแท้ ไร้ต้นกำเนิด
ไร้สิ่งปกคลุม
พักลงในภาวะที่ไม่เกิด
ไม่แบ่งแยกระหว่างขณะทำสมาธิและหลังทำสมาธิ
ดำรงความเป็นเอกภาพในทุกขณะ
เมื่อจิตสิ้นสุดการไขว่คว้า
เมื่อนั้นจักเข้าถึง อิสรภาพอันสูงสุด
ไร้ขอบเขต ไร้พันธนาการ
ในเบื้องต้น
จิตดั่งแม่น้ำที่เชี่ยวกราก
ในท่ามกลาง
จิตดั่งแม่น้ำคงคาที่ไหลเอื่อย
ในที่สุด
จิตดั่งมหาสมุทร ที่รวมสายธารทั้งปวงสู่หนึ่งเดียว
แม้นผู้ศึกษาแห่งพระสูตร ตันตระ ปรัชญา
หากยึดถือเพียงตัวอักษร
ย่อมไม่อาจเข้าถึงมหามุทรา
เมื่อจิตว่างจากนึกคิด
ปราศจากปรารถนา
จงดำรงอยู่อย่างเงียบงัน
ระลอกคลื่นย่อมเกิดจากผืนน้ำ
ดั่งที่ความประภัสสรถูกบดบังด้วยกิเลส
การปฏิบัติ สูญเสียความหมาย
หากยึดถือเพียงศีลข้อ ๆ
ผู้ปฏิบัติที่แท้จริง
คือผู้ไม่หลงทางจาก ปรมัตถธรรม
เมื่อไม่จมอยู่ในสุดขั้วทั้งสอง
จักเห็นธรรมะแท้ของคำสอนทั้งปวง
ผู้เดินตามเส้นทางนี้
จักปลดปล่อยตนจากพันธนาการแห่งสังสารวัฏ
ผู้ปฏิบัติตามหนทางนี้
จักเผาผลาญเปลือกกรรมอันไม่บริสุทธิ์
บรรลุเป็น "คบเพลิงแห่งคำสอน"
ขอให้คำสอนมหามุทรานี้
ดำรงอยู่ในหัวใจของผู้มีโชค
ตราบเท่านิจนิรันดร์เทอญ!
โฆษณา