17 มิ.ย. 2021 เวลา 16:08 • คริปโทเคอร์เรนซี
ปัจจุบันการเทรดคริปโตเคอเรนซีมักมีกระแสออกมาให้พูดถึงอยู่บ่อย ๆ คนที่สนใจในเรื่องนี้ควรเริ่มศึกษาตั้งแต่ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสการลงทุนที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงจากการขาดทุน หรือการสูญเสียเงินต้นที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งชื่อของ Binance และเหรียญ BNB เป็นสิ่งที่มือใหม่เมื่อก้าวเข้ามาในตลาดคริปโตเคอเรนซีคงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง แต่แท้จริงแล้ว 2 สิ่งนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง มาหาคำตอบกันเลย
Binance คืออะไร ?
Binance คือ แพลตฟอร์มในการเทรด Cryptocurrency หรือบางคนจะเรียกว่า กระดานเทรดคริปโต หรือกระดานเทรดบิตคอยน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากบรรดานักเทรดเป็นอย่างมาก ก่อตั้งมาเมื่อปี 2017 ผ่านช่วงเวลาทั้งการเติบโตแบบสูงสุดและจุดตกต่ำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกวันนี้แพลตฟอร์มเจ้าดังก็ยังคงมีการตอบรับอย่างดีจากบรรดานักลงทุน จนตอนนี้ Binance ถือเป็น Centralized Exchange (CEX) ซึ่งให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมียอดการทำธุรกรรมต่อวันถึงประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท
โดยส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าด้วยรูปแบบการใช้งานที่เข้าใจง่าย มีลูกเล่นให้ได้สัมผัสเยอะ ระบบเสถียร แม้จะยังไม่รองรับภาษาไทยแต่ก็ยังมีคนไทยที่เลือกใช้กระดานเทรดคริปโตเคอเรนซีนี้จำนวนมาก ซึ่งการเป็นแพลตฟอร์ม CEX ดังกล่าวส่งผลให้ทาง Binance จึงได้พัฒนาเหรียญคริปโตอย่าง BNB ขึ้นมาด้วย
สมัครใช้งาน Binance Exchange : https://accounts.binance.com/th/register?ref=147143275
CEX และ DEX แตกต่างกันอย่างไร
Centralized Exchange (CEX) เราจะเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Binance หรือ Exchange ของคนไทยอย่าง Bitkub แพลตฟอร์มเหล่านี้จะมีระบบ Sever Client หรือส่วนที่ไว้จัดเก็บข้อมูลของลูกค้าหรือผู้ทำธุรกรรม โดยมีผู้ดูแลระบบเป็นตัวกลาง แต่ว่า Decentralized Exchange (DEX) จะไม่มีตัวกลางข้อมูลของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้ใน Private Key โดย Private Key เปรียบเสมือน Password ที่ผู้ใช้ไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้ ซึ่งการทำธุรกรรมต่าง ๆ เราสามารถทำผ่าน บล็อกเชนได้แบบโดยตรง โดยการเข้ารหัสผ่าน Private Key ของคุณเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมเปรียบเสมือนการที่คุณเซ็นเอกสาร หรือประทับลายนิ้วมือของคุณเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมนั่นเอง
CEX VS DEX
หากมองในแง่ของความปลอดภัย แน่นอนว่า Decentralized Exchange ปลอดภัยกว่า Centralized Exchange (CEX) เพราะว่าเงินของคุณอยู่ในกระเป๋าของคุณเลยข้อมูลทุกอย่าง คุณเป็นคนดูแลรักษาไว้เอง แต่ Centralized Exchange เหมือนกับว่าคุณนำเงินไปฝากไว้ในกระเป๋าตังค์ของ Exchange นั้น ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงในการถูก Hack ระบบ และแน่นอนว่า Binance ก็เคยมีประสบการณ์ถูก Hack มาแล้วเช่นกัน แต่ด้วยความที่เป็น Centralized Exchange อันดับหนึ่ง จึงสามารถคืนเงินให้ลูกค้า หรือ User ของแพลตฟอร์มได้ทั้งหมด
Centralized Exchange ดูจะไม่ค่อยปลอดภัยขนาดนี้ แล้วทำไมคนจำนวนมากถึงยังเลือกใช้มันในการทำธุรกรรม คำตอบก็คือ การทำธุรกรรมแบบ Decentralized Exchange นั้นมีสภาพคล่องต่ำมาก โดยมียอดการทำธุรกรรมแค่ประมาณ 2 ร้อยล้านบาท ต่อวันเท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับ Binance ที่มียอดการทำธุรกรรมต่อวันประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ทำให้การจับคู่ทำธุรกรรมแบบ Decentralized Exchange ทำได้ยากกว่า แบบ Centralized Exchange
นอกจากนี้ถึงแม้ว่า Decentralized Exchange จะมีความปลอดภัยมากกว่า Centralized Exchange แต่ว่าผู้ใช้ก็ต้องดูแลรักษา Private Key ของตัวเองอยู่ดี หลาย ๆ คนจึงเลือกความสะดวกสบายมากกว่าความปลอดภัย ดังนั้น Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขาย คริปโตเคอเรนซี ที่ใหญ่สุดในโลก จึงเป็น Centralized Exchange ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะถึงแม้ว่าจะเคยโดน Hack แต่ก็สามารถแสดงความรับผิดชอบโดยการคืนเงินให้กับ User ของเขาได้ ซึ่งแตกต่างจากบาง Centralized Exchange ที่เคยถูก Hack และทำให้ User ที่ใช้งาน Exchange นั้นสูญเสียเงินหรือ เหรียญคริปโตของพวกเขาไปเลย โดยไม่ได้รับการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น
เหรียญ BNB คืออะไร ใช้ทำอะไร
เหรียญ BNB คืออะไร
เหรียญ BNB คือ เหรียญโทเค็นประเภทหนึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ ERC-20 ซึ่งทำงานอยู่บนระบบบล็อกเชนของ Ethereum เมื่อถามว่าเหรียญ BNB สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง หลัก ๆ แล้วจะถูกใช้ในการจ่ายค่าธรรมเนียมเมื่อมีการเทรดผ่าน Binance Exchange ซึ่งคนที่มีเหรียญคริปโตตัวนี้อยู่จะใช้ BNB เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม เพื่อเจ้าของเหรียญจะได้รับส่วนลดถึง 50% ในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายของ Binance สำหรับตัวค่าธรรมเนียมนี้ปกติจะอยู่ประมาณ 0.1% เมื่อใช้เหรียญ BNB ทำให้เหลือแค่ 0.05% เท่านั้น
ประกอบกับคนที่ใช้งานช่องทางของ Binance จะมีคู่ซื้อของเหรียญ BNB โดยเฉพาะ นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนนิยมเก็บเหรียญคริปโตตัวนี้เป็น Flat ซึ่งใครที่อยากได้รับส่วนลดตามที่กล่าวไป ก็อย่าลืมไปหาเหรียญ BNB มาคอบครอง และเก็บมันเอาไว้ในกระเป๋าเงินของตนเองซึ่งทาง Binance เขามีกระเป๋าเงินไว้ให้อยู่แล้ว
ซึ่งการเก็งกำไรในเหรียญ BNB นั้นก็ทำได้ค่อนข้างดีเนื่องจากทาง Binance เขาจะทำการเผาเหรียญทุกไตรมาสโดยทาง Binance จะนำกำไรของบริษัท 20 เปอร์เซนต์ ไปซื้อ BNB คืนมาและทำการเผาหรือลบมันทิ้งออกไปเพื่อลดอุปทานหรือจำนวณเหรียญนั่นเอง และแน่นอนว่าอะไรก็ตามเมื่อมีจำนวณน้อยความต้องการหรืออุปสงค์ก็จะยิ่งสูง ส่งผลให้มูลค่าสูงขึ้นด้วย ซึ่งจนถึงปัจจุบัน Binance ได้เผาเหรียญไปแล้ว 15 ครั้ง โดยในครั้งล่าสุดนี้ทำการเผาไปประมาณ 1.1 ล้านโทเคน ถึงแม้ว่าการเผาเหรียญในครั้งที่ 15 จะไม่ทำให้ราคา BNB เพิ่มขึ้น เท่ากับการเผาเหรียญครั้งที่ 14 ซึ่งทำให้เหรียญพุ่งทยานถึง 770% จาก 40 USD สู่ 348 USD แต่ยังคงมองว่า การเผาเหรียญนั้นส่งผลให้มูลค่าของเหรียญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากการใช้เพื่อชำระค่าธรรมเนียมและเก็งกำไรแล้ว เหรียญ BNB ยังถูกยอมรับจากบรรดาร้านค้าต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อใช้ในการชำระเงิน เช่น การชำระค่าเดินทาง การซื้อของขวัญ (เฉพาะผู้ให้บริการที่รับเหรียญคริปโตเคอเรนซี) องค์กรบางแห่งนำไปใช้จ่ายเป็นเงินเดือนค่าจ้างพนักงาน และยังมักถูกใช้สำหรับขับเคลื่อน Binance DEX หรือ ตลาดแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจของทาง Binance ซึ่งพึ่งจะถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่อีกด้วย นั้นก็คือ Binance Smart Chain (BSC)
BNB และ ฺBSC ต่างกันอย่างไร
BNB คือ โทเคนแบบดั้งเดิมที่ใช้งานบน Binance Chain โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อใช้ชำระค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมในแพลตฟอร์ม Binance CEX แต่ BSC นั้นเกิดขึ้นมาทีหลัง เนื่องจากระบบการเงินแบบ Decentralized Finance (DIFI) หรือ ระบบการเงินแบบกระจายอำนาจ เริ่มที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น ทำให้ทาง Binance ตัดสินใจที่จะพัฒนา BSC หรือ Binance Smart Chain ขึ้นมาโดยจุดเด่นของ BSC ที่ BNB ไม่สามารถทำได้ก็คือเรื่องของ Smart Contact หรือสัญญาอัจฉริยะ พอเราพูดถึง Smart Contact แน่นอนว่าหลายคนจะต้องนึกถึงเจ้า Ethereum และแน่นอนว่า BSC มีลักษณะคล้ายกันเลย เพราะนักพัฒนาสามารถ สร้าง Decentralized Application (Dapp) บน Binance Smart Chain เช่นเดียวกันกับที่สามารถทำบนระบบของ Ethereum
ถึงแม้ว่า BNB และ ฺBSC นั้นค่อนข้างมีความแตกต่างในด้านของประโยชน์ใช้สอยอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้ง BNB และ BSC ก็ยังมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะว่า BNB ใช้เป็นสื่อกลางใน BSC หรือ Binance Smart Chain ได้ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ BNB สามารถใช้ทำธุรกรรมใน BSC ได้แม้กระทั่งการ Staking เหรียญ BNB บน BSC ก็สามารถทำได้เช่นกัน
Dapp บน BSC
เห็นได้ว่า Binance เขาออกแบบเครือข่ายมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว เป็นทั้ง Exchange และ Smart Contact จึงเป็นไปได้ว่า อาจจะมีนักพัฒนา Dapp ที่ปกติเคยอยู่บน Ethereum หันมาใช้แพลตฟอร์มของ Binance มากยิ่งขึ้นก็เป็นไปได้

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา