2 มี.ค. เวลา 12:57 • สุขภาพ

**ทำไมเรากินวิตามินบีรวมฉี่ถึงมีสีเหลือง**

สาเหตุหลักที่ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม (หรือบางครั้งอาจดูเป็นสีเหลืองเรืองแสง) เมื่อรับประทานวิตามินบีรวมมาจาก “วิตามินบี2 (Riboflavin)” ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ (water-soluble vitamin) โดยเมื่อร่างกายได้รับวิตามินบี2 ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่เซลล์ต้องการใช้งาน ส่วนที่เกินนี้จะถูกขับออกมาทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม นับเป็นกระบวนการปกติและไม่เป็นอันตราย
---
## 1. กลไกของวิตามินบี2 (Riboflavin) ที่มีผลต่อสีของปัสสาวะ
- **วิตามินบี2 มีสีเหลืองธรรมชาติ**: วิตามินบี2 (Riboflavin) เป็นสารประกอบที่มีสีเหลือง หากดูภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต (UV) จะเห็นเป็นสีเรืองแสงชัดเจน จึงทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มเมื่อมี Riboflavin ถูกขับออกมามาก
- **เป็นวิตามินละลายในน้ำ**: วิตามินบี2 (และวิตามินบีชนิดอื่น ๆ) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมไว้ใช้ในปริมาณมาก ส่วนเกินจะถูกขับออกทางไต
---
## 2. กระบวนการขับออกทางไต
- เมื่อร่างกายได้รับวิตามินบี2 เกินกว่าความต้องการ ไตจะทำหน้าที่ขับออกทางปัสสาวะ
- การมี Riboflavin ในปัสสาวะในปริมาณมากจึงเปลี่ยนสีของปัสสาวะเป็นเหลืองเข้มกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นกลไกปกติของร่างกาย
---
## 3. ความปลอดภัยในการรับประทาน
- การที่ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มขึ้นถือเป็นภาวะปกติและไม่มีอันตราย หากไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วม เช่น ปวดแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น หรือเป็นเลือด
- ควรรับประทานวิตามินบีรวมตามปริมาณที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นร่วมด้วย
---
## 4. แนวทางการดูแลตนเอง
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อช่วยให้ระบบไตทำงานได้ดี และลดการตกค้างของสารต่าง ๆ ในร่างกาย
- เลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย: เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ นม ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว ผักใบเขียว จะช่วยให้ได้รับวิตามินบีในปริมาณที่เหมาะสมโดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมมากเกินไป
- หากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ของปัสสาวะ: เช่น กลิ่นผิดปกติ ปัสสาวะขุ่น หรือปวดหน่วงในท้องน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
---
### สรุป
การที่ปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มหลังรับประทานวิตามินบีรวม เกิดจาก **วิตามินบี2 (Riboflavin)** ส่วนที่ร่างกายไม่ได้นำไปใช้ ถูกขับออกมาทางไต จนทำให้เห็นเป็นสีเหลืองเข้ม ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกาย และไม่เป็นอันตราย เว้นแต่มีอาการหรือความผิดปกติอื่นร่วมด้วย จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมครับ
---
> **เอกสารอ้างอิงทางการแพทย์เพิ่มเติม:**
> 1. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. (2021). *Riboflavin - Fact Sheet for Consumers.*
> 2. Institute of Medicine (US) Panel on Micronutrients. (1998). *Riboflavin.* In *Dietary Reference Intakes*. National Academies Press.
> 3. Combs, G. F. (2012). *The Vitamins: Fundamental Aspects in Nutrition and Health* (4th ed.). Academic Press.
โฆษณา