#36 TOB - บทที่ 1️⃣1️⃣ Who was Christ❓ (3) : พระเยซู และ พระคริสต์ ไม่ใช่คนๆเดียวกัน❗

▪️ผู้แปล : คุณ♾️อุดม (แอดมิน)
‘As you know, an Astral body being reincarnated as a baby, passes through ‘The River of Oblivion’ and his earlier material knowledge is effaced. Therefore, the child born in Bethlehem would not have been able to perform ‘miracles’ even if he lived to 100 years of age. However, he was a superior being, like Moses.
This is proven, by the way he astonished temple doctors at the age of twelve. Like the very young people now on Earth, who are called geniuses because they seem to have a calculation in their heads, Jesus was a human being inhabited by a highly evolved Astral body. And yet, even if he had studied in the very advanced schools on Earth, amongst the Nagas, for example, he never could have acquired the knowledge to revive the dead or cure the sick.
“อย่างที่คุณรู้ เมื่อร่างแอสทรัล (กายทิพย์) กลับมาเกิดเป็นทารก มันจะผ่าน ‘แม่น้ำแห่งการหลงลืม’ และความรู้ทางวัตถุก่อนหน้านี้จะถูกลบไป ดังนั้น เด็กที่เกิดในเบธเลเฮมจะไม่สามารถทำ ‘ปาฏิหาริย์’ ได้แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปีก็ตาม อย่างไรก็ตาม เขาเป็นผู้ประเสริฐ เหมือนโมเสส
สิ่งนี้พิสูจน์ได้จากวิธีที่เขาทำให้อาจารย์ในวิหารประหลาดใจตั้งแต่อายุสิบสองปี เหมือนกับเยาวชนบนโลกในปัจจุบันที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะ เพราะดูเหมือนพวกเขามีการคำนวณอยู่ในหัว เยซูเป็นมนุษย์ที่มีร่างแอสทรัล (กายทิพย์) ที่มีวิวัฒนาการสูง แต่กระนั้น แม้ว่าเขาจะได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่ก้าวหน้ามากบนโลก เช่น ในหมู่ชาวนาคา #เขาก็ไม่มีทางได้รับความรู้ที่จะสามารถชุบชีวิตคนตายหรือรักษาคนป่วยได้
‘I know that, on Earth, there are people who believe that, from the age of twelve, until his return to Judea, Jesus studied in the monasteries of India and Tibet. This is how they try to explain the gap that exists in the Bible, when Jesus simply disappeared from Bethlehem.
“ฉันรู้ว่าบนโลก มีคนที่เชื่อว่าตั้งแต่อายุสิบสองปีจนกระทั่งกลับมายังยูเดีย เยซูได้ศึกษาในวัดในอินเดียและทิเบต นี่คือวิธีที่พวกเขาพยายามอธิบายช่วงว่างที่มีอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล เมื่อเยซูหายไปจากเบธเลเฮมอย่างเงียบเชียบ
‘He left his parents’ home at the age of fourteen, accompanied by his twelve-year-old brother Ouriki. He travelled to Burma, India, China and Japan. His brother accompanied Jesus everywhere, until Ouriki was accidentally killed in China. Jesus took a lock of Ouriki’s hair with him, for he loved him very much.
“เขาออกจากบ้านของพ่อแม่เมื่ออายุสิบสี่ปี พร้อมกับน้องชายอูริกิอายุสิบสองปี เขาเดินทางไปพม่า อินเดีย จีน และญี่ปุ่น น้องชายของเขาติดตามเขาไปทุกที่ จนกระทั่งอูริกิเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในจีน เยซูเก็บเอาผมของอูริกิไปด้วย เพราะเยซูรักเขามาก
‘Jesus was fifty years of age when he arrived in Japan, where he married and had three daughters. Finally, he died in the Japanese village of Shingo, where he had lived for forty-five years. He was buried in Shingo, which is on the main island of Japan - Honshu, and beside his tomb is another, containing the little box holding Ouriki’s lock of hair.
“#เยซูมีอายุห้าสิบปีเมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่น_ที่ซึ่งเขาได้แต่งงานและมีธิดาสามคน ในที่สุด #เขาก็สิ้นใจในหมู่บ้านชินโกะของญี่ปุ่น_ที่ซึ่งเขาอาศัยอยู่เป็นเวลาสี่สิบห้าปี เขาถูกฝังที่ชินโกะ ซึ่งอยู่บนเกาะหลักของญี่ปุ่น - ฮอนชู และข้างๆสุสานของเขายังมีอีกสุสานหนึ่ง ซึ่งบรรจุกล่องเล็กๆที่เก็บผมของอูริกิ
‘Those of your fellow men who like evidence can go to Shingo, formerly known as Herai, in the district of Aomori.1
“เพื่อนมนุษย์ของคุณที่ชอบหลักฐานสามารถไปที่ชินโกะ ซึ่งแต่ก่อนรู้จักในชื่อเฮไร ในเขตอาโอโมริ1
(1 Explanation of the fascinating Aomori evidence is quite long and has been published online at http://www.thiaoouba.com/tomb.htm —Editor’s note)
(1 คำอธิบายเกี่ยวกับหลักฐานที่น่าสนใจของอาโอโมริค่อนข้างยาวและได้ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ที่ http://www.thiaoouba.com/tomb.htm —หมายเหตุบรรณาธิการ)
‘But, let’s go back to our precise mission in this regard... The only messenger we could send to Earth had to be one of us. The ‘Christ’ who died on the cross in Jerusalem, was called Aarioc. He was brought, by us, to the desert of Judea, having volunteered to change his physical body.
Thus, he abandoned his hermaphrodite body, which had lived some considerable time on Thiaoouba, and took on the body of Christ, created for him by our Thaori. By so doing, he maintained totally, the knowledge he possessed on Thiaoouba.’
“กลับมาที่ภารกิจที่แน่ชัดของเราในเรื่องนี้... #ผู้ส่งสารคนเดียวที่เราสามารถส่งไปยังโลกต้องเป็นหนึ่งในพวกเรา #พระคริสต์_ที่สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนในเยรูซาเล็มมีนามว่า_อาริอ็อก #เราพาท่านมาที่ทะเลทรายแห่งยูเดีย_หลังจากที่ท่านอาสาที่จะเปลี่ยนร่างทางกายภาพ
ดังนั้น #ท่านจึงละทิ้งร่างที่มีทั้งสองเพศ_ซึ่งมีชีวิตอยู่บนเทียร์อูบาห์มาเป็นเวลานานพอสมควร #และรับเอาร่างของพระคริสต์_ที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นสำหรับท่านโดยเหล่าเธาว์รีย์ของเรา โดยการทำเช่นนี้ #ท่านจึงสามารถรักษาความรู้ทั้งหมดที่ท่านมีบนเทียร์อูบาห์เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์”
‘Why couldn’t he have remained in his body and simply reduced it in size, as Latoli and Biastra did, in front of me❓ Couldn’t he have stayed long enough in a ‘shrunken’ body❓’
“ทำไมท่านไม่สามารถคงอยู่ในร่างของท่านและเพียงแค่ลดขนาดลง เหมือนที่ลาโตลีและเบียสตราทำต่อหน้าผมล่ะ❓ เพราะท่านไม่สามารถคงอยู่ในร่างที่ ‘หดตัว’ ได้นานขนาดนั้นหรือเปล่า❓”
‘There was another problem, Michel, he had to resemble a human being from Earth in all respects, and, since we are hermaphrodites, we couldn’t risk the Hebrews noticing that this messenger from God was half female.
“มีปัญหาอื่นด้วย มิเชล ท่านต้องมีลักษณะเหมือนมนุษย์โลกในทุกด้าน และเนื่องจากเราเป็นคนที่มีสองเพศ เราไม่สามารถเสี่ยงให้ชาวฮีบรูสังเกตเห็นว่าผู้ส่งสารจากพระเจ้านี้เป็นหญิงครึ่งหนึ่ง
‘We can regenerate a body at will, which is why you have seen so few children on Thiaoouba. We can also create a body, as I have just explained, and we can reduce it in size. Don’t look at me like that, Michel. I realise that it is difficult for you to assimilate all this and to believe what I tell you, but we have already revealed enough for you to know that we are capable of mastering most natural phenomena.
“เราสามารถสร้างร่างกายขึ้นใหม่ได้ตามต้องการ นั่นเป็นเหตุผลที่คุณเห็นเด็กน้อยมากบนเทียร์อูบาห์ เราสามารถสร้างร่างกายได้ ตามที่ฉันเพิ่งอธิบายไป และเราสามารถลดขนาดมันลงได้ อย่ามองฉันแบบนั้น มิเชล ฉันเข้าใจว่ามันยากสำหรับคุณที่จะซึมซับทั้งหมดนี้และเชื่อในสิ่งที่ฉันบอก แต่เราได้เปิดเผยมากพอแล้วเพื่อให้คุณรู้ว่าเราสามารถควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติส่วนใหญ่ได้
‘Jesus, who came from Thiaoouba, was taken by us into the desert, and you know what followed. He knew that he would come up against numerous difficulties and that he was going to be crucified. He knew all, for he had ‘previewed’ his life with us, but he had done so as an Astral body in a physical body.
“#เยซูที่มาจากเทียร์อูบาห์ถูกพาเข้าไปในทะเลทรายโดยพวกเรา และคุณรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น #เขารู้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายและจะถูกตรึงกางเขน_เขารู้ทุกอย่าง เพราะได้ ‘เห็นล่วงหน้า’ ถึงชีวิตของเขาพร้อมกันกับพวกเรา แต่เขาเห็นเช่นนั้นได้ด้วยร่างแอสทรัล (กายทิพย์) ที่อยู่ในร่างทางกายภาพ
‘He remembered, just as you will remember and will always remember your journey to Mu and the glimpses of your previous lives.
“เขาจำได้ เหมือนกับที่คุณจะจำได้และจะจำการเดินทางไปยังมูและภาพสะท้อนของชีวิตก่อน ๆ ของคุณได้เสมอ
‘The visions, I repeat, seen by Astral bodies in physical bodies are not erased in the way that visions seen by Astral bodies with the Higher-selves are. Thus, he knew all and knew exactly what to do. Of course, he had the power to resuscitate the dead, cure the blind and the deaf, and, when he was crucified and dead, we were there to take him away and revive him.
We rolled the stone from the tomb, quickly took him to our spacecraft which was positioned nearby and, there, revived him. At the right moment, he appeared again, thereby providing his immortality, showing that there was, indeed, life after death, and regenerating hope among the people by persuading them that they did belong to the Creator and that each of us possesses a spark of His divinity.’
“ฉันขอย้ำว่า ภาพที่เห็นโดยร่างแอสทรัล (กายทิพย์) ในร่างทางกายภาพจะไม่ถูกลบ เหมือนกับภาพที่เห็นโดยร่างแอสทรัล (กายทิพย์) ที่อยู่กับตัวตนที่สูงส่งกว่า ดังนั้น เขาจึงรู้ทุกอย่างและรู้แน่ชัดว่าต้องทำอะไร แน่นอน เขามีพลังที่จะชุบชีวิตคนตาย รักษาคนตาบอดและคนหูหนวก และเมื่อเขาถูกตรึงกางเขนและสิ้นพระชนม์ #เราก็อยู่ที่นั่นเพื่อนำเขาจากไปและฟื้นคืนชีพให้เขา
เรากลิ้งหินออกจากอุโมงค์ รีบนำเขาไปยังยานอวกาศของเราที่จอดอยู่ใกล้ๆ และที่นั่น เราฟื้นคืนชีพให้เขา ในเวลาที่เหมาะสม เขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง #ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงความเป็นอมตะของเขา_เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีชีวิตหลังความตายอยู่จริงๆ และได้สร้างความหวังใหม่ในหมู่ผู้คนโดยโน้มน้าวพวกเขาว่า #พวกเขาเป็นของพระผู้สร้างและแต่ละคนก็มีประกายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์สถิตอยู่ในตน”
‘So, all his miracles were performed in order to prove that what he preached was true?’
“ดังนั้น ปาฏิหาริย์ทั้งหมดของพระองค์ถูกกระทำเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่พระองค์เทศนานั้นเป็นความจริง❓”
‘Yes, because the Hebrews and the Romans would never have believed him if he hadn’t proven himself. There was a very good example of the strength of scepticism among people on Earth regarding the Shroud of Turin. Although millions believe in the coming of Jesus and practise, more or less, Christian religions, they were anxious to hear the results of research by experts, into whether or not the Shroud covered Christ after his ‘death’. You now know the answer to this.
However, people seek proof and more proof, and still more proof, for doubt still exists in their minds. Buddha, an Earthling, who acquired his understanding through his own study, did not say, as your fellow men do: ‘I believe’, but rather, ‘I know’. Faith is never perfect but knowledge is.
“ถูกแล้ว #เพราะชาวฮีบรูและชาวโรมันจะไม่มีวันเชื่อเขาถ้าเขาไม่พิสูจน์ตัวเอง มีตัวอย่างที่ดีมากของความแข็งแกร่งแห่งความสงสัยในหมู่ผู้คนบนโลกเกี่ยวกับผ้าห่อพระศพแห่งตูริน แม้ว่าคนนับล้านจะเชื่อในการเสด็จมาของพระเยซูและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาคริสต์มากบ้างน้อยบ้าง พวกเขาก็กระวนกระวายที่จะได้ยินผลการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญว่าผ้านั้นได้ห่อพระคริสต์หลังจาก ‘สิ้นพระชนม์’ หรือไม่ ตอนนี้คุณก็รู้คำตอบแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้คนยังคงแสวงหาหลักฐานและหลักฐานเพิ่มเติม และยังต้องการหลักฐานที่มากขึ้นไปอีก เพราะความสงสัยยังคงมีอยู่ในจิตใจของพวกเขา #พระพุทธเจ้า_ชาวโลกผู้ซึ่งได้รับความเข้าใจผ่านการศึกษาด้วยตนเอง ไม่ได้พูดเหมือนเพื่อนมนุษย์ของคุณว่า ‘ฉันเชื่อ’ แต่กลับพูดว่า ‘ฉันรู้’ #ศรัทธาไม่มีวันสมบูรณ์แบบ_แต่ความรู้นั้นมีวันที่จะเข้าถึงความสมบูรณ์
‘When you return to Earth and tell your story, the first thing you will be asked is for evidence. If we were to give you, for example, a piece of metal which doesn’t exist on Earth, there would always be one, among the experts who analyse it, who would insist that you prove the metal was not created by a clever alchemist of your acquaintance - or some such thing.’
“เมื่อคุณกลับไปยังโลก และเล่าเรื่องราวของคุณ สิ่งแรกที่คุณจะถูกถามคือหลักฐาน ถ้าเราให้คุณ ตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนโลหะที่ไม่มีอยู่บนโลก จะต้องมีคนหนึ่งในบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์มัน ที่จะยืนกรานให้คุณพิสูจน์ว่าโลหะนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยนักเล่นแร่แปรธาตุที่เก่งที่คุณรู้จัก - หรืออะไรก็ตามไปในทางนั้น”
‘Will you give me something as proof❓’
“คุณจะให้อะไรผมไว้เป็นหลักฐานไหม❓”
‘Michel, don’t disappoint me. You will have no material proof, for precisely the reasons I have just outlined - there would be no point.
“มิเชล อย่าทำให้ฉันผิดหวัง คุณจะไม่ได้หลักฐานทางวัตถุ ด้วยเหตุผลที่ฉันเพิ่งอธิบายไป - มันไม่มีประโยชน์
‘Faith is nothing in comparison with knowledge. Buddha ‘knew’ and when you return to Earth, you too, will be able to say ‘I know’.
“#ศรัทธาไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับความรู้ พระพุทธเจ้า ‘รู้’ และเมื่อคุณกลับไปยังโลก คุณก็จะสามารถพูดได้เช่นกันว่า ‘ผมรู้’
‘There is a well-known story of doubting Thomas who wanted to touch Christ’s wounds, for, seeing them with his own eyes did not convince him enough; and yet, when he touched them, he was still doubtful. He suspected some kind of magic trick.
You know nothing of Nature on your planet, Michel, and, as soon as something occurs which is a little beyond your understanding, everyone claims it is magic. Levitation = magic; invisibility = magic - and yet we are only applying natural laws. Rather, you should say, levitation = knowledge and invisibility = knowledge.
“มีเรื่องเล่าที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับโธมัสผู้สงสัย ที่ต้องการสัมผัสบาดแผลของพระคริสต์ เพราะการเห็นกับตาตัวเองยังไม่ทำให้เขาเชื่อเพียงพอ และแม้เมื่อเขาได้สัมผัส เขาก็ยังคงสงสัย เขาสงสัยว่าเป็นกล
คุณไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับธรรมชาติบนดาวเคราะห์ของคุณ มิเชล และทันทีที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของพวกคุณเพียงเล็กน้อย ทุกคนก็อ้างว่ามันเป็นเวทมนตร์ การลอยตัว = เวทมนตร์; การล่องหน = เวทมนตร์ - แต่ทว่าเราเพียงแค่ประยุกต์ใช้กฎของธรรมชาติเท่านั้นเอง ดังนั้น คุณจึงควรจะพูดว่า การลอยตัว = ความรู้ และการล่องหน = ความรู้
‘So, Christ was sent to Earth to preach love and spirituality. He had to contend with people who were not highly evolved, speaking to them in parables. When he tipped over the merchants’ tables at the temple, angry for the first and only time, he was making a statement against money.
“ดังนั้น #พระคริสต์ถูกส่งมายังโลกเพื่อเทศนาเรื่องความรักและจิตวิญญาณ #พระองค์ต้องเผชิญกับผู้คนที่ไม่ได้มีพัฒนาการสูงทางด้านจิตวิญญาณ พูดกับพวกเขาด้วยการใช้อุปมา เมื่อพระองค์คว่ำโต๊ะพ่อค้าในวิหาร เป็นการโกรธเป็นครั้งแรกและเพียงครั้งเดียว เพราะพระองค์กำลังแสดงจุดยืนในการต่อต้านเงินทอง
‘His mission was to impart a message of love and goodness - ‘love one another’ and also to enlighten the people in regard to the reincarnation of astral bodies and immortality. This was all distorted by priests in the time that followed and numerous disagreements led to the rise of the many sects which claim to follow the teachings of Christ.
“#ภารกิจของพระองค์คือการถ่ายทอดสาสน์แห่งความรักและความดีงาม - ‘จงรักซึ่งกันและกัน’ #และยังให้ความกระจ่างแก่ผู้คนเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดของร่างแอสทรัล_และความเป็นอมตะ #ทั้งหมดนี้ถูกบิดเบือนโดยนักบวชในเวลาต่อมา และความไม่ลงรอยมากมายที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของนิกายต่างๆที่อ้างว่าปฏิบัติตามคำสอนของพระคริสต์
‘Christians, throughout the centuries, have even killed in the name of God. The Inquisition was a good example, and the Spanish Catholics in Mexico behaved worse than the most savage tribes, all in the name of God and Christ.
“ตลอดหลายศตวรรษ คริสเตียนถึงกับฆ่าในนามของพระเจ้า การไต่สวนศรัทธาเป็นตัวอย่างที่ดี และชาวคาทอลิกสเปนในเม็กซิโกก็ประพฤติตัวแย่กว่าชนเผ่าที่ป่าเถื่อนที่สุด ทั้งหมดในนามของพระเจ้าและพระคริสต์
‘Religions are a veritable curse on your planet - as I have said, and as I have proved. As for the new sects that are springing up and flourishing all over the world, they are based on control by brainwashing. It is terrifying to see young people, healthy in body and spirit, throw themselves at the feet of charlatans claiming to be Gurus and great masters, when the latter are masters of only two things - talking and collecting fabulous sums of money.
This, of course, gives them power and enormous pride to see themselves dominating entire crowds of people who submit to them, body and soul. Not long ago, there was even one leader who asked his followers to commit suicide, and they obeyed. Since on Earth they love ‘proof’, there is an excellent one to give them: Universal Law forbids suicide - if this ‘master’ had been genuine, he would have known this. In demanding this sacrifice from them, he presented the greatest proof of his ignorance.
“#ศาสนาเป็นคำสาปที่แท้จริงบนดาวเคราะห์ของคุณ - อย่างที่ฉันได้พูดและพิสูจน์แล้ว ส่วนนิกายใหม่ๆที่กำลังผุดขึ้นและเฟื่องฟูไปทั่วโลก พวกเขาตั้งอยู่บนการควบคุมด้วยการล้างสมอง มันน่าสะพรึงกลัวที่เห็นคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพกายและจิตใจดี โยนตัวเองไปแทบเท้าของพวกต้มตุ๋นที่อ้างว่าเป็นคุรุและอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ในเมื่อพวกหลังนี้เป็นอาจารย์ในสองสิ่งเท่านั้น - การพูดและการรวบรวมเงินมหาศาล
แน่นอน สิ่งนี้ให้อำนาจและความภาคภูมิใจอย่างมหาศาลแก่พวกเขาที่เห็นตัวเองครอบงำฝูงชนทั้งหมดที่ยอมจำนนต่อพวกเขาทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ไม่นานมานี้ ยังมีผู้นำคนหนึ่งที่ขอให้ผู้ติดตามของเขาฆ่าตัวตาย และพวกเขาก็เชื่อฟัง เนื่องจากบนโลกพวกเขารักคำว่า ‘หลักฐาน’ นี่คือหลักฐานอันยอดเยี่ยมที่จะให้พวกเขา : #กฎสากลห้ามการฆ่าตัวตาย - ถ้า ‘อาจารย์’ คนนี้เป็นของจริง เขาจะต้องรู้เรื่องนี้ ในการเรียกร้องการเสียสละเช่นนี้จากผู้ติดตามของเขา เขาได้แสดงหลักฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถึงความโง่เขลาของเขาเอง
‘Sects and religions are a curse on Earth and when you see that the Pope sets aside millions of francs or dollars for his travel, when he could make do with much less, and use what money is available to help countries suffering from famine, you can not persuade me that it is the word of Christ which directs such actions.
“#นิกายและศาสนาเป็นคำสาปบนโลก และเมื่อคุณเห็นว่าพระสันตะปาปากันเงินหลาย ล้านฟรังก์หรือดอลลาร์ไว้สำหรับการเดินทาง ในเมื่อเขาสามารถใช้เงินน้อยกว่านั้นได้ และใช้เงินที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือประเทศที่กำลังประสบภาวะอดอยาก คุณไม่สามารถโน้มน้าวฉันได้ว่านี่คือพระวจนะของพระคริสต์ที่สั่งการกระทำเช่นนี้
‘There is a passage in your Bible that says: ‘It is easier for a camel to pass through the eye of a needle than for a rich man to enter Paradise.’
“มีข้อความในคัมภีร์ไบเบิลของคุณที่กล่าวว่า ‘อูฐลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนรวยเข้าสู่สวรรค์’
‘The Vatican is certainly the wealthiest church on your planet, and yet the priests have made vows of poverty. They have no fear of being damned, (yet they believe in damnation), because they say it is the Church which is rich, not them.
This is really just a play on words since they make up the Church. It’s like the son of a multi-billionaire claiming that he is not rich - only his father is.
“วาติกันเป็นโบสถ์ที่ร่ำรวยที่สุดบนดาวเคราะห์ของคุณอย่างแน่นอน แต่กระนั้นบาทหลวงก็ได้ให้คำสาบานแห่งความยากจน พวกเขาไม่กลัวการถูกสาปแช่ง (แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในการสาปแช่ง) เพราะพวกเขาบอกว่าศาสนจักรเป็นผู้ร่ำรวย ไม่ใช่พวกเขา นี่เป็นเพียงการเล่นคำ เนื่องจากพวกเขาประกอบขึ้นเป็นศาสนจักร มันเหมือนกับลูกชายของเศรษฐีพันล้านที่อ้างว่าเขาไม่รวย - มีแต่พ่อของเขาที่รวย
‘The Church has not distorted the passage in the Bible relating to wealth. They have used it to their advantage, for isn’t it preferable that the rich grow poorer at the profit of the Church❓
“ศาสนจักรไม่ได้บิดเบือนข้อความในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับความร่ำรวย พวกเขาใช้มันเพื่อประโยชน์ของตนเอง เพราะไม่ใช่หรอกหรือว่าการที่คนรวยจนลงเพื่อผลประโยชน์ของศาสนจักรนั้นดีกว่า❓
‘The young generations on Earth are in the process of self-examination. They have come to a turning point - events have led them to it and I know that they feel alone, more than any younger generation has before them. It isn’t by joining sects or religious groups that they are going to be free of their solitude.
“คนรุ่นใหม่บนโลกกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาตนเอง พวกเขามาถึงจุดเปลี่ยน - เหตุการณ์ต่างๆนำพวกเขามาถึงจุดนี้ และฉันรู้ว่าพวกเขารู้สึกโดดเดี่ยว มากกว่าคนรุ่นเยาว์รุ่นไหนๆก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ด้วยการเข้าร่วมนิกายหรือกลุ่มศาสนาที่พวกเขาจะเป็นอิสระจากความโดดเดี่ยวเช่นนี้ได้
‘First if you want to ‘elevate’ yourself, you must meditate and then concentrate, which is different, although often the two are confused. You do not need to go to a special place, for the greatest and most beautiful temple of man is inside himself.
There, he can enter into communication with his Higher-self, by concentration; asking his higher-self to help him surmount his Earthly, material difficulties. But certain people need to communicate with other human beings, like themselves, and they can meet together for this purpose. Those of them who are more experienced, will be able to give advice, but no one should ever adopt a position as master.
“ประการแรก ถ้าคุณต้องการ ‘ยกระดับ’ ตัวเอง คุณต้องทำสมาธิและจากนั้นก็มีสมาธิจดจ่อ (สำรวมความคิด) ซึ่งแตกต่างกัน แม้ว่าบ่อยครั้งทั้งสองอย่างจะถูกทำให้สับสน คุณไม่จำเป็นต้องไปยังสถานที่พิเศษ เพราะวิหารที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดของมนุษย์อยู่ภายในตัวเขาเอง
ที่นั่น เขาสามารถเข้าสู่การสื่อสารกับตัวตนที่สูงส่งกว่าของเขาได้ #ด้วยการมีสมาธิจดจ่อ_ขอให้ตัวตนที่สูงส่งกว่าช่วยเขาให้ก้าวข้ามความยากลำบากในทางโลกและในด้านวัตถุ แต่คนบางคนก็จำเป็นต้องสื่อสารกับมนุษย์คนอื่นที่เป็นเหมือนตัวเอง และพวกเขาสามารถพบปะกันเพื่อจุดประสงค์นี้ คนที่มีประสบการณ์มากกว่าจะสามารถให้คำแนะนำได้ #แต่ไม่ควรมีใครวางตัวเป็นอาจารย์
‘The Master came 2000 years ago - or, rather, I should say ‘one of the masters’, but men crucified him. However, for approximately 300 of your years, the message he brought with him was followed. After that, it was distorted and now, on Earth, you have returned to a point that is worse than that of 2 000 years ago.
“อาจารย์มาแล้วเมื่อ 2000 ปีก่อน - หรือฉันควรจะพูดว่า ‘หนึ่งในบรรดาอาจารย์’ แต่มนุษย์ได้ตรึงพระองค์บนไม้กางเขน อย่างไรก็ตาม เป็นเวลาประมาณ 300 ปีของคุณ สาสน์ที่พระองค์นำมาได้รับการปฏิบัติตาม หลังจากนั้น มันได้ถูกบิดเบือน และตอนนี้ บนโลก #คุณได้กลับไปสู่จุดที่แย่กว่าเมื่อ_2000_ปีก่อน
‘The young generation of whom I have just spoken, are rising up on your planet and realising, little by little, the truth of many of the things I have been talking about. But they must learn to look inside themselves for their answers. They should not wait for help to come to them from elsewhere, or they will be disappointed.’
“คนรุ่นใหม่ที่ฉันเพิ่งพูดถึง กำลังลุกขึ้นบนดาวเคราะห์ของคุณและค่อยๆตระหนักถึงความจริงของหลายสิ่งที่ฉันได้พูดถึง แต่พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะมองหาคำตอบภายในตัวเอง #พวกเขาไม่ควรรอคอยความช่วยเหลือจากที่อื่น_มิฉะนั้นพวกเขาจะต้องผิดหวัง”
➖➖➖(((จบบทที่ 1️⃣1️⃣)))➖➖➖

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา