#35 TOB - บทที่ 1️⃣1️⃣ Who was Christ❓ (2) : แผนการช่วยเหลือมนุษย์โลกครั้งใหญ่—การถือกำนิดของพระเยซู

▪️ผู้แปล : คุณ♾️อุดม (แอดมิน)
‘We observed that these people, following Solomon’s death, were heading towards anarchy and allowing themselves to be influenced by evil priests. Alexander the Great invaded Egypt but, in the end, did nothing constructive for the world. The Romans succeeded him, building an immense empire that was oriented more towards materialism than spirituality.
“เราสังเกตเห็นว่าผู้คนเหล่านี้ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของโซโลมอน กำลังมุ่งหน้าสู่ความไร้ระเบียบและยอมให้ตนเองถูกครอบงำโดยนักบวชชั่วร้าย (อีกแล้ว) อเล็กซานเดอร์มหาราชบุกอียิปต์ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้สร้างสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อโลก ชาวโรมันสืบทอดต่อจากพระองค์ สร้างจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ที่มุ่งเน้นไปที่วัตถุนิยมมากกว่าจิตวิญญาณ
‘The great peoples, such as the Romans, were technologically advanced for their time - relatively speaking, of course. But they brought with them a smattering of gods and beliefs - just enough to cause spiritual confusion, and, certainly, not enough to lead the people to Universal Truth.
“มหาชนเหล่านั้น เช่นชาวโรมัน มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำหรับยุคสมัยของพวกเขา - แน่นอนว่าพูดในเชิงเปรียบเทียบนะ แต่พวกเขานำพาเหล่าเทพเจ้าและความเชื่อมาเพียงผิวเผิน - มากพอที่จะก่อให้เกิดความสับสนทางจิตวิญญาณ และแน่นอน ไม่เพียงพอที่จะนำผู้คนไปสู่สัจธรรมสากล
‘This time, we decided to give a ‘big hand’. Rather than give it in a spiritually sterile land like Rome, we did it in Israel, thinking that the Hebrews were very intelligent, having ancestors who were spiritually highly advanced. We considered them adequate to propagate universal Truth.
“ในคราวนี้ เราตัดสินใจที่จะ ‘#ให้ความช่วยเหลือครั้งใหญ่’ #แทนที่จะให้ความช่วยเหลือในดินแดนที่แห้งแล้งทางจิตวิญญาณอย่างโรม_เราทำในอิสราเอล #โดยคิดว่าชาวฮีบรูนั้นฉลาดมาก_มีบรรพบุรุษที่มีความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณสูง #เราพิจารณาว่าพวกเขาเหมาะสมที่จะเผยแพร่สัจธรรมสากล
‘The Hebrew people were unanimously elected by the great Thaori. On Earth, they were referred to as the ‘Chosen People’ and the name could not be more appropriate - they were indeed ‘chosen’.
“#ชนชาติฮีบรูได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์โดยเหล่าเธารีย์ผู้ยิ่งใหญ่ บนโลก พวกเขาถูกเรียกว่า ‘ประชากรที่ถูกเลือก’ และชื่อนี้ก็เหมาะสมที่สุด - เพราะพวกเขาถูกเลือกจริงๆ
‘Our plan was to capture public imagination by sending a messenger of peace. The story of the birth of Jesus, as you know it, with the Virgin Mary as mother, is quite true. The appearance of an angel at the Annunciation is correct in every detail. We sent a spaceship and one of us appeared before the virgin, who was indeed a virgin, telling her she was going to become pregnant. The embryo was implanted in her while she was under hypnosis.
“แผนของเราคือการจับความสนใจของสาธารณชนด้วยการส่งผู้นำสารแห่งสันติภาพ #เรื่องราวการประสูติของพระเยซู ตามที่คุณรู้ #โดยมีพระนางมารีย์พรหมจารีเป็นมารดานั้น_เป็นความจริงทุกประการ #การปรากฏตัวของทูตสวรรค์ในการแจ้งข่าว_ถูกต้องในทุกรายละเอียด #เราส่งยานอวกาศและหนึ่งในพวกเราปรากฏตัวต่อหน้าหญิงพรหมจรรย์_ผู้ซึ่งเป็นพรหมจารีจริงๆ #บอกเธอว่าเธอจะตั้งครรภ์_ตัวอ่อนถูกฝังลงในตัวเธอขณะที่เธออยู่ในภาวะสะกดจิต
‘I see, Michel, you are having enormous difficulty believing what I have been saying. Never forget that we have THE knowledge - you have not seen one-tenth of what we can do. Attend carefully and I will give you a few examples to help you understand what I’m going to tell you.’
“ฉันเห็นนะ มิเชล คุณกำลังมีความยากลำบากอย่างมากในการเชื่อสิ่งที่ฉันพูด อย่าลืมว่าเรามีความรู้ - คุณยังไม่ได้เห็นแม้แต่หนึ่งในสิบของสิ่งที่เราทำได้ ตั้งใจฟังให้ดี และฉันจะยกตัวอย่างให้คุณดูสองสามอย่างเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังจะบอกคุณ”
Thao stopped talking and appeared to be concentrating. As I watched, her face became a blur and, instinctively, I rubbed my eyes. Of course, this did not help and, in fact, she became progressively transparent until I could see right through her. Finally, she was no longer there - she had completely disappeared.
เธาว์หยุดพูดและดูเหมือนกำลังจดจ่อ ขณะที่ข้าพเจ้าจ้องมอง ใบหน้าของเธอเริ่มพร่ามัว และโดยสัญชาตญาณ ข้าพเจ้าขยี้ตา แน่นอนว่าไม่ได้ช่วยอะไร และจริงๆแล้ว เธอค่อยๆโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ จนข้าพเจ้ามองทะลุผ่านเธอได้ ในที่สุด เธอก็ไม่อยู่ที่นั่นอีก - เธอหายไปอย่างสมบูรณ์
‘Thao,’ I called, slightly concerned, ‘where are you❓’
“เธาว์” ข้าพเจ้าเรียก ด้วยความกังวลเล็กน้อย “คุณอยู่ที่ไหน❓”
‘Here, Michel.’
“ตรงนี้ มิเชล”
I jumped, for the voice came as a whisper, quite close to my ear. ‘But you are completely invisible❗’
ข้าพเจ้าสะดุ้ง เพราะเสียงมาเป็นเสียงกระซิบ ใกล้หูข้าพเจ้ามาก “แต่ผมมองไม่เห็นตัวคุณเลย❗”
‘Now, yes - but you are going to see me again. Look❗’
“ตอนนี้ใช่ - แต่คุณกำลังจะเห็นฉันอีกครั้ง ดูสิ❗”
‘My goodness, what has happened to you❓’
“พระเจ้าช่วย เกิดอะไรขึ้นกับคุณกันเนี่ย❓”
Several feet in front of me, I saw the silhouette of Thao, completely golden yet radiant, as though inside her there burned a fire, its flames brief but intense. As for her face, it was recognisable but her eyes seemed to send forth little rays each time she spoke.
หลายฟุตตรงหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นเงาร่างของเธาว์ เป็นสีทองทั้งตัวแต่เปล่งรัศมี ราวกับว่าภายในตัวเธอมีไฟลุกไหม้อยู่ เปลวไฟสั้นแต่เข้มข้น ส่วนใบหน้าของเธอ ยังพอจำได้ แต่ดวงตาของเธอดูเหมือนจะส่งรังสีเล็กๆออกมาทุกครั้งที่เธอพูด
She began to rise a few feet above the ground, without having moved a muscle of her ‘body’; then she started to circle the room, so fast I had trouble keeping my eyes on her.
เธอเริ่มลอยขึ้นสูงจากพื้นสองสามฟุต โดยไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อส่วนใดของ ‘ร่างกาย’ เลย จากนั้นเธอก็เริ่มบินวนรอบห้อง เร็วจนข้าพเจ้าต้องพยายามจ้องมองตาม
She stopped, eventually, above her seat and sat her ghostly form down. It was as though she were made of a shining mist - she was still recognisable as Thao and yet, quite transparent. The next instant she was gone. I looked around, but she had completely vanished.
ในที่สุดเธอก็หยุด เหนือที่นั่งของเธอและนั่งลงด้วยร่างที่ดูเหมือนภูตผี ราวกับว่าเธอทำมาจากหมอกที่เปล่งประกาย - ยังคงจำได้ว่าเป็นเธาว์ แต่โปร่งใสมาก ชั่วขณะถัดมาเธอก็หายไป ข้าพเจ้ามองไปรอบๆ แต่เธอหายไปอย่างสมบูรณ์
‘Look no further, Michel, I am back.’ Indeed, there she was, in flesh and bone again, sitting on her seat.
“ไม่ต้องมองหาแล้ว มิเชล ฉันกลับมาแล้ว” จริงๆ ด้วย เธออยู่ที่นั่น กลับมาเป็นเนื้อเป็นตัวอีกครั้ง นั่งอยู่บนที่นั่งของเธอ
‘How do you do that❓’
“คุณทำแบบนั้นได้ยังไง❓”
‘As I was just explaining to you, we have THE knowledge. We can revive the dead; cure the deaf and the blind; make people walk who are paralysed; we can cure any malady you care to name. We are masters, not of Nature, but in Nature, and we can do the thing most difficult of all - we can generate life spontaneously.
“อย่างที่ฉันกำลังอธิบายให้คุณฟัง พวกเรามีความรู้ เราสามารถฟื้นคืนชีพให้คนตาย รักษาคนหูหนวกและตาบอด ทำให้คนอัมพาตเดินได้ เราสามารถรักษาโรคทุกชนิดที่คุณจะนึกถึงได้ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ของธรรมชาติ แต่ในธรรมชาติ และเราสามารถทำสิ่งที่ยากที่สุด - เราสามารถสร้างชีวิตขึ้นมาได้ในทันที
‘Out of the release of cosmic ray, we can create any type of living creature, including man.’
“#จากการปลดปล่อยรังสีคอสมิก_เราสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิด_รวมถึงมนุษย์ด้วย”
‘You mean that you have mastered the ‘test-tube baby’❓’
“คุณหมายความว่าคุณได้เชี่ยวชาญเรื่อง ‘เด็กหลอดแก้ว’ แล้ว❓”
‘Not at all, Michel. You reason like an Earthling. We can create a human body, but that is done only by the great Thaori, taking infinite care, for the human body must be inhabited by several bodies, as you are aware - the physiological, the astral etc. If not, it would merely be a robot. Perfect knowledge is therefore required for such an undertaking.’
“ไม่ใช่เลย มิเชล คุณคิดอย่างชาวโลก #เราสามารถสร้างร่างกายมนุษย์_แต่นั่นทำได้โดยเหล่าเธาว์รีย์ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด เพราะร่างกายมนุษย์ต้องมีร่างหลายร่างอาศัยอยู่ อย่างที่คุณรู้ - ทั้งร่างทางสรีรวิทยา ร่างแอสทรัล (กายทิพย์) และอื่นๆ ถ้าไม่มี มันก็จะเป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ ดังนั้นจึงต้องใช้ความรู้ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการดำเนินการเช่นนั้น”
‘So, how much time do you need to create a baby❓’
“แล้วคุณต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการสร้างทารก❓”
‘You have not quite grasped what I am saying, Michel. I am speaking, not of a baby but, in this case, of an adult human being. A man of twenty or thirty years-of-age can be created by the Thaori in approximately twenty-four of your Earth hours.’
“คุณยังไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูดเท่าไร มิเชล ฉันไม่ได้พูดถึงทารก แต่ในกรณีนี้ พูดถึงมนุษย์ที่โตแล้ว #ชายอายุยี่สิบหรือสามสิบปีสามารถถูกสร้างโดยเหล่าเธาว์รีย์ได้ในเวลาประมาณยี่สิบสี่ชั่วโมงของโลกคุณ”
As one might expect, I was completely stunned by this disclosure. I had travelled in a spaceship at a speed several times that of light and had found myself billions of kilometres from my home. I had met extra-terrestrials, travelled in Astral body, journeyed in time to witness scenes that occurred thousands of years ago.
I could now see Auras and understand languages I’d never heard before. I had even visited, briefly, Earth’s parallel universe. I thought I knew what there was to be known, by an Earthling, of these people and their capabilities, thanks to the explanations given to me. Now - it seemed I was being told that what I’d been presented with was like an hors d’oeuvre. My hosts could create a living human being in twenty-four hours❗
อย่างที่คาดไว้ ข้าพเจ้ารู้สึกตกตะลึงอย่างสิ้นเชิงกับการเปิดเผยนี้ ข้าพเจ้าได้เดินทางในยานอวกาศด้วยความเร็วหลายเท่าของแสงและพบว่าตัวเองอยู่ห่างจากบ้านหลายพันล้านกิโลเมตร ข้าพเจ้าได้พบกับมนุษย์ต่างดาว เดินทางในร่างแอสทรัล (กายทิพย์) เดินทางข้ามเวลาเพื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายพันปีก่อน
ตอนนี้ข้าพเจ้าสามารถเห็นออร่าและเข้าใจภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ข้าพเจ้ายังได้เยี่ยมชมจักรวาลคู่ขนานของโลกแบบสั้นๆ ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้ารู้สิ่งที่ชาวโลกควรรู้เกี่ยวกับคนเหล่านี้และความสามารถของพวกเขา ด้วยคำอธิบายที่ให้กับข้าพเจ้า ตอนนี้ - ดูเหมือนข้าพเจ้ากำลังถูกบอกว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นนั้นเป็นแค่อาหารเรียกน้ำย่อยเท่านั้น #เจ้าภาพของข้าพเจ้าสามารถสร้างมนุษย์ที่มีชีวิตได้ในยี่สิบสี่ชั่วโมง❗
Thao was watching me, reading me like an open book.
เธาว์กำลังจ้องมองข้าพเจ้า อ่านข้าพเจ้าเหมือนหนังสือที่เปิดอยู่
‘Now that you follow my meaning, Michel, I’ll finish the story which is going to interest so many of your fellow men, in so far as the Bible has distorted it a little.
“มาถึงตรงนี้ที่คุณเข้าใจความหมายของฉันแล้ว มิเชล ฉันจะเล่าเรื่องราวต่อ ซึ่งจะน่าสนใจสำหรับเพื่อนมนุษย์ของคุณหลายคน เนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลได้บิดเบือนมันไปเล็กน้อย
‘So, our ‘angel’ implanted an embryo, so that Mary, a virgin, found herself pregnant. By acting in this way, we hoped to attract the attention of the people and emphasise that the coming of Jesus was really a remarkable event. On the birth of the child, we appeared before the shepherds in the same way that I demonstrated a few moments ago. We didn’t send the three famous ‘wise men’ - they are part of the legend that has been grafted on to real events.
However, we did guide the shepherds and a group of the people towards the spot where Jesus was born. This was accomplished by sending forth one of our spheres and rendering it luminous. The optical effect thereby created, made it, indeed, resemble a star over Bethlehem. Nowadays, if we were to do such a thing, people would be crying, ‘UFO’❗
“ดังนั้น ‘เทวทูต’ ของเรา #ได้ฝังตัวอ่อนเข้าไป_ทำให้มารีย์ซึ่งเป็นหญิงพรหมจารีตั้งครรภ์ขึ้นมา การกระทำเช่นนี้ เราหวังจะดึงดูดความสนใจของผู้คนและเน้นย้ำว่าการมาของพระเยซูเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์จริงๆ เมื่อเด็กคลอด เราปรากฏตัวต่อหน้าคนเลี้ยงแกะเหมือนที่ฉันได้สาธิตให้ดูเมื่อสักครู่นี้ เราไม่ได้ส่ง ‘โหราจารย์’ ทั้งสามคนนั้นมา - พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่ถูกเพิ่มเติมเข้าไปในเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม เราได้นำทางคนเลี้ยงแกะและกลุ่มคนไปยังจุดที่พระเยซูประสูติ เราทำสำเร็จโดยการส่งทรงกลมของเราออกไปและทำให้มันเรืองแสง ผลทางแสงที่เกิดขึ้นทำให้มันดูเหมือนดาวที่กำลังส่องแสงเหนือฟากฟ้าของเบธเลเฮมจริงๆ ในปัจจุบัน ถ้าเราทำแบบนั้น ผู้คนคงจะร้องว่า ‘ยูเอฟโอ❗’
Eventually the priests, and those who the priests named ‘prophets’, learned of the birth. In view of the phenomena of the star and the ‘angels’, the prophets announced to the people, the birth of the Messiah, referring to him as the King of the Jews.
ในที่สุด พวกนักบวชและคนที่นักบวชเรียกว่า ‘ผู้เผยพระวจนะ’ ก็ได้รู้เรื่องการประสูติ เมื่อเห็นปรากฏการณ์ของดาวและ ‘เทวทูต’ ผู้เผยพระวจนะจึงประกาศแก่ประชาชนถึงการประสูติของพระเมสสิยาห์ โดยกล่าวถึงพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์แห่งชาวยิว
‘King Herod however, had spies in all quarters, as most leaders do. When they reported these remarkable events to him, he found it all difficult to understand and became frightened. In those times, the lives of the people were worth little to their leaders, and Herod had no qualms about ordering the deaths of 2606 babies in the region.
“อย่างไรก็ตาม กษัตริย์เฮโรดมีสายลับอยู่ทุกที่ เหมือนผู้นำส่วนใหญ่ เมื่อพวกเขารายงานเหตุการณ์อัศจรรย์เหล่านี้แก่พระองค์ พระองค์พบว่ามันยากที่จะเข้าใจและรู้สึกหวาดกลัว ในสมัยนั้น ชีวิตของประชาชนมีค่าน้อยนิดในสายตาผู้นำ และเฮโรดไม่ลังเลที่จะสั่งประหารทารก 2,606 คนในภูมิภาคนั้น
‘While these deaths were being carried out, we evacuated, under hypnosis, Mary, Joseph and the baby Jesus, as well as two donkeys, in our spaceship, depositing them in a spot quite close to Egypt. Do you see how the facts have been distorted❓
“ในขณะที่การสังหารกำลังดำเนินอยู่ #เราได้อพยพมารีย์_โยเซฟ_และพระกุมารเยซู_รวมถึงลาสองตัว_ภายใต้การสะกดจิต_ในยานอวกาศของเรา #แล้วพาพวกเขาไปยังจุดที่ใกล้กับอียิปต์_คุณเห็นไหมว่าข้อเท็จจริงถูกบิดเบือนไปอย่างไร❓
‘Now, there are other details which were reported conscientiously, but they are inaccurate due to lack of information. Let me explain. The baby Jesus, born in Bethlehem, proved, by the miracles pertaining to his birth, that he was quite special and was, in fact, the Messiah. So, we had captured the imagination of the people but, when a baby is born, its Astral body cannot ‘know all’ in regards to its previous knowledge. This was the case of Moses too, and yet he was a great person.
“ตอนนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆที่ถูกรายงานอย่างมีสติ แต่ไม่ถูกต้องเนื่องจากขาดข้อมูล ขอให้ฉันอธิบาย ทารกเยซูที่ประสูติในเบธเลเฮม พิสูจน์ด้วยการอัศจรรย์เกี่ยวกับการประสูติของเขาว่าเขาเป็นคนพิเศษและเป็นพระเมสสิยาห์ (พระผู้ไถ่) จริงๆ ดังนั้น เราจึงได้จับจิตนาการของผู้คน แต่เมื่อทารกเกิดมา ร่างแอสทรัล (กายทิพย์) ของเขา #ไม่สามารถ_รับรู้ได้ทั้งหมด_เกี่ยวกับความรู้ก่อนหน้านี้ (ก่อนลงมาเกิด) ของตน กรณีนี้เกิดขึ้นกับโมเสสด้วย แม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ก็ตาม
‘We required a messenger who would be able to persuade humanity that there was another life beyond this one, through reincarnation of the Astral body, etc.
This was no longer commonly accepted since civilisation on Earth had become more and more degraded following the disappearance of Atlantis.
“#เราต้องการผู้ส่งสารที่จะสามารถโน้มน้าวมนุษยชาติว่ามีชีวิตอื่นนอกเหนือจากชีวิตนี้ #ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดของร่างแอสทรัล (กายทิพย์) และอื่นๆ #สิ่งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไปเนื่องจากอารยธรรมบนโลกเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ #หลังจากการหายสาบสูญไปของแอตแลนติส
‘You know that, when you want to explain something that is not a material fact, even to your closest friends, you are confronted by scepticism. People seek material proof and, if they don’t see it with their own eyes, they won’t believe.
“คุณรู้ไหมว่า เมื่อคุณต้องการอธิบายบางสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางวัตถุ แม้แต่กับเพื่อนสนิทของคุณ คุณจะเผชิญกับความสงสัย ผู้คนมองหาหลักฐานที่จับต้องได้ และถ้าพวกเขาไม่เห็นกับตาตัวเอง พวกเขาก็จะไม่เชื่อ
‘In order to transmit our message, we needed someone who behaved like an extraordinary being - like someone coming from ‘the heavens’, who performed what would appear to be ‘miracles’. Such a person would be believed and his teachings would be listened to.
“#เพื่อที่จะส่งสารของเรา_เราต้องการคนที่ประพฤติตนเหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ - เหมือนคนที่มาจาก ‘สวรรค์’ ผู้ซึ่งทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็น ‘ปาฏิหาริย์’ #บุคคลเช่นนั้นจะได้รับความเชื่อถือและคำสอนของเขาจะได้รับการรับฟัง
(((มีต่อ)))

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา