24 ม.ค. เวลา 11:19 • หนังสือ

#47 HWG : บทที่ 3️⃣3️⃣ : เธอจะหยุดแกล้งทำเป็นไม่รู้ได้หรือยัง❓

▪️ผู้แปล : อุดม (แอดมิน)
✴️โหลด 'ไฟล์ภาพ' เพื่อเก็บไว้อ่านทีหลัง ⬇️
I am you,
simply causing you to remember me.
ฉันคือเธอ,
ที่เพียงแค่กำลังทำให้เธอจดจำฉันให้ได้
Chapter 3️⃣3️⃣
Neale : Robert Heinlein put that in a book forty-five years ago.
นีล : โรเบิร์ต เฮนไลน์เขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเมื่อ 45 ปีก่อน
God : “Another of my messengers.”
พระเจ้า : "อีกหนึ่งในบรรดาผู้ส่งสารของฉัน"
N : So I, too, have ‘come back to life’❓
นีล : ดังนั้น ผมเองก็ด้วย ที่กลับมา 'มีชีวิตอีกครั้ง' ใช่ไหมครับ❓
G : “Well, let me ask you this. Have you had occasions when it looked as if you had ‘bought the farm’❓”
พระเจ้า : "ให้ฉันถามเธอแบบนี้ เธอเคยมีช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าเธอได้ 'ลาโลก' ไปแล้วหรือเปล่าล่ะ❓"
N : Sure have. I think I know the kind of thing you’re talking about now, and I know I’ve had instances like that.
นีล : มีครับ ผมคิดว่าผมรู้ถึงสิ่งที่พระองค์กำลังพูดถึง และผมรู้ว่าผมเคยประสบเหตุการณ์แบบนั้นมาแล้ว
G : “Of course you have. Would you like me to describe them to you❓”
พระเจ้า : "แน่นอนว่าเธอเคย เธออยากให้ฉันอธิบายถึงเหตุการณ์เหล่านั้นให้เธอฟังหรือเปล่าล่ะ❓"
N : No, no. I know which ones you’re talking about…
นีล : ไม่ต้องหรอกครับ ผมรู้ว่าพระองค์กำลังพูดถึงเรื่องอะไร...
G : “There’s one you may not know of. There’s one you may not remember. It was in the moments after your birth. You were premature. You weighed just over four pounds. It was not expected that you would live.”
พระเจ้า : "มีเรื่องหนึ่งที่เธออาจไม่รู้ มีเรื่องหนึ่งที่เธออาจจำไม่ได้ นั่นคือช่วงเวลาหลังการคลอดของเธอ เธอคลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักมากกว่าสี่ปอนด์เพียงเล็กน้อย ไม่มีใครคาดหวังว่าเธอจะมีชีวิตรอด"
N : But I did.
นีล : แต่ผมก็รอดมาได้
G : “The second time, yes.”
พระเจ้า : "ครั้งที่สอง ใช่"
N : I beg your pardon❓
นีล : ว่าไงนะครับ❓
G : “The second time, you lived. The first time, you did not.”
พระเจ้า : "ครั้งที่สอง เธอรอดชีวิต แต่ครั้งแรก เธอไม่รอด"
N : Oh, boy. We’re off the map here again, folks. We’re off the map.
นีล : โอ้ พระเจ้า เราออกนอกเส้นทางแล้ว พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย* (*ผู้อ่าน) พวกเราออกนอกเส้นทางกันอีกแล้ว
G : “After you died the first time, you indicated that you did not feel complete with what you moved into physicality to experience.”
พระเจ้า : "หลังจากที่เธอตายครั้งแรก เธอบ่งบอกว่าเธอยังรู้สึกไม่ครบถ้วนกับสิ่งที่เธอต้องการมาประสบในชีวิตทางกายภาพ"
N : And what was that❓
นีล : มันคืออะไรครับที่ผมยังรู้สึกไม่ครบถ้วน❓
G : “Giving to others. You wanted to experience giving to others. You wanted to experience loving. You did your best, by dying, but in the end you felt it was not enough. You wanted to experience more.”
พระเจ้า : "การให้แก่ผู้อื่น เธอต้องการประสบการณ์แห่งการให้แก่ผู้อื่น เธอต้องการประสบการณ์แห่งความรัก เธอทำสิ่งดีที่สุดโดยการตาย แต่สุดท้ายเธอรู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพอ เธอต้องการประสบการณ์ของการให้และความรักมากกว่านี้"
N : Wait a minute. I ‘died’ at birth to give to others.
นีล : เดี๋ยวก่อนนะครับ ผมตาย 'ตอนคลอด' เพื่อให้แก่ผู้อื่น❓
G : “You completely served your mother’s agenda, and your father’s. In that moment, you gave the only thing you had to give, life itself, to completely serve your parents’ agendas.”
พระเจ้า : "เธอได้รับใช้ต่อวาระ (เป้าประสงค์) ของแม่และพ่อของเธอโดยสมบูรณ์ ในช่วงเวลานั้น เธอได้ให้สิ่งเดียวที่เธอมี นั่นคือ ชีวิตของตนเอง เพื่อรับใช้วาระของผู้ให้กำเนิดเธออย่างสมบูรณ์"
N : What were their agendas❓
นีล : วาระ (เป้าประสงค์) ของพวกเขาคืออะไรครับ❓
G : “They will reveal that to you themselves when the time comes. And it will come.
พระเจ้า : "พวกเขาจะเปิดเผยให้เธอทราบเองเมื่อถึงเวลา และเวลานั้นจะมาถึงอย่างแน่นอน
“I can tell you about your own agenda, however, at any time. Your agenda in this lifetime is to experience how to love. Selflessly. Completely. You did that in the first moment of your life. You gave your life for another. But, as I said, your experience of giving did not feel complete to you. You wanted to give more. You wanted to keep on giving. So you jumped realities.”
"อย่างไรก็ตาม ฉันสามารถบอกเธอเกี่ยวกับวาระของเธอเองได้ตลอดเวลา วาระของเธอในชีวิตนี้คือ การเรียนรู้วิธีรักอย่างไม่เห็นแก่ตัวได้อย่างสมบูรณ์ เธอทำเช่นนั้นในช่วงแรกของชีวิต เธอสละชีวิตให้กับผู้อื่น แต่อย่างที่ฉันบอก ประสบการณ์แห่ง 'การให้' ของเธอ เธอยังรู้สึกไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เธอต้องการ 'ให้' มากขึ้น เธอต้องการที่จะให้ต่อไป ดังนั้น เธอจึงกระโดดข้ามไปอีกความเป็นจริงหนึ่ง"
N : I’m sorry❓
นีล : อะไรนะครับ❓
G : “Remember when we talked earlier about the possibility of alternate realities❓ When you ‘die’ and then ‘go back,’ what you do in actuality is simply move your conscious awareness to an alternate reality. In that reality you experience the moment of your ‘death’ over again, but this time you don’t die, you live.
In some cases what that looks like is a ‘near miss.’ In other cases it might be a surprising recovery, or sudden remission. It is like being inserted in the Time Line in the moments or weeks before you ‘die,’ and then throwing a switch that diverts the train, sending it off onto another track.
พระเจ้า : "ยังจำได้ไหมตอนที่เราพูดกันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของความเป็นจริงทางเลือก❓ เมื่อเธอ 'ตาย' แล้ว 'กลับมา' สิ่งที่เธอทำในความเป็นจริงก็คือ การย้ายความตระหนักรู้ (สำนึกรู้) ของเธอไปยังความเป็นจริงทางเลือก ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เธอได้ประสบกับช่วงเวลาแห่ง 'การตาย' ของเธออีกครั้ง แต่ในคราวนี้เธอไม่ตาย เธอมีชีวิตรอด ในบางกรณี สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนเป็นการ 'เฉียดตาย'
ในบางกรณี อาจเป็นการ 'ฟื้นคืนชีพ' ที่น่าประหลาดใจ หรือ 'การหายป่วยแบบกะทันหัน' เหมือนกับการแทรกเข้าไปในเส้นเวลาในห้วงขณะก่อนหน้าหรือหลายสัปดาห์ก่อนที่เธอจะ 'ตาย' และแล้วก็กดสวิตช์เปลี่ยนเส้นทางรถไฟ ส่งมันออกไปบนทางรถไฟเส้นอื่น
“This is what you did the other times, too. The times you know about, the times you recall. In each of those moments—you remember them❓—you thought you were a goner.”
"นี่คือสิ่งที่เธอทำในครั้งอื่นๆ ด้วย ครั้งอื่นๆที่เธอรู้ ครั้งอ่ืนๆที่เธอระลึกได้ ในแต่ละช่วงเวลาเหล่านั้น —เธอยังจำได้ไหม❓— ที่เธอคิดว่าตัวเองคงหมดหวังแล้ว"
N : I did, for sure.
นีล : แน่นอนครับว่าจำได้
G : “And you were right. You were a goner. I mean, you left. You were gone.”
พระเจ้า : "เธอเข้าใจถูกต้องแล้ว เธอหมดหวังแล้ว ฉันหมายความว่า เธอจากไปแล้ว เธอได้จากไปแล้วจริงๆ"
N : I was dead❓
นีล : ผมได้ตายไปแล้วว่างั้น❓
G : “Dead as a doornail.”
พระเจ้า : "ตายสนิท"
N : And yet here I am, right here right now.
นีล : แต่ตอนนี้ผมก็ยังอยู่ที่นี่ ณ เวลานี้
G : “What, you think cats are the only ones who have nine lives?
พระเจ้า : "เธอคิดว่าแมวเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีชีวิตเก้าชีวิตงั้นหรอ❓
Yes, you were what you call ‘dead’ all of those other times. You went through all the stages. By that point in your life you’d heard about ‘hell,’ so you went ahead and created your own ‘hell’ and went through that experience. Then you came to a place of remembering.
You remember that ‘hell’ does not exist. Then you created something else, something much more pleasant, but you were not satisfied. Then you met me, in the moment of Total Immersion. Then you had your Life Review. And then I made the Holy Inquiry and you decided to go back.
"ใช่ เธอเรียกว่าได้ 'ตาย' ไปแล้วในทุกๆครั้งเหล่านั้น เธอได้ผ่านทุกขั้นตอนของความตาย ในช่วงเวลานั้นของชีวิตเธอเคยได้ยินเรื่อง 'นรก' ดังนั้นเธอจึงสร้าง 'นรก' ของเธอขึ้นมาเองและมีประสบการณ์ถึงมัน
จากนั้นเธอก็มาถึงจุดที่เธอเกิดระลึกขึ้นมาได้ เธอจดจำได้แล้วว่า 'นรก' ไม่มีอยู่จริง จากนั้นเธอก็ได้สร้างบางสิ่งขึ้นมา สิ่งซึ่งน่าพึงพอใจมากกว่า แต่เธอก็รู้สึกยังไม่สาแก่ใจ ยังไม่หนำใจ แล้วจากนั้นเธอก็ได้พบกับฉันในช่วงเวลาแห่งการหลอมรวมอย่างสมบูรณ์ ต่อจากนั้นเธอได้มีการทบทวนชีวิตของเธอ และแล้วฉันก็ได้ทำการไต่ถามอันศักดิ์สิทธิ์กับเธอ และเธอก็ตัดสินใจกลับไป
“You didn’t feel ‘complete,’ you said.”
"เธอบอกว่าเธอยังรู้สึกไม่ 'ครบถ้วนสมบูรณ์'"
N : Now I understand a lot better a note someone sent me a few months ago. Wow, now this truly makes sense. Completely.
นีล : ผมเข้าใจขึ้นมากแล้วครับในตอนนี้เกี่ยวกับจดหมายที่ใครสักคนส่งให้ผมเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ว้าวว ตอนนี้มันสมเหตุสมผลแล้วจริงๆ สมเหตุสมผลอย่างสมบูรณ์
Read this…
อ่านนี่ดูครับ...
🔘🔘🔘
Dear Neale:
เรียน นีล:
‘For whatever it may be worth. I would like to tell you a little story about what happened to me just before Christmas.
'ไม่ว่าจะมีค่าหรือไม่ ฉันอยากเล่าเรื่องราวเล็กๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันก่อนคริสต์มาสให้คุณฟังเล็กน้อย
‘I had been on a work assignment and was reluctantly separated from my husband for six weeks prior to Christmas. I had a week in the middle of this assignment to drive the five hours from Grand Junction to Loveland, CO, and be home for Christmas. On December 22, at 11 p.m., I began my trip, hoping to avoid upcoming bad weather the following day. It was a starry night up until I got through the Eisenhower Tunnel at Loveland Pass.
'ฉันมีงานที่ต้องทำและต้องแยกจากสามีด้วยความเสียใจเป็นเวลาหกสัปดาห์ก่อนคริสต์มาส ฉันมีเวลาพักหนึ่งสัปดาห์ระหว่างงานนี้ และฉันต้องขับรถเป็นเวลาห้าชั่วโมงจาก Grand Junction ไปยัง Loveland รัฐโคโลราโด เพื่อกลับบ้านในช่วงคริสต์มาส ในวันที่ 22 ธันวาคม เวลา 23.00 น. ฉันเริ่มการเดินทาง หวังที่จะหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่เลวร้ายในวันถัดไป มันเป็นคืนที่มีดาวเต็มฟ้าจนกระทั่งฉันออกจากอุโมงค์ไอเซนฮาวร์ที่ Loveland Pass
‘I exited the tunnel and found myself in a blizzard of snow and later a real whiteout. It was pretty hairy driving, and I asked God to keep me safe. When I hit Denver, the driving got better. Heading north on I-25 the road became quite dry with just some snow flurries. I was traveling about 50mph on a straight stretch of road when suddenly I hit an ice patch and my car spun out sideways. It was 4 o’clock in the morning.
'เมื่อออกจากอุโมงค์ ฉันพบว่าตัวเองอยู่ในพายุหิมะและต่อมาก็กลายเป็นหิมะปกคลุมขาวโพลน การขับรถค่อนข้างน่ากลัว และฉันได้ขอพระเจ้าให้ปกป้องความปลอดภัยของฉัน เมื่อถึง Denver การขับรถดีขึ้น ขณะกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปบน I-25 ถนนค่อนข้างแห้งมีเพียงหิมะโปรยเบาๆ ฉันขับด้วยความเร็วประมาณ 50 ไมล์ต่อชั่วโมงบนถนนตรง ทันใดนั้นรถฉันก็เสียหลักไถลไปบนแผ่นน้ำแข็งและหมุนออกนอกเส้นทาง ตอนเวลา 4 นาฬิกาในตอนเช้า
‘I hit the left guard rail straight on and felt sudden intense pain in the lower portion of my face. I didn’t know how badly I was hurt and got pretty panicked when in the distance, I could see the headlights of an oncoming truck.
My car engine had cut out and I was stopped in the middle of the interstate. I knew I would be hit before the driver could see me and stop on that icy road. I was not thinking clearly enough to get out of the car and all I could think to do was to try to turn on my flashers. I was groping about but could not find the button to turn them on.
'รถฉันชนกับราวกันชนด้านซ้ายเข้าอย่างจัง และฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณส่วนล่างของใบหน้า ฉันไม่รู้ว่าตัวเองบาดเจ็บหนักแค่ไหน และเริ่มตระหนกเมื่อเห็นไฟหน้าของรถบรรทุกที่กำลังแล่นเข้ามา เครื่องยนต์ของฉันดับลง และฉันหยุดอยู่กลางทางหลวง ฉันรู้ว่าจะถูกชนก่อนที่คนขับจะเห็นและหยุดบนถนนที่เป็นน้ำแข็งเช่นนั้นได้ทัน หัวฉันตื้อไปหมดจนคิดไม่ทันว่าจะต้องออกไปจากรถก่อน และสิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนั้นก็คือการพยายามเปิดไฟฉุกเฉิน ฉันพยายามคลำหาแต่ก็หาปุ่มเปิดไม่เจอ
‘Then, a miracle happened. My car started to slide backward for no reason. It slid onto the right shoulder and touched the right side guard rail—where it stopped just as the truck whizzed by.
'แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น รถของฉันเริ่มไถลถอยหลังโดยไม่มีเหตุผล มันไถลไปยังไหล่ทางด้านขวาและแตะกับราวกันชนด้านขวา —ที่ซึ่งมันหยุดลงขณะที่รถบรรทุกพุ่งผ่านไป
‘The rest of the story is not relevant here. Very briefly told, I was able to start the car and drive another 15 miles to my home. I saw my dentist later that day and he found no fractures, and my loosened teeth will probably tighten up in a couple more months. There was no great damage to me and I consider myself truly blessed to have had this experience.
'เรื่องราวส่วนที่เหลือไม่สำคัญในที่นี้ พูดสั้นๆก็คือ ฉันสามารถสตาร์ทรถและขับต่อไปได้อีก 15 ไมล์จนถึงบ้าน ฉันไปพบกับทันตแพทย์ในภายหลังในวันนั้น และเขาพบว่าไม่มีกระดูกท่อนใดหัก และฟันที่หลวมของฉันน่าจะแน่นขึ้นในอีกสองสามเดือน ไม่มีความเสียหายใดร้ายแรงกับฉัน และฉันถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้รับประสบการณ์นี้
‘Some people think I was unfortunate. Some think I was just plain lucky. But I know better, and a few others know too.
'บางคนคิดว่าฉันโชคไม่ดี บางคนคิดว่าฉันโชคดีแบบปกติธรรมดา แต่ฉันรู้ดีกว่านั้น และบางคนก็รู้เช่นกัน
With love, Inga Kraus’
ด้วยความรัก, อิงกา คราอุส'
🔘🔘🔘
N : So ‘near misses’ are really ‘reruns’ with a new outcome. What an idea. A second chance. A chance to finish up, to come to completion, to do what we came here to do.
นีล : ดังนั้น 'การเฉียดตาย' ที่แท้จริงก็คือ 'การฉายซ้ำ' ที่มีผลลัพธ์แบบใหม่ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจจริงๆครับ โอกาสครั้งที่สอง โอกาสที่จะทำให้สำเร็จ ทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อทำในสิ่งที่เรามาที่นี่เพื่อทำ
G : “Yes.”
พระเจ้า : "ใช่แล้ว"
N : And I’ve been ‘dead’ three times before❓
นีล : และผมเคย 'ตาย' มาแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้านี้❓
G : “Four times. Don’t forget your birth death.”
พระเจ้า: "4 ครั้ง อย่าลืมการตายตอนคลอดของเธอด้วยสิ"
N : And even when I was adult, I came back❓ After all that living❓
นีล : แม้กระทั่งตอนที่ผมเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมก็กลับมาอีก❓ หลังจากผ่านการใช้ชีวิตทั้งหมดนั่น❓
G : “You said you had a lot you wanted to do, a lot you still wanted to experience. You said you wanted to experience. You said you wanted to do better by your children. You said you wanted to experience loving the women who loved you, instead of mistreating them.
พระเจ้า : "เธอบอกว่ายังมีสิ่งที่เธอต้องการทำอีกมาก ยังมีอีกหลายสิ่งที่เธอต้องการสัมผัส เธอบอกว่าเธอต้องการมีประสบการณ์อีก เธอบอกว่าเธอต้องการทำดีกับลูกๆของเธอให้มากกว่านี้ เธอบอกว่าเธอต้องการมีประสบการณ์ในการรักผู้หญิงที่ก็รักเธอ แทนที่จะปฏิบัติต่อพวกเธออย่างไม่ดี
Most of all, you said, you wanted to change the world’s idea about God and about life.”
ที่สำคัญที่สุด ก็คือ เธอบอกว่า เธอต้องการเปลี่ยนแนวคิดที่โลกมีเกี่ยวกับพระเจ้าและชีวิต"
N : What does that last part have to do about remembering how to love❓
นีล : ส่วนสุดท้ายนี่เกี่ยวอะไรกับการระลึกได้ถึงวิธีในการรักครับ❓
G : “You said you realized that once the world remembers who and what God is, and how life really functions, it would be nothing for people to remember how to love, and that everybody would love everybody, without condition.
พระเจ้า : "เธอบอกว่าเธอตระหนักว่าเมื่อโลกจดจำได้ว่าพระเจ้าเป็นใครและเป็นอะไร และชีวิตทำงานอย่างไรได้อย่างแท้จริง มันจะไม่ยากเลยที่ทุกคนจะจดจำได้ถึงวิธีการรัก และทุกคนจะรักกันได้โดยปราศจากเงื่อนไข
“After you remembered what was on ‘the other side,’ after you spent some time in the Afterlife, after you realized that ‘hell’ was a figment of your imagination (and that everything was), and, mostly, after you met Me, you said you wanted to help the world understand some things. But first, you said, you needed to understand some things—experientially.”
"หลังจากที่เธอจดจำได้ถึงสิ่งที่อยู่ 'อีกฟากหนึ่ง' หลังจากที่เธอได้ใช้เวลาบางส่วนในชีวิตหลังความตาย หลังจากที่เธอตระหนักได้ว่า 'นรก' เป็นเพียงแค่ผลิตผลของจินตนาการของเธอเอง (และทุกสิ่งก็เป็นเช่นนั้น) และโดยเฉพาะ หลังจากที่เธอได้พบกับฉัน เธอบอกว่าเธอต้องการช่วยให้โลกเข้าใจบางสิ่ง แต่ก่อนหน้านั้น เธอบอกว่าเธอต้องการเข้าใจบางสิ่ง —ด้วยประสบการณ์จริงเสียก่อน"
N : Like what❓
นีล : เช่นอะไรครับ❓
G : “You became homeless at forty-nine, in the middle of your life. You created more life partners—and left them, just as you did the earlier ones. Through these devises you learned more about betrayal, about your own ability to betray others, about how it feels when others betray you. You learned a little about love. You learned a lot about abandonment. Abandonment by Life itself. You were out there, on the streets, living outside, a tent for a home, for almost a year.
พระเจ้า : "เธอกลายเป็นคนไร้บ้านตอนอายุ 49, ในช่วงกลางชีวิตของเธอ เธอสร้างคู่ชีวิตเพิ่มขึ้น —และทิ้งพวกเขา เช่นเดียวกับที่เธอเคยทำกับคู่ชีวิตก่อนหน้านี้ โดยผ่านวิธีนี้ เธอได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการทรยศ เกี่ยวกับความสามารถของเธอในการทรยศผู้อื่น เกี่ยวกับความรู้สึกในตอนที่ผู้อื่นทรยศเธอ เธอเรียนรู้ได้นิดหน่อยเกี่ยวกับความรัก เธอเรียนรู้ได้มากเกี่ยวกับการถูกทอดทิ้ง การถูกทอดทิ้งโดยตัวชีวิตเอง เธอถูกทิ้งให้อยู่ข้างนอกนั่น บนถนน ต้องอาศัยอยู่ข้างนอก มีเต็นท์เป็นบ้าน เป็นเวลาเกือบหนึ่งปี
“You learned what it was like being broke. So broke that a dollar looked like a lot of money to you, and two dollars was a fortune. One day you gave away money you didn’t think you could afford to give away.
Your heart went out to somebody and you just gave them the little change you had. On that day you learned about generosity. You also learned that there was ‘more where that came from’—and this was a big remembering. You discovered again the universe’s endless supply. Very soon you were rich. Rich beyond your wildest dreams.
"เธอได้เรียนรู้ว่ามันเป็นอย่างไรในตอนที่ยากจน ยากจนถึงขนาดที่ว่าเหรียญ 1 ดอลลาร์ดูเหมือนเงินจำนวนมากสำหรับเธอ และ 2 ดอลลาร์ดูเหมือนเงินก้อนโต วันหนึ่งเธอได้ให้เงินที่เธอคิดว่าเธอคงไม่สามารถมอบให้ใครได้
แต่เพราะหัวใจของเธอห่วงใยใครบางคน เธอจึงให้เหรียญที่เธอมีอยู่เพียงน้อยนิดนั้นไป ในวันนั้นเธอได้เรียนรู้เรื่องความใจกว้าง เธอยังได้เรียนรู้ว่ายังมี 'อีกมากที่จะตามมา ที่เธอจะได้รับ' - และนี่เป็นการระลึกได้ที่ยิ่งใหญ่ เธอค้นพบอีกครั้งถึงพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดของจักรวาล ไม่นานเธอก็ร่ำรวย ร่ำรวยเกินกว่าที่เธอเคยนึกฝันไว้
“And you began changing the world’s mind about God. And about life. And about each other. Now you have a better relationship with your children. Now you’re even learning—the beginnings of a new way to love. Now you write books, and sell millions of them. Now you travel the world, talking to thousands of people. Now you’re on radio and television, and even in the movies.
"และเธอได้เริ่มเปลี่ยนแนวคิดที่โลกมีเกี่ยวกับพระเจ้า และเกี่ยวกับชีวิต และเกี่ยวกับกันและกัน ตอนนี้เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับลูกๆของเธอ ตอนนี้เธอกำลังเรียนรู้ —การเริ่มต้นของวิธีการรักแบบใหม่ ตอนนี้เธอเขียนหนังสือ และขายได้เป็นล้านเล่ม ตอนนี้เธอได้เดินทางไปทั่วโลก ได้พูดคุยกับผู้คนนับพัน ตอนนี้เธออยู่ในวิทยุ โทรทัศน์ และแม้กระทั่งในภาพยนตร์
“You think this has all happened by chance❓
"เธอคิดว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญง้ันหรือ❓
“You think this has happened by chance❓”
"เธอคิดว่าที่เธอกำลังคุยกับฉันอยู่นี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญงั้นหรือ❓"
N : I…I…
นีล : ผม... ผม...
G : “I tell you, you chose all of this.
พระเจ้า : "ให้ฉันได้บอกกับเธอว่า เธอเป็นคนเลือกทั้งหมดนี้เอง"
“And, of course, you’ve learned nothing. The term ‘learned’ is just a figure of speech. I use it because you use it. I talk like you do. I use the vernacular that you use. We both know that you have ‘learned’ nothing. You have merely remembered.
You remembered about abandonment, you remembered about generosity, you’re trying hard to remember about love. You have brought back to your conscious mind as much as you can remember about that which you have always known regarding God, regarding Life, and regarding others.
"และแน่นอนว่า เธอไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย คำว่า 'เรียนรู้' เป็นเพียงแค่สำนวน เป็นเพียงแค่คำพูด ฉันใช้มันเพราะเธอใช้ ฉันพูดเหมือนกับที่เธอพูด ฉันใช้ภาษาพูดที่เธอใช้ เราทั้งสองรู้ว่าเธอไม่ได้ 'เรียนรู้' อะไรเลย เธอเพียงแค่ระลึกได้ จดจำได้ เธอจดจำได้ถึงเรื่องการถูกทอดทิ้ง เธอจดจำได้ถึงเรื่องความใจกว้าง เธอกำลังพยายามอย่างหนักที่จะจดจำให้ได้ถึงความรัก เธอแค่นำความทรงจำเหล่านั้นกลับมาสู่จิตสำนึกของเธอเท่าที่เธอสามารถจดจำได้เกี่ยวกับสิ่งที่เธอรู้มาเสมอเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับชีวิต และเกี่ยวกับผู้อื่น
“Where do you think all of this is coming from❓”
"เธอคิดว่าทั้งหมดนี้มาจากไหนกัน❓"
N : Where do I think all of what is coming from❓
นีล : ทั้งหมดนี้มาจากไหนงั้นหรือครับ❓
G : “All that you’re writing right here.”
พระเจ้า : "ทั้งหมดที่เธอกำลังเขียนอยู่นี่"
N : I guess I thought it was coming from you. I thought it was coming from God.
นีล : ผมคิดว่ามาจากพระองค์ครับ ผมคิดว่ามาจากพระเจ้า
G : “It IS coming from me. It IS coming from God. But do you think I am something separate from you, telling you something new❓
พระเจ้า : "มันมาจากฉันจริงๆ มันมาจากพระเจ้าจริงๆ แต่เธอคิดหรือว่าฉันเป็นบางสิ่งที่แยกขาดจากเธอ ที่ซึ่งกำลังบอกเธอในสิ่งใหม่❓
“Listen to me. I am you, simply causing you to remember me. Your conversations with God have created a space, opened a door, allowing you to remember what you have always known.
"ตั้งใจฟังฉันให้ดี ฉันก็คือเธอ ที่เพียงแค่ทำให้เธอระลึกถึงฉันให้ได้ จดจำฉันให้ได้ การสนทนากับพระเจ้าของเธอได้สร้างพื้นที่ ได้ เปิดประตูให้เธอระลึกถึงจดจำได้ถึงสิ่งที่เธอรู้มาโดยตลอด
“Now the final question is not whether you will continue to remember, but whether you will continue to act as if you do not.”
"บัดนี้ คำถามสุดท้ายก็คือ ไม่ใช่ว่าเธอจะต้องระลึกถึงฉันให้ได้ จะต้องจดจำฉันให้ได้ต่อไปหรือไม่ แต่เป็นว่าเธอจะยังคงกระทำราวกับว่าเธอยังคงจำฉันไม่ได้ (จำว่าเธอคือใครไม่ได้) ต่อไปเรื่อยๆหรือไม่"
N : Ouch.
นีล : โอ๊ย เจ็บจริง
G : “Well, that IS the question, isn’t it❓”
พระเจ้า : "นั่นแหละคือคำถาม ใช่ไหมล่ะ❓"
➖➖➖จบบทที่ 3️⃣3️⃣➖➖➖

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา