#1 TOB - บทที่ 1️⃣ Thao-เธาว์ (1) : #จักรวาลคู่ขนานที่ร่างทางกายภาพไม่มีวันตาย

▪️ผู้แปล : อุดม (แอดมิน)
บทที่ 1️⃣ #Thao — เธาว์
I awoke suddenly, not knowing how long I had slept. I was completely awake - fresh and alert - but good God, what time could it be❓ Lina was sleeping beside me, her fists closed, but then Lina always sleeps...
ผมตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าไหร่ ผมตื่นเต็มตา - สดชื่นและกระปรี้กระเปร่า - แต่พระเจ้า นี่มันกี่โมงกันแล้ว❓ ลีน่านอนหลับอยู่ข้างๆ กำมือแน่น แต่นั่นก็เป็นท่านอนปกติของเธออยู่แล้ว...
 
I had no desire at all to go back to sleep and besides, it was possibly already five in the morning. I got up, made my way to the kitchen and checked the clock. Only 12.30am❗ It was unusual for me to wake up at such an hour.
ผมไม่มีความต้องการจะกลับไปนอนอีกเลย อีกอย่าง มันอาจจะห้าโมงเช้าแล้วก็ได้ ผมลุกขึ้น เดินไปที่ครัวและดูนาฬิกา เพียงแค่ตีหนึ่งครึ่ง❗ มันแปลกมากที่ผมตื่นในเวลาเช่นนี้
I took off my pajamas and dressed in trousers and a shirt, why, I had no idea. Neither can I explain why I went to my desk, took a sheet of paper and a biro and watched myself write, as if my hand had a mind of its own.
ผมถอดชุดนอนและสวมกางเกงกับเสื้อเชิ้ต ทำไมน่ะหรือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน และผมก็อธิบายไม่ได้เช่นกันว่าทำไมผมถึงเดินไปที่โต๊ะทำงาน หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งกับปากกาลูกลื่น และมองดูตัวเองเขียน ราวกับว่ามือของผมมีจิตใจเป็นของมันเอง
‘My dear, I’ll be away for about ten days. Absolutely no need to worry.’
“ที่รัก ผมจะไม่อยู่ประมาณสักสิบวัน ไม่ต้องกังวลนะ”
Leaving the note by the telephone, I headed through the door and on to the verandah. I avoided the table on which last night’s chess game remained, with the white King still in checkmate, and silently opened the door leading on to the garden.
ทิ้งโน้ตไว้ข้างโทรศัพท์ ผมมุ่งหน้าออกประตูไปยังระเบียง ผมหลบโต๊ะที่มีเกมหมากรุกค้างไว้จากเมื่อคืน ที่ซึ่งกษัตริย์ขาวยังคงอยู่ในสภาพจนมุม และเปิดประตูที่นำไปสู่สวนอย่างเงียบๆ
The night seemed to be suffused with a strange brightness, which had nothing to do with the stars. Instinctively, I tried to recall what phase the moon was currently in, thinking that perhaps it was about to rise. Here, in the north-east of Australia where I live, the nights are generally quite clear.
คืนนี้ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความสว่างแปลกๆ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับดวงดาวเลย โดยสัญชาตญาณ ผมพยายามนึกว่าตอนนี้พระจันทร์อยู่ในช่วงข้างขึ้นข้างแรมไหน คิดว่าบางทีมันอาจจะกำลังจะขึ้น ที่นี่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลียที่ผมอาศัยอยู่ กลางคืนท้องฟ้ามักจะค่อนข้างโปร่ง
I descended the outside stairs and headed towards the pandanus. Usually, at this time of night, we would have a veritable concert from the frogs and crickets whose chirring sounds fill the night. Now however, there was a heavy silence and I wondered why.
ผมเดินลงบันไดด้านนอกมุ่งหน้าไปทางต้นเตยหนาม โดยปกติแล้ว ในเวลากลางคืนเช่นนี้ เราจะได้ยินเสียงคอนเสิร์ตจากกบและจิ้งหรีดที่ส่งเสียงร้องดังกึกก้องไปทั่วทั้งคืน แต่ตอนนี้กลับมีแต่ความเงียบที่หนักอึ้ง และผมก็สงสัยว่าทำไม
I had only walked a few steps when, quite suddenly, the colour of the philodendrons changed. The wall of the house too, and the pandanus - all were bathed in a kind of bluish light. The lawn seemed to undulate beneath my feet and the ground beneath the pandanus waved also. The philodendrons distorted and the wall of the house resembled a sheet floating in the wind.1
(1. During one of his public lectures the author used words “heat haze”)
ผมเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เมื่อจู่ๆสีของต้นฟิโลเดนดรอนก็เปลี่ยนไป กำแพงบ้านด้วย และต้นเตยหนาม - ทุกอย่างถูกอาบด้วยแสงสีฟ้าแปลกๆ สนามหญ้าดูเหมือนจะเป็นคลื่นอยู่ใต้เท้าผม และพื้นดินใต้ต้นเตยหนามก็ดูสั่นไหวด้วย ต้นฟิโลเดนดรอนดูบิดเบี้ยว และกำแพงบ้านก็ดูเหมือนผ้าปูที่พลิ้วไหวในสายลม 1
(1. ในระหว่างการบรรยายต่อสาธารณะครั้งหนึ่ง ผู้เขียนใช้คำว่า "ภาพลวงตาจากความร้อน")
Beginning to believe that I was not well, I decided to return to the house when, at that precise moment, I felt myself lifted quite gently from the ground. I rose, slowly at first, above the philodendrons, and then quicker, until I saw the house becoming smaller and smaller below me.
เริ่มเชื่อว่าตัวเองคงไม่สบาย ผมตัดสินใจจะกลับเข้าบ้าน แต่ในวินาทีนั้นเอง ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกยกขึ้นจากพื้นอย่างนุ่มนวล ผมลอยขึ้น ช้าๆในตอนแรก สูงเหนือต้นฟิโลเดนดรอน แล้วจึงเร็วขึ้น จนผมเห็นบ้านค่อยๆ เล็กลงๆ เบื้องล่าง
‘What is happening❓’ I exclaimed in utter bewilderment.
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย❓” ผมอุทานด้วยความงุนงงสุดขีด
‘All is well now, Michel.’
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว มิเชล”
By then, I believed I was dreaming. Before me, a human being of impressive size, dressed in a one-piece suit and wearing a completely transparent helmet on ‘her’ head, was looking at me - friendly and smiling.
ในตอนนั้น ผมเชื่อว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ ตรงหน้าผม มีมนุษย์ร่างใหญ่โตน่าประทับใจ สวมชุดแบบเต็มตัวชิ้นเดียว และสวมหมวกกันน็อกใสสนิทบนศีรษะของ ‘เธอ’ กำลังมองผมอยู่ - ด้วยท่าทีเป็นมิตรและรอยยิ้ม
‘No, you are not dreaming,’ she said, answering the question in my mind.
“ไม่ คุณไม่ได้กำลังฝันอยู่” เธอพูด ตอบคำถามในใจผม
‘Yes,’ I replied, ‘but it always happens this way in a dream and in the end you find you’ve fallen out of bed and have a lump on your forehead❗’ She smiled. ‘Further’, I continued, ‘you are speaking to me in French, my native tongue, and yet we are in Australia. I do speak English, you know❗’
“ใช่” ผมตอบ “แต่มันก็เป็นแบบนี้เสมอแหละในความฝัน และสุดท้ายคุณก็จะพบว่าตัวเองตกเตียงและมีรอยบวมที่หน้าผาก❗” เธอยิ้ม “นอกจากนี้” ผมพูดต่อ “คุณกำลังพูดภาษาฝรั่งเศสกับผม ซึ่งเป็นภาษาแม่ของผม ทั้งที่เราอยู่ในออสเตรเลีย ผมพูดภาษาอังกฤษได้นะ คุณรู้ไหม❗”
‘So do I’.
“ฉันก็พูดได้เหมือนกัน”
‘It has to be a dream - one of those stupid dreams, moreover. If not though, what are you doing on my property❓’
“มันต้องเป็นความฝันแน่ๆ - แถมยังเป็นความฝันที่โง่เง่าอีกด้วย แต่ถ้าไม่ใช่ความฝัน แล้วคุณมาทำอะไรบนที่ดินของผม❓”
‘We are not on your property, but above it.’
“เราไม่ได้อยู่บนที่ดินของคุณ แต่อยู่เหนือมัน”
‘Ah❗ It is a nightmare. You see I was right. I’ll pinch myself❗’ I accompanied the words with the action. Ouch❗
“อ๋า❗ นี่มันฝันร้าย คุณเห็นไหมว่าผมพูดถูก ผมจะหยิกตัวเองดู❗” ผมทำตามที่พูดทันที โอ๊ย❗
She smiled again. ‘Now are you satisfied, Michel?’
เธอยิ้มอีกครั้ง “ตอนนี้คุณพอใจแล้วหรือยัง มิเชล❓”
‘But if it’s not a dream, why am I here sitting on this rock❓ Who are those people over there, dressed in the fashion of the last century❓’
“แต่ถ้าไม่ใช่ความฝัน ทำไมผมถึงได้มานั่งอยู่บนหินก้อนนี้❓ คนพวกนั้นที่อยู่ตรงโน้นเป็นใคร ทำไมถึงแต่งตัวเหมือนคนในศตวรรษที่แล้ว❓”
I was beginning to distinguish, in a milky light, people talking and at a slight distance, others moving around.
ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นในแสงสีขาวนวล มีคนกำลังคุยกันอยู่ และห่างออกไปเล็กน้อย มีคนอื่นๆเดินไปมา
‘And you, who are you❓ Why aren’t you normal sized❓’
“แล้วคุณล่ะ คุณเป็นใคร❓ ทำไมคุณถึงมีขนาดไม่ปกติ❓”
‘I am a normal size, Michel. On my planet we are all this size. But everything in good time, my dear friend. I hope you don’t mind me calling you that❓ If we aren’t good friends already, I am sure that we will be soon.’
“ฉันมีขนาดปกตินะ มิเชล บนดาวของฉัน พวกเราทุกคนมีขนาดเท่านี้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามเวลาของมัน เพื่อนรักของฉัน ฉันหวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไรที่ฉันเรียกคุณแบบนั้น ใช่ไหม❓และถ้าเราไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่แล้ว ฉันก็แน่ใจว่าเราจะเป็นเร็วๆนี้”
She stood there in front of me, intelligence reflected in her smiling face and goodness emanating from her entire being. It would not be possible to meet anyone with whom I could feel more at ease.
เธอยืนอยู่ตรงหน้าผม ความฉลาดสะท้อนอยู่บนใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และความดีงามแผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่างของเธอ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะพบใครสักคนที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจได้มากกว่านี้แล้ว
‘Of course, you may call me what you wish. And what is your name❓’
“แน่นอน คุณจะเรียกผมว่าอะไรก็ได้ แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ❓”
‘My name is Thao, but first, I would like you to know, once and for all, that this is not a dream. Indeed, it is something quite different. For certain reasons which will be explained to you later, you have been chosen to undertake a journey which very few Earthlings have made - particularly in recent times.
“ฉันชื่อเธาว์ แต่ก่อนอื่น ฉันอยากให้คุณรู้ไว้เลยว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน จริงๆแล้ว มันเป็นอะไรที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลบางประการซึ่งจะอธิบายให้คุณฟังในภายหลัง คุณได้รับเลือกให้เดินทางในการเดินทางที่ชาวโลกน้อยคนนักจะได้ทำ - โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน
“We are, you and I, at this moment, in a universe which is parallel to that of Earth. In order to admit you, as well as ourselves, we have made use of an ‘airlock’.”
“ตอนนี้ คุณและฉันอยู่ในจักรวาลที่คู่ขนานกับโลก เพื่อที่จะรับคุณเข้ามา รวมถึงพวกเราด้วย เราได้ใช้ ‘ช่องทางเชื่อม’”
‘At this instant, time has stopped for you, and you could remain here twenty or fifty of your Earthly years and then return as if you hadn’t left. Your physical body would remain absolutely unchanged.’
“ณ ขณะนี้ #เวลาได้หยุดนิ่งสำหรับคุณแล้ว และคุณสามารถอยู่ที่นี่ได้ยี่สิบหรือห้าสิบปีในเวลาโลกของคุณ แล้วกลับไปเหมือนไม่เคยจากมา #ร่างกายทางกายภาพของคุณจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย”
‘But what are these people doing❓’
“แต่คนพวกนี้กำลังทำอะไรกันอยู่❓”
‘They exist as well as can be expected and, as you will learn later, the population density is very low. Death only occurs by suicide or accident. Time is suspended. There are men and women, as well as some animals who are 30 000, 50 000 or even many more Earth years old.’
“พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอย่างที่คุณจะได้เรียนรู้ในภายหลัง ความหนาแน่นของประชากรที่นี่ต่ำมาก ความตายเกิดขึ้นได้จากการฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุเท่านั้น #เวลาถูกระงับไว้ พวกเขามีทั้งชายและหญิง รวมถึงสัตว์บางตัวที่มีอายุ 30,000 ปี 50,000 ปี หรือแม้แต่มากกว่านั้นในปีของโลก"
‘But why are they here and how did they come to be here❓ Where were they born❓’
“แต่ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ และพวกเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร❓ พวกเขาเกิดที่ไหน❓”
‘On Earth. . . they are all here by accident.’
“บนโลก... พวกเขาทุกคนมาอยู่ที่นี่โดยอุบัติเหตุ”
‘By accident❓ What do you mean❓’
“โดยอุบัติเหตุ❓ หมายความว่ายังไง❓”
‘It’s very simple. You have heard of the Bermuda Triangle❓’ I nodded. ‘Well, quite simply, in this spot and in others less well known, this parallel universe becomes confused with your universe so that there exists between them a natural warp.
“ง่ายมาก คุณเคยได้ยินเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาไหม❓” ผมพยักหน้า “เอาล่ะ ก็ง่ายๆ คือในจุดนั้นและในที่อื่นๆที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก จักรวาลคู่ขนานนี้สับสนปนเปกับจักรวาลของคุณ จนทำให้เกิดช่องบิดเบี้ยวตามธรรมชาติระหว่างทั้งสองจักรวาล
‘People, animals or even objects finding themselves in the immediate vicinity of a warp are literally sucked into it. Thus, you can have, for example, an entire fleet of boats disappear in several seconds. Sometimes a person, or persons, can pass back into your universe after several hours, several days or several years. More often, however, they never return.
“ผู้คน สัตว์ หรือแม้แต่วัตถุที่พบตัวเองอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับช่องบิดเบี้ยวจะถูกดูดเข้ามาในนั้นอย่างแท้จริง ดังนั้น คุณอาจจะเห็นตัวอย่างเช่น กองเรือทั้งกองหายไปในเวลาไม่กี่วินาที บางครั้งคนๆหนึ่งหรือหลายคนอาจกลับเข้าสู่จักรวาลของคุณได้หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง หลายวัน หรือหลายปี แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาไม่ได้กลับไปเลย
‘When a man does return and relates his experience, the vast majority of people don’t believe him - and if he persists, he is assumed ‘crazy’. Most of the time, such a person recounts nothing at all, realising how he will appear in the eyes of his peers. Sometimes too, he returns amnesiac, and if he recovers some memory, it is not of what happened in the parallel universe, and therefore sheds no light on the subject.
“เมื่อมีคนกลับไปและเล่าประสบการณ์ของเขา คนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อ - และถ้าเขายืนยันต่อไปก็จะถูกมองว่า ‘บ้า’ ส่วนมากแล้ว คนแบบนั้นจะไม่เล่าอะไรเลย เพราะรู้ว่าตัวเองจะดูเป็นอย่างไรในสายตาของเพื่อนๆ บางครั้งเขาก็กลับไปโดยความจำเสื่อม และถ้าเขาฟื้นความทรงจำได้บ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในจักรวาลคู่ขนาน จึงไม่ได้ช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
‘There was,’ Thao continued, ‘a typical case of this passage into a parallel universe in North America, where a young man literally vanished while going to fetch water from a well which was situated several hundred metres from his house.
About an hour later, family and friends set out in search of him and, as there had been a fresh snowfall of about 20 centimetres, it should have been quite simple - they had only to follow the footprints left by the young man. But, right in the middle of the field - the footprints stopped.
“มีกรณีที่เป็นตัวอย่างชัดเจน” เธาว์เล่าต่อ “ของการเข้าสู่จักรวาลคู่ขนานในอเมริกาเหนือ ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยขณะไปตักน้ำจากบ่อที่อยู่ห่างจากบ้านเขาหลายร้อยเมตร ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา ครอบครัวและเพื่อนๆออกตามหาเขา และเนื่องจากมีหิมะตกใหม่หนาประมาณ 20 เซนติเมตร มันน่าจะง่ายมาก - พวกเขาแค่ต้องตามรอยเท้าที่ชายหนุ่มทิ้งไว้ แต่กลางทุ่งนั้นเอง - รอยเท้าก็หายไป
‘There were no trees around, no rocks on to which he could have jumped - nothing strange or unusual - the footprints just stopped. Some people believed that he had been taken by a spacecraft, but that could not have been, as you will see later. This poor man had quite simply been sucked into the parallel universe.’
“ไม่มีต้นไม้อยู่แถวนั้น ไม่มีก้อนหินที่เขาอาจกระโดดขึ้นไปได้ - ไม่มีอะไรแปลกหรือผิดปกติ - รอยเท้าแค่หยุดลงเฉยๆ บางคนเชื่อว่าเขาถูกยานอวกาศพาไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ อย่างที่คุณจะได้เห็นในภายหลัง ชายผู้น่าสงสารคนนี้เพียงแค่ถูกดูดเข้าสู่จักรวาลคู่ขนานเท่านั้นเอง”
‘I remember’, I said, ‘I did hear of that particular case, but how do you know all about it❓’
“ผมจำได้” ผมพูด “ผมเคยได้ยินเรื่องกรณีนั้นมาก่อน แต่คุณรู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมดได้ยังไง❓”
‘You will find out later how I know,’ she replied enigmatically.
“คุณจะได้รู้ในภายหลังว่าฉันรู้ได้ยังไง” เธอตอบอย่างลึกลับ
We were interrupted by the sudden appearance of a group of people so bizarre that again, I wondered if this was all a dream. About a dozen men, accompanied by what seemed to be a woman, emerged from behind a pile of rocks a hundred metres from where we were. The sight was even stranger, since these human beings appeared to have stepped out of the pages of prehistoric records.
With the gait of gorillas, they brandished enormous clubs which modern man would not have been able to lift from the ground. These hideous creatures were coming straight for us, howling like wild beasts. I made a move to retreat, but my companion told me there was nothing to fear and that I should stay still. She put her hand on the buckle of her belt and turned so that she faced them.
เราถูกขัดจังหวะด้วยการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของกลุ่มคนที่ประหลาดมาก จนผมสงสัยอีกครั้งว่านี่เป็นความฝันหรือเปล่า ชายประมาณสิบสองคน พร้อมด้วยคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง โผล่ออกมาจากหลังกองหินที่อยู่ห่างออกไปร้อยเมตรจากที่เราอยู่ ภาพที่เห็นยิ่งประหลาดขึ้นไปอีก เพราะมนุษย์เหล่านี้ดูเหมือนก้าวออกมาจากบันทึกยุคก่อนประวัติศาสตร์
ด้วยท่าเดินแบบกอริลลา พวกเขาถือกระบองขนาดมหึมาที่มนุษย์ยุคปัจจุบันคงยกไม่ขึ้นจากพื้น สิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดน่ากลัวเหล่านี้กำลังมุ่งตรงมาที่เรา พลางส่งเสียงร้องเหมือนสัตว์ป่า ผมทำท่าจะถอยหลัง แต่เพื่อนร่วมทางของผมบอกว่าไม่มีอะไรต้องกลัวและให้ผมอยู่นิ่งๆ เธอเอามือวางที่หัวเข็มขัดและหันไปเผชิญหน้ากับพวกเขา
I heard a series of small clicks and five of the strongest looking men fell to the ground, motionless. The rest of the group stopped cleanly and began moaning. They prostrated themselves before us.
ผมได้ยินเสียงคลิกเบาๆหลายครั้ง และชายที่ดูแข็งแรงที่สุดห้าคนล้มลงกับพื้น ไม่ขยับเขยื้อน คนที่เหลือหยุดกึกและเริ่มส่งเสียงครวญคราง พวกเขาหมอบกราบลงตรงหน้าเรา
I looked again at Thao. She stood like a statue, her face set. Her eyes were fixed on those people as though she was trying to hypnotise them. I later learned that she was giving orders by telepathy to the female of the group. Suddenly, this woman got up and began, it seemed to me, to issue orders in a guttural voice to the others. They then helped remove the bodies, carrying them on their backs to the pile of rocks mentioned earlier.
ผมมองดูเธาว์อีกครั้ง เธอยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาของเธอจ้องมองคนเหล่านั้นราวกับพยายามสะกดจิตพวกเขา ภายหลังผมจึงรู้ว่าเธอกำลังส่งคำสั่งทางโทรจิตไปยังหญิงในกลุ่มนั้น ทันใดนั้น หญิงคนนี้ก็ลุกขึ้นและเริ่มออกคำสั่ง ดูเหมือนจะเป็นการออกคำสั่งด้วยเสียงที่ห้วนต่ำให้กับคนอื่นๆ จากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันขนย้ายร่างไร้ชีวิต แบกไปที่กองหินที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้
‘What are they doing❓’ I asked.
“พวกเขากำลังทำอะไร❓” ผมถาม
‘They will cover their dead with stones.’
“พวกเขาจะเอาหินกลบศพ”
‘Did you kill them❓’
“คุณฆ่าพวกเขาเหรอ❓”
‘I had to.’
“ฉันจำเป็นต้องทำ”
‘What do you mean❓ Were we really in danger❓’
“หมายความว่ายังไง❓ พวกเราตกอยู่ในอันตรายจริงๆ หรือ❓”
‘Of course we were. These are people who have been here for ten or fifteen thousand years - who knows❓ We don’t have time to establish that and besides, it is of no importance. Nevertheless, it illustrates well what I was explaining to you a few moments ago. These people passed into this universe at a certain time, and they have lived in that time ever since.’
“แน่นอน คนพวกนี้เป็นคนที่อยู่ที่นี่มา 10,000 หรืออาจจะ 15,000 ปีแล้ว - ใครจะรู้❓ เราไม่มีเวลาจะมาพิสูจน์เรื่องนั้นกันหรอกนะ และนอกจากนี้ มันก็ไม่สำคัญ อย่างไรก็ตาม มันแสดงให้เห็นชัดถึงสิ่งที่ฉันอธิบายให้คุณฟังเมื่อสักครู่ #คนพวกนี้เข้ามาในจักรวาลนี้ในช่วงเวลาหนึ่ง #และพวกเขาก็มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นมาโดยตลอด”
‘It’s frightful❗’
“นี่มันน่ากลัวมาก❗”
‘I agree. However it is part of natural, and therefore universal, law. Fur-thermore, they are dangerous because they behave more like wild beasts than human beings. Dialogue would not have been possible between them and us, just as it is not possible between them and most of the others living in this parallel universe.
For one thing, they are unable to communicate; and for another, they, less than anyone, understand what has happened to them. We were in real danger and, if I do say so, I have done them a favour just now, of liberating them.’
“ฉันเห็นด้วย #แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติ #และด้วยเหตุนั้นจึงเป็นกฎสากล นอกจากนี้ พวกเขายังอันตราย เพราะพฤติกรรมของพวกเขาเหมือนสัตว์ป่ามากกว่ามนุษย์ การพูดคุยระหว่างพวกเขากับเราเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เป็นไปไม่ได้ระหว่างพวกเขากับคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในจักรวาลคู่ขนานนี้ ประการแรก พวกเขาไม่สามารถสื่อสารได้ และประการที่สอง พวกเขายิ่งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เราตกอยู่ในอันตรายจริงๆ และถ้าจะให้พูด ฉันได้ให้ความกรุณากับพวกเขาเมื่อครู่นี้ ด้วยการปลดปล่อยพวกเขา”
‘Liberating❓’
“ปลดปล่อย❓”
‘Don’t look so shocked, Michel. You know quite well what I mean by that.
“อย่าทำหน้าตกใจแบบนั้นสิ มิเชล คุณก็รู้ดีว่าฉันหมายถึงอะไร”
‘They are liberated from their physical bodies and are now able to continue their cycle, like every living being, according to the normal process.’
“#พวกเขาได้รับการปลดปล่อยจากร่างกายทางกายภาพ #และตอนนี้ก็สามารถดำเนินวัฏจักรของพวกเขาต่อไปได้ #เหมือนสิ่งมีชีวิตทั้งหมด_ตามกระบวนการปกติ”
‘So if I understand correctly, this parallel universe is a curse - a kind of hell or purgatory❓’
“ถ้าผมเข้าใจถูกต้อง จักรวาลคู่ขนานนี้เป็นคำสาปแห่งสวรรค์ - เหมือนนรกหรือแดนชำระล้างบาปอะไรแบบนั้นหรือ❓”
‘I didn’t realise you were religious❗’
“ฉันไม่คิดว่าคุณเป็นคนเคร่งศาสนานะ❗”
‘I just make this comparison to show you that I am trying to understand,’ I replied, wondering how she could know whether or not I was religious.
“ผมแค่เปรียบเทียบเพื่อให้คุณเห็นว่าผมกำลังพยายามทำความเข้าใจ” ผมตอบ พลางสงสัยว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าผมเคร่งศาสนาหรือไม่
‘I know, Michel, I was only teasing. You were right in explaining it as a kind of purgatory but, of course, this is quite accidental. In fact, this is one of several accidents of nature. An albino is an accident, and a four-leafed clover can also be considered as an accident. Your appendix is just as much an accident. Your doctors still wonder what use it could possibly have in your body.
The answer - no use whatsoever. Now usually, in nature, everything has a precise reason for existing - that’s why I list the appendix among the natural ‘accidents’.
“ฉันรู้ มิเชล ฉันแค่แหย่คุณเล่น คุณพูดถูกที่อธิบายว่ามันเหมือนแดนชำระล้างบาป แต่แน่นอน นี่เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ จริงๆแล้ว #นี่เป็นหนึ่งในอุบัติเหตุหลายอย่างของธรรมชาติ คนเผือกก็เป็นอุบัติเหตุ และใบโคลเวอร์สี่แฉกก็อาจถือเป็นอุบัติเหตุได้เช่นกัน ไส้ติ่งของคุณก็เป็นอุบัติเหตุเหมือนกัน แพทย์ของคุณยังสงสัยอยู่เลยว่ามันมีประโยชน์อะไรในร่างกายคุณ
คำตอบคือ - ไม่มีประโยชน์อะไรเลย โดยปกติแล้ว ในธรรมชาติ ทุกสิ่งมีเหตุผลที่แน่ชัดในการดำรงอยู่ของมัน - นั่นคือเหตุผลที่ฉันจัดให้ไส้ติ่งอยู่ในกลุ่ม ‘อุบัติเหตุ’ ทางธรรมชาติ
‘People living in this universe suffer neither physically or morally. For example, if I hit you, you would feel no pain, but if the blows were strong enough, although without pain, you could still die from them. This might be difficult to comprehend, but it is so. Those existing here know nothing of what I have just explained to you, and it is fortunate because they would be tempted to commit suicide - which, even here, is not a solution.’
“#คนที่อาศัยอยู่ในจักรวาลนี้ไม่ได้ทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าฉันตีคุณ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บ แต่ถ้าการตีนั้นรุนแรงพอ แม้จะไม่มีความเจ็บปวด คุณก็อาจตายได้ เรื่องนี้อาจเข้าใจยาก แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่อยู่ที่นี่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเพิ่งอธิบายให้คุณฟัง และนั่นเป็นเรื่องดี เพราะพวกเขาอาจจะถูกล่อลวงให้ฆ่าตัวตาย - ซึ่งแม้แต่ที่นี่ ก็ไม่ใช่ทางออก”
‘What do they eat❓’
“พวกเขากินอะไร❓”
‘They don’t eat, nor do they drink, because they don’t feel the need to. Here, remember, time has stopped - those dead won’t even rot.’
“พวกเขาไม่ได้กิน และไม่ได้ดื่ม เพราะพวกเขาไม่รู้สึกว่ามันจำเป็น ที่นี่ จำไว้ว่า เวลาหยุดนิ่ง - #แม้แต่คนตายก็ไม่เน่าเปื่อย”
‘But that’s terrible❗ In all, the greatest service that one can render these people would be to kill them❗’
“แต่นั่นมันแย่มาก❗ โดยรวมแล้ว บุญคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราจะทำให้คนพวกนี้ได้ก็คือฆ่าพวกเขา❗”
‘You raise an important point there. Effectively it would be one of two solutions.’
“คุณยกประเด็นสำคัญขึ้นมานะ จริงๆแล้วมันเป็นหนึ่งในสองทางออก”
‘What is the other❓’
“แล้วอีกทางหนึ่งคืออะไร❓”
‘To send them back where they came from - but that would pose great problems. Because we are able to make use of the warp, we could return many of them to your universe, and thus liberate [1] them, but I’m sure you are aware of the enormous problems that would create for the majority of these people. Here, as I have already said, you have people, who have been here for thousands of years. What would happen if they found themselves back in the universe they left so long ago❓’
“ส่งพวกเขากลับไปยังที่ที่พวกเขาจากมา - แต่นั่นจะสร้างปัญหาใหญ่ เพราะเราสามารถใช้ช่องบิดเบี้ยวได้ เราอาจส่งพวกเขาหลายคนกลับไปยังจักรวาลของคุณ และปลดปล่อยพวกเขา แต่ฉันแน่ใจว่าคุณตระหนักได้ถึงปัญหาที่ใหญ่โตมโหฬารที่จะเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่เหล่านี้ ที่นี่ อย่างที่ฉันบอกไปแล้ว มีคนที่อยู่มาหลายพันปี อะไรจะเกิดขึ้นถ้าพวกเขาพบว่าตัวเองได้กลับไปอยู่ในจักรวาลที่พวกเขาจากมาแล้วนานแสนนาน❓”
‘They might go insane. In all, there is nothing to do.’ She smiled gently at my affirmation.
“พวกเขาอาจจะเสียสติ โดยรวมแล้ว ไม่มีอะไรที่ทำได้เลย” เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับคำยืนยันของผม
‘You are certainly the man of action we require, Michel, but beware of jumping to conclusions - you have much more to see.’
“คุณแน่นอนว่าเป็นคนลงมือทำ (ภารกิจ) ที่เราต้องการ มิเชล แต่ระวังการด่วนสรุป - ยังมีอีกมากที่คุณต้องเห็น”
She put her hand on my shoulder, having to incline forward slightly to do so. Although I didn’t know it at the time, Thao measured 290 centimetres, exceptionally tall for a human being.
เธอวางมือบนไหล่ของผม ต้องก้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อทำเช่นนั้น แม้ว่าตอนนั้นผมจะยังไม่รู้ แต่เธาว์มีความสูงถึง 290 เซนติเมตร สูงผิดปกติสำหรับมนุษย์
‘I see with my own eyes that we made the right choice in selecting you - you have an astute mind, but I cannot explain everything to you now, for two reasons.’
“ฉันเห็นกับตาตัวเองแล้วว่าเราเลือกไม่ผิดที่เลือกคุณ - คุณมีความคิดที่เฉียบคม แต่ฉันไม่สามารถอธิบายทุกอย่างให้คุณฟังตอนนี้ได้ ด้วยสองเหตุผล”
‘Namely❓’
“อะไรบ้าง❓”
‘First, it is still too soon for such an explanation. By this, I mean that you must be instructed further on certain points before proceeding beyond.’
“หนึ่ง มันยังเร็วเกินไปสำหรับคำอธิบายเช่นนั้น โดยที่ฉันหมายความว่า คุณต้องได้รับการแนะนำสั่งสอนเพิ่มเติมในบางประเด็นก่อนที่จะก้าวไปสู่ความรู้ที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของคุณ”
‘I understand - and second?’
“ผมเข้าใจ - แล้วเหตุผลที่สองล่ะ❓”
‘The second reason is that they are waiting for us. We must leave.’
“เหตุผลที่สองคือพวกเขากำลังรอเราอยู่ เราต้องไปกันแล้ว”
With a light touch, she turned me around. I followed her gaze and stared wide-eyed with surprise. About 100 metres from us was an enormous sphere, from which emanated a bluish Aura. I later learned that it measured 70 metres in diameter. The light was not steady, but shimmered, resembling a heat haze when one looks from a distance at sand heated by the summer sun.
ด้วยการสัมผัสเบาๆ เธอหมุนตัวผมกลับหลัง ผมมองตามสายตาของเธอและจ้องมองอย่างตกตะลึง ห่างจากเราไปประมาณ 100 เมตร มีทรงกลมขนาดมหึมา ที่ซึ่งแผ่รัศมีสีฟ้าออกมา ภายหลังผมจึงรู้ว่ามันมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 70 เมตร แสงนั้นไม่นิ่ง แต่ระยิบระยับ คล้ายกับภาพลวงตาจากความร้อนเมื่อมองจากระยะไกลไปยังทรายที่ถูกแดดในฤดูร้อนแผดเผา
➖➖➖(((มีต่อ)))➖➖➖

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา