8 มี.ค. เวลา 05:33 • ท่องเที่ยว

สวัสดีค่ะพี่แจ๊ค

พอรถทัวร์จอดที่ชานชลารถทัวร์ในหมอชิต เด็กหนุ่มทั้งสองจึงลงจากรถพร้อมกับสายตาที่เปล่งประกาย เมื่อเห็นตึกระฟ้าที่สูงตระหง่านและเปล่งแสงสว่างไสว ราวกับหลุดออกมาจากนิทานปรัมปราที่เคยหยิบยืมมาจากห้องสมุด
อีกสักพัก เมื่อพวกเราขึ้นรถแท็กซี่ ลุงคนขับก็เริ่มบทสนทนากับครูด้วยท่าทีเป็นมิตร ราวกับเคยรู้จักกันมาก่อน
พอเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง รถแท็กซี่ของลุงอารมณ์ดีคนนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอยโรงแรมที่เราจองไว้ตั้งแต่ต้นเดือน ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบเป็นที่สุดราวกับถูกตัดขาดจากเมืองใหญ่
ครั้นรถหยุดเคลื่อนที่ตรงหน้าบริเวณโรงแรม บรรยากาศโดยรอบชวนให้นึกถึงหนัง 'บุปผาราตรี' เลยทีเดียว เพราะสภาพของตัวอาคารเสมือนเคยผ่านสงครามโลกมาแล้วถึงสองครั้ง เมื่อเป็นเฉกเช่นนั้นจึงปลงอนิจจัง พยายามปลอบตัวเองในใจว่าข้างในน่าจะโอเคกว่านี้แหละ
หลังจากที่เดินเข้าไปในตึก ความวังเวงยิ่งทวีคูณโดยทุกย่างก้าวสะท้อนเสียงในโถงทางเดินที่มืดสลัวจนดูเหมือนว่ากำลังล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตห้วงห้าม
พอลิฟต์เปิดออก ชั้นที่จะพักอาศัยเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์มันเงียบงัน คล้ายกับว่าทั้งตึกมีเพียงพวกเราแค่สามคน
ในที่สุดเมื่อไขกุญแจเปิดเข้าห้องอย่างเรียบร้อย ห้องนั้นกลับดูโทรมกว่าที่คิด มีเตียงแค่หนึ่งเตียง แต่เรามีกันสองคน ครูพยายามปลอบว่า "นอนด้วยกันไปก่อน ถ้าอึดอัดค่อยเปิดอีกห้องนึง" ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางประมาณแปดชั่วโมง ผมจึงไม่สนใจว่ามันจะอึดอัดขนาดไหน
ตัดภาพมาตอนที่ทุกคนต่างแยกย้ายอาบน้ำ แล้วพร้อมใจกันล้มตัวลงนอน
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะเข้าฌาณ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทุกคนหยุดชะงัก แล้วส่งหน่วยกล้าตายอย่างข้าน้อยลุกไปส่องดูที่ตาแมว แต่กลับไม่เห็นใคร จึงกลับมานอนที่เดิม
แต่เสียงเคาะกลับดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากประตูระเบียง ทุกคนเริ่มหน้าซีด บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนเริ่มสวดมนต์เพื่อปลอบประโลม แล้วอีกสักพักเสียงเคาะค่อยๆ เบาลงและหายไปในที่สุด
ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งจับจ้องพวกเรากลับยังคงอยู่ตลอดเวลา ราวกับมันกำลังรอจังหวะที่จะปรากฏตัว แต่เมื่อพอมานึกในภายหลังกลับคิดว่าไม่หลอนก็คงเพ้อพรรณนาไปเอง
.
#รอติดตามตอนถัดไป
โฆษณา