#23 TOB - บทที่ 7️⃣ The Continent of Mu and Easter Island (3) :

อารยธรรมในยุครุ่งเรืองของมูและเสี้ยวประวัติศาสตร์ของแอตแลนติส
▪️ผู้แปล : คุณ♾️อุดม (แอดมิน)
‘Savanasa then, was situated on a vast plateau overlooking plains which rose, on average, no more than 30 metres above sea level. On this plateau and in the centre, an enormous pyramid was constructed. Each stone used in its construction, some weighing more than 50 tonnes, was cut precisely to within one fifth of a millimetre, using what we can call ‘ultrasonic vibratory systems’.
ซาวานาซ่าตั้งอยู่บนที่ราบสูงขนาดใหญ่ที่มองลงมายังที่ราบซึ่งสูงเฉลี่ยไม่เกิน 30 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บนที่ราบสูงนี้และตรงกลาง มีการสร้างพีระมิดขนาดมหึมา หินแต่ละก้อนที่ใช้ในการก่อสร้าง บางก้อนหนักกว่า 50 ตัน ถูกตัดอย่างแม่นยำภายในหนึ่งในห้าของมิลลิเมตร โดยใช้สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ระบบการสั่นสะเทือนอัลตราโซนิค’
This was done in the quarries of Holaton, now found on Easter Island, which was the one place on the entire continent where this special rock could be found. There was, however, another quarry at Notora, south-west of the continent.
การทำเหมืองหินนี้เกิดขึ้นที่เหมืองโฮลาตัน ซึ่งปัจจุบันพบบนเกาะอีสเตอร์ เป็นที่เดียวบนทวีปทั้งหมดที่พบหินพิเศษชนิดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม มีเหมืองอีกแห่งที่โนโทร่า ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป
‘The enormous stones were transported using anti-gravitational techniques well known to these people. (They were carried on platforms, 20 centimetres above the paved roads, and were constructed using the same principals as those of the pyramids.) Roads such as these were built all over the country, converging, like a massive spider’s web, on the capital, Savanasa.
#หินขนาดมหึมาเหล่านี้ถูกขนส่งโดยใช้เทคนิคต้านแรงโน้มถ่วง ซึ่งผู้คนเหล่านี้รู้จักกันดี (#พวกมันถูกยกสูง_20_เซนติเมตรเหนือถนนที่ปูพื้น #และถูกสร้างโดยใช้หลักการเดียวกับที่ใช้สร้างพีระมิด) ถนนแบบนี้ถูกสร้างทั่วประเทศ มารวมกันที่เมืองหลวงซาวานาซ่าเหมือนใยแมงมุมขนาดยักษ์
‘The huge stones were taken to Savanasa and put into position according to directions from the ‘master’ or chief architect on the project. When finished, the pyramid measured exactly 440.01 metres in height and its four faces were oriented precisely towards the four points of the compass.
หินขนาดใหญ่ถูกนำมาที่ซาวานาซ่าและจัดวางตามคำสั่งของ ‘มาสเตอร์’ หรือหัวหน้าสถาปนิกของโครงการ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ พีระมิดมีความสูงพอดี 440.01 เมตร และด้านทั้งสี่หันไปทางทิศหลักทั้งสี่อย่างแม่นยำ”
‘Was this intended to be the King’s palace, or his tomb❓’ Everyone wore the same indulgent smile that often appeared when I asked a question.
“นี่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังของกษัตริย์ หรือไม่ก็สุสานหรือ❓” ทุกคนมีรอยยิ้มเอ็นดูแบบเดียวกับที่มักปรากฏในตอนที่ข้าพเจ้าเป็นคนถามคำถาม
‘Nothing of the sort, Michel. This pyramid was much more important - it was a tool. An enormous tool, I admit, but a tool just the same. So, too, was the Pyramid of Cheops, in Egypt, though it was much smaller in size.’
“ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มิเชล พีระมิดนี้สำคัญกว่านั้นมาก - มันเป็นเครื่องมือ เครื่องมือขนาดมหึมา ฉันยอมรับว่ามันมีขนาดใหญ่มาก แต่ก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือ เช่นเดียวกับพีระมิดแห่งคีออปส์ในอียิปต์ แม้จะมีขนาดเล็กกว่ามากก็ตาม”
‘A tool❓ Please explain - I’m no longer with you.’ It was true I was having trouble following Thao, but I could sense one of the great mysteries was about to be revealed to me - one which had provoked so much inquiry and had been the subject of so much writing on Earth.
“เครื่องมืองั้นหรือ❓ ช่วยอธิบายหน่อย - ผมตามไม่ทันแล้ว” เป็นความจริงที่ข้าพเจ้ากำลังมีปัญหาในการตามให้ทันในสิ่งที่เธาว์พูด แต่ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าหนึ่งในความลึกลับอันยิ่งใหญ่กำลังจะถูกเปิดเผยแก่ข้าพเจ้า - หนึ่งในสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการสืบค้นมากมายและเป็นหัวข้อของงานเขียนมากมายบนโลก
‘You will have realised,’ Thao resumed, ‘that these were highly advanced people.
They possessed a profound understanding of Universal Law and used their pyramid as a ‘captor’ of cosmic rays, forces and energies, as well as terrestrial energies.
“คุณคงจะเข้าใจแล้ว” เธาว์พูดต่อ “ว่าคนเหล่านี้มีความก้าวหน้ามาก พวกเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับกฎสากลและ #ใช้พีระมิดของพวกเขาเป็น_ตัวดักจับ รังสีจักรวาล แรง และพลังงาน รวมทั้งพลังงานจากตัวดาวเคราะห์เอง
‘Inside, rooms positioned according to a precise plan, served the King and certain other great initiates, as powerful communications centres, enabling (telepathic)1 communication with other planets and other worlds in the universe.
Such communication with extra-terrestrials is no longer possible for people on Earth; but the people of Mu in those days, by natural means and by exploiting cosmic forces, were in constant communication with other beings and were even able to explore parallel universes.’
“ภายใน มีห้องต่างๆที่จัดวางตามแบบแผนที่แม่นยำ ใช้โดยกษัตริย์และผู้ประกอบพิธีผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ #เป็นศูนย์การสื่อสารที่ทรงพลัง_ทำให้สามารถสื่อสาร(ทางจิต)1 #กับดาวเคราะห์อื่นๆและโลกอื่นๆในจักรวาลได้ การสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวแบบนี้ไม่สามารถทำได้อีกต่อไปสำหรับผู้คนบนโลก แต่ผู้คนของ มูในสมัยนั้น โดยวิธีธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากพลังจักรวาล #สามารถสื่อสารกับรูปธรรมชีวิตอื่นๆได้ตลอดเวลา #และยังสามารถสำรวจจักรวาลคู่ขนานได้อีกด้วย”
(1 telepathic —addition of Editor in agreement with the Author.)
(1 โทรจิต — เพิ่มเติมโดยบรรณาธิการตามคำอนุญาตของผู้เขียน)
‘Was this the sole purpose of the pyramid❓’
“นั่นเป็นจุดประสงค์เดียวของพีระมิดหรือเปล่า❓”
‘Not quite. Its second use was to make rain. By a system of plates, made of a special alloy incorporating silver as its major component, these people were able, in a few days, to cause the accumulation of clouds above the country, and so, to have rain as they needed it.
“ไม่ซะทีเดียว #การใช้งานที่สองคือการทำให้เกิดฝน ด้วยระบบแผ่นโลหะที่ทำจากโลหะผสมพิเศษที่มีเงินเป็นส่วนประกอบหลัก คนเหล่านี้สามารถทำให้เมฆสะสมตัวเหนือประเทศได้ภายในไม่กี่วัน และทำให้มีฝนตกได้ตามที่ต้องการ
‘Thus, they were able to create, virtually, a paradise over the whole continent.
Rivers and springs never dried up, but flowed lazily across the numerous plains of a land that was essentially flat.
“ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถสร้างสรวงสวรรค์เสมือนจริงขึ้นทั่วทั้งทวีป แม่น้ำและน้ำพุไม่เคยแห้งเหือด แต่ไหลอย่างเอื่อยๆข้ามที่ราบมากมายของดินแดนที่โดยพื้นฐานแล้วราบเรียบ
‘Fruit trees were laden with fruit, bowing under the weight of oranges, mandarins or apples, according to latitude. Exotic fruits, of kinds that actually no longer exist on Earth, were harvested in abundance.
One such fruit, called the Laikoti, possessed a property that caused an excitation of brain activity, allowing whoever ate it to solve problems which would normally be beyond them. This property was not actually a drug but the fruit was, nevertheless, condemned by the sages. The Laikoti was only authorised to be planted in the gardens of the King.2
“ต้นไม้ผลก็เต็มไปด้วยผลไม้ โค้งงอภายใต้น้ำหนักของส้ม ส้มแมนดาริน หรือแอปเปิ้ล ตามละติจูด ผลไม้แปลกๆชนิดที่ไม่มีอยู่บนโลกอีกต่อไป ถูกเก็บเกี่ยวอย่างอุดมสมบูรณ์ ผลไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า ‘#ไลโคติ_มีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดการกระตุ้นกิจกรรมของสมอง #ทำให้ผู้ที่กินมันสามารถแก้ปัญหาที่โดยปกติแล้วเกินความสามารถของพวกเขาได้ #คุณสมบัตินี้ไม่ได้เป็นยาเสพติด แต่อย่างไรก็ตาม #ผลไม้นี้ถูกประณามโดยนักปราชญ์ #ไลโคติได้รับอนุญาตให้ปลูกได้เฉพาะในสวนของกษัตริย์เท่านั้น
(2 In writing this book, I feel it is interesting to emphasise the striking similarity between this prohibition from eating the Laikoti -for reasons relating to knowledge- and, in the Bible, Adam being forbidden to eat the apple on similar grounds. —Author’s comment)
(2 หมายเหตุจากผู้เขียน : ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกว่ามันน่าสนใจที่จะเน้นย้ำถึงความคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่งระหว่าง #การห้ามกินผลไลโคตินี้_ด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับความรู้- #และในพระคัมภีร์ไบเบิล_ที่อาดัมถูกห้ามกินแอปเปิ้ลด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน)
‘Man being what he is, however, the fruit was secretly planted in various places throughout the continent. Those caught with the fruit were harshly punished for they had directly disobeyed the King of Mu. In matters of religion and government, he was to be obeyed absolutely, as he was the representative of the Great Spirit.
“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมนุษย์เป็นอย่างที่เป็น ผลไม้ชนิดนี้จึงถูกปลูกอย่างลับๆในที่ต่างๆไปทั่วทวีป ผู้ที่ถูกจับได้ว่ามีผลไม้นี้จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง เพราะพวกเขาไม่เชื่อฟังกษัตริย์แห่งมูโดยตรง ในเรื่องศาสนาและการปกครอง พระองค์ต้องได้รับการเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์ เพราะพระองค์เป็นตัวแทนของพระวิญญาณสูงสุดอันยิ่งใหญ่
‘As such, the King was not one to be worshiped - he simply represented another.
“ในฐานะเช่นนั้น กษัตริย์ไม่ใช่ผู้ที่จะต้องถูกสักการะบูชา - พระองค์เพียงแค่เป็นตัวแทนของอีกผู้หนึ่งเท่านั้น
‘Those people believed in Tharoa - the God, The Spirit, the One and Only, the Creator of all things and, of course, they believed in reincarnation.
“ผู้คนเหล่านั้นเชื่อใน ธาโรอาห์★ - พระเจ้า พระวิญญาณสูงสุด หนึ่งเดียวและเป็นเอก ผู้สร้างสรรพสิ่ง และแน่นอน พวกเขาเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิด
★ข้อสังเกต :
Thaora - เธาว์ราห์–ธาโอราห์ (มหาคุรุผู้รู้แจ้ง)
Thaori - เธาว์รีย์–ธาโอรีย์ (พหูพจน์ของมหาคุรุผู้รู้แจ้ง)
Tharoa - ธาโรอาห์ (พระเจ้า)
–ผู้แปล–
‘What concerns us here, Michel, are the great events which occurred on your planet, in times long gone, so that you will be able to enlighten your people. I won’t, therefore, elaborate on my description of the continent that was home to one of the best-organised civilisations to have existed on Earth. However, you should know that, after a period of 50 000 years, the population of Mu was eighty million.
“สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราตรงนี้ มิเชล คือเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ของคุณในอดีตอันไกลโพ้น เพื่อที่คุณจะสามารถให้ความกระจ่างแก่ผู้คนของคุณได้ ฉันจะไม่ขยายความเกี่ยวกับคำอธิบายของทวีปที่เป็นที่พำนักอาศัยของหนึ่งในอารยธรรมที่มีการจัดระเบียบดีที่สุดเท่าที่เคยมีอยู่บนโลก อย่างไรก็ตาม คุณควรรู้ว่าหลังจากช่วงเวลา 50,000 ปี ประชากรของมูมีจำนวน 80 ล้านคน
‘Expeditions were undertaken regularly, to explore and research aspects of the planet. For these expeditions, they used flying ships, similar to what you call ‘flying saucers’. It was known that most of the planet was populated by black, yellow and also white races, although the latter had regressed into a primitive state due to their loss of technical understanding right at the beginning.
These white people had actually arrived on Earth in very small numbers at a time in between the arrival of the Bakaratinians and the colonising of Mu. They had settled on a continent known to you as Atlantis, but, as much for material as spiritual reasons, their civilisation failed completely.’
“มีการทำการสำรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาและวิจัยแง่มุมต่างๆของดาวเคราะห์ สำหรับการสำรวจเหล่านี้ พวกเขาใช้ยานบิน คล้ายกับสิ่งที่คุณเรียกว่า ‘จานบิน’ เป็นที่รู้กันว่าส่วนใหญ่ของดาวเคราะห์มีประชากรเป็นคนผิวดำ ผิวเหลือง และผิวขาว แม้ว่าคนผิวขาวจะถดถอยไปสู่สภาพดั้งเดิมเนื่องจากการสูญเสียความเข้าใจทางเทคนิคตั้งแต่แรกเริ่ม
#คนผิวขาวเหล่านี้มาถึงโลกในจำนวนที่น้อยมาก #ในช่วงระหว่างการมาถึงของชาวบาคาราตินีและการตั้งถิ่นฐานของมู #พวกเขาตั้งรกรากบนทวีปที่คุณรู้จักในชื่อแอตแลนติส #แต่ทั้งด้วยเหตุผลทางวัตถุและจิตวิญญาณ_อารยธรรมของพวกเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”
‘What do you mean by ‘material reasons’❓’
“ด้วย ‘เหตุผลทางวัตถุ’ หมายความว่าอย่างไร❓”
‘Natural disasters, which effectively destroyed their towns and almost all that might have allowed them to advance technologically.
“ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ซึ่งทำลายเมืองของพวกเขาและเกือบทุกสิ่งที่อาจช่วยให้พวกเขาก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้
‘I must emphasise the following point: prior to embarking on their exploratory expeditions of the planet, the inhabitants of Mu had conducted research by means of the Pyramid of Savanasa. As a result of this research, it was decided to send forth the flying ships and to colonise New Guinea and the southern Asiatic region - that is, all to the west of Mu. Simultaneously, they set up colonies in South America and Central America.
“ฉันต้องเน้นย้ำประเด็นต่อไปนี้ : ก่อนที่จะเริ่มการเดินทางสำรวจดาวเคราะห์ ชาวมูได้ทำการวิจัยโดยใช้พีระมิดแห่งซาวานาซ่า ผลจากการวิจัยนี้ ทำให้มีการตัดสินใจส่งยานบินออกไปและตั้งถิ่นฐานในนิวกินีและภูมิภาคเอเชียใต้ - นั่นคือ ทั้งหมดทางตะวันตกของมู พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ตั้งอาณานิคมในอเมริกาใต้และอเมริกากลางด้วย (ตะวันออกของทวีปมู -ผู้แปล-)
‘Most importantly, they established a colonial base, which grew into a huge town, in the area known to your archaeologists as Thiacuano1, located not far from Lake Titicaca. The Andes did not exist at the time, the mountains formed some time later, as you will soon see.
“ที่สำคัญที่สุด พวกเขาสร้างฐานอาณานิคมซึ่งเติบโตเป็นเมืองขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่นักโบราณคดีของคุณรู้จักในชื่อเธียคัวโน1 ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบติติกากา เทือกเขาแอนดีสยังไม่มีอยู่ในตอนนั้น ภูเขาก่อตัวขึ้นในเวลาต่อมา อย่างที่คุณจะได้เห็นเร็วๆนี้
(1 Alternate spelling : Tiahuanaco —Editor's note)
(1 การสะกดแบบอื่น : เตียอัวนาโก — หมายเหตุบรรณาธิการ)
‘At Thiacuano, an enormous seaport was built. In those days, North and South America were flat and eventually, a canal was constructed to link an inland sea, existing where Brazil is now, with the Pacific Ocean. This sea also had an outlet into the Atlantic Ocean, so that it was possible to pass from one ocean to the other and so, to colonise the continent of Atlantis...’
“ที่เธียคัวโน มีการสร้างท่าเรือขนาดมหึมา ในสมัยนั้น อเมริกาเหนือและใต้เป็นที่ราบ และในที่สุด มีการสร้างคลองเชื่อมทะเลในแผ่นดินที่มีอยู่ในบริเวณที่เป็นบราซิลในปัจจุบัน กับมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลนี้ยังมีทางออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้สามารถผ่านจากมหาสมุทรหนึ่งไปยังอีกมหาสมุทรหนึ่งได้ และจึงสามารถตั้งถิ่นฐานในทวีปแอตแลนติสได้...”
‘But you say they had flying ships - why wouldn’t they use them❓ If they pierced a canal, they must have intended to use boats.’
“แต่คุณบอกว่าพวกเขามียานบิน - ทำไมพวกเขาไม่ใช้มันล่ะ❓ ถ้าพวกเขาขุดคลอง พวกเขาต้องตั้งใจที่จะใช้เรือสิ”
‘They used their flying machines just as you now use aeroplanes Michel, but for very heavy loads, they used machines of anti-gravitation, exactly like the heavy vehicles are now used on Earth.
“พวกเขาใช้เครื่องบินของพวกเขาเหมือนที่คุณใช้เครื่องบินในตอนนี้ มิเชล แต่สำหรับของหนักมากๆ พวกเขาใช้เครื่องจักรต้านแรงโน้มถ่วง เหมือนกับที่ยานพาหนะหนักถูกใช้บนโลกในตอนนี้
‘So, as I said, they colonised the continent of Atlantis. Many white people from Atlantis preferred, at the time, to emigrate to the region of Northern Europe, as they didn’t accept the new government and the new religion coming from Mu. These white people set off in their sea vessels propelled by steam and wind. Indeed, the white race had discovered steam power, having passed through a period you would call ‘prehistoric’.
I must also explain that Britain was not an island, at this time as it was joined to northern Europe, and the Straits of Gibraltar didn’t exist either, as Africa reached to the south of Europe. Many white people from Atlantis emigrated to North Africa, mixing with the cross-bred black-yellow race of the area. Interbreeding created new races in North Africa, which have perpetuated themselves over thousands of years and which you know as Berbers, Tuaregs and others.
“ดังที่ฉันกล่าว พวกเขาได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานในทวีปแอตแลนติส #ซึ่งคนผิวขาวจำนวนมากจากแอตแลนติสในตอนนั้นชอบที่จะอพยพไปยังภูมิภาคยุโรปเหนือ #เพราะพวกเขาไม่ยอมรับรัฐบาลใหม่และศาสนาใหม่ที่มาจากมู คนผิวขาวเหล่านี้ออกเดินทางด้วยเรือที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำและลม จริงๆแล้วคนผิวขาวได้ค้นพบพลังงานไอน้ำ หลังจากผ่านยุคที่คุณเรียกว่า ‘ก่อนประวัติศาสตร์ (prehistoric)’
ฉันต้องอธิบายด้วยว่าบริเตน ( จักรวรรดิอังกฤษ) ไม่ได้เป็นเกาะในตอนนั้น เพราะมันเชื่อมต่อกับยุโรปเหนือ และช่องแคบยิบรอลตาร์ก็ไม่มีอยู่เช่นกัน เพราะแอฟริกาขยายไปถึงตอนใต้ของยุโรป คนผิวขาวจำนวนมากจากแอตแลนติส อพยพไปยังแอฟริกาเหนือ ผสมกับเชื้อสายผสมระหว่างคนผิวดำ-เหลืองในพื้นที่ (อาหรับ) การผสมพันธุ์สร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาเหนือ #ซึ่งสืบทอดมาหลายพันปีและที่คุณรู้จักในชื่อเบอร์เบอร์_ทัวเรกและอื่นๆ
‘We often visited Earth during those times. When we judged the time opportune, we went overtly, to visit the King of Mu and, according to his request or the information he gave us, we would visit the new colonies.
In India, for example, or in New Guinea, the people of Mu sometimes experienced great difficulties assimilating their civilisation with that already in existence. We would arrive, openly and publicly, in vessels quite like the one that brought you to Thiaoouba, although different in shape.
“พวกเราไปเยี่ยมโลกบ่อยครั้งในช่วงเวลานั้น เมื่อเราตัดสินว่าถึงเวลาที่เหมาะสม เราจะไปอย่างเปิดเผย เพื่อเยี่ยมกษัตริย์แห่งมูและตามคำขอของพระองค์หรือข้อมูลที่พระองค์ให้เรา เราจะไปเยี่ยมอาณานิคมใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น ในอินเดีย หรือในนิวกินี ชาวมูบางครั้งประสบความยากลำบากอย่างมากในการผสมผสานอารยธรรมของพวกเขากับอารยธรรมที่มีอยู่แล้ว เราจะมาถึงอย่างเปิดเผยและเป็นสาธารณะ ในยานที่คล้ายกับที่พาคุณมาที่เทียร์อูบาห์ แม้ว่าจะมีรูปร่างแตกต่างกัน
‘Our size, which has always been large and our radiant beauty, meant that we passed as gods in the eyes of people who were not greatly advanced and, in some cases, were even cannibals.
“#ขนาดของเราที่ใหญ่เสมอและความงามเปล่งประกายของเรา #ทำให้เราดูเหมือนเทพเจ้าในสายตาของผู้คนที่ไม่ได้ก้าวหน้ามากนัก และในบางกรณีแม้แต่เป็นมนุษย์กินคน
‘According to our mission, it was important that we impress as friendly gods in the eyes of the colonisers so that war could be avoided, something which they abhorred on account of their advancement, their beliefs and their religion.
“ตามภารกิจของเรา #มันสำคัญที่เราจะต้องสร้างความประทับใจในฐานะเทพเจ้าที่เป็นมิตรในสายตาของผู้ตั้งถิ่นฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่พวกเขารังเกียจเพราะความก้าวหน้า ความเชื่อ และศาสนาของพวกเขา
‘It is because of our frequent visits, during this period, that there are so many legends on Earth, describing ‘giants’ and ‘chariots of fire’ from the heavens.
“#เป็นเพราะการมาเยือนบ่อยๆของเราในช่วงนี้_ที่ทำให้มีตำนานมากมายบนโลกที่บรรยายถึง ‘ยักษ์’ และ ‘ราชรถเพลิง’ จากสวรรค์
‘We were great friends with the inhabitants of Mu and my astral entity at the time, existed in a body quite similar to the one I’m ‘wearing’ now.
“เราเป็นมิตรที่ดีกับชาวมู และกายทิพย์ของฉันในตอนนั้นอยู่ในร่างกายที่คล้ายกันกับที่ฉัน ‘มีอยู่-ส่วมใส่อยู่’ ในตอนนี้
‘Artists and sculptors gave us much consideration. They consulted the King of Mu and, with his consent, worked to immortalise us. The immense statues at Holaton1 (Easter Island) are examples of such work. They were, for the civilisation of the time, the ultimate of great art - being in size and shape, what you would describe as ‘stylised’.
“ศิลปินและประติมากรให้ความสำคัญกับเรามาก พวกเขาปรึกษากษัตริย์แห่งมูและด้วยความยินยอมของพระองค์ ทำงานเพื่อให้เราเป็นอมตะ (คงอยู่ได้ตลอดไป) รูปปั้นขนาดมหึมาที่โฮลาตัน1 (เกาะอีสเตอร์) เป็นตัวอย่างของงานเช่นนั้น สำหรับอารยธรรมในเวลานั้น มันเป็นงานศิลปะชั้นสูงสุด - ทั้งในด้านขนาดและรูปร่าง สิ่งที่คุณคงจะเรียกในสมัยนี้ว่า ‘มีสไตล์’”
(1 Holaton (Easter Island) was situated at the south-east of the Continent of Mu.
—Author’s comment)
( 1 หมายเหตุจากผู้เขียน : โฮลาตัน (เกาะอีสเตอร์) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปมู)
(12)
‘This is how a statue of me came to be sculpted. It was finished and ready to be transported on one of the enormous platforms that serviced the length and breadth of the country, terminating always in Savanasa. The Master of the time erected these statues either in the King’s gardens or along the path that led to the pyramid. Unfortunately, when the statue representing me, along with several others, was about to be transported, a cataclysm occurred which destroyed the continent of Mu.
“#นี่คือวิธีที่รูปปั้นของฉันถูกสร้างขึ้น มันเสร็จสมบูรณ์และพร้อมที่จะถูกขนส่งบนแท่นขนาดมหึมาที่ให้บริการไปทั่วประเทศ และมาลงเอยที่ซาวานาซ่าเสมอ ปรมาจารย์ช่างฝีมือในเวลานั้นตั้งรูปปั้นเหล่านี้ไว้ในสวนของกษัตริย์หรือตามเส้นทางที่นำไปสู่พีระมิด น่าเสียดายที่เมื่อรูปปั้นที่เป็นตัวแทนของฉัน พร้อมกับรูปปั้นอื่นๆอีกหลายรูป กำลังจะถูกขนส่ง มหาภัยพิบัติก็เกิดขึ้นซึ่งได้ทำลายทวีปมู
‘However, Holaton was partially spared. When I say ‘partially’, you must realise that the quarries had been ten times as extensive as the vestiges that remain today. The part that wasn’t swallowed up in the cataclysm was the area where my statue stood.
“อย่างไรก็ตาม โฮลาตันรอดพ้นมาบางส่วน เมื่อฉันพูดว่า ‘บางส่วน’ คุณต้องเข้าใจว่าเหมืองหินมีขนาดใหญ่กว่าซากที่เหลืออยู่ทุกวันนี้สิบเท่า ส่วนที่ไม่ถูกกลืนในมหาภัยพิบัติคือบริเวณที่รูปปั้นของฉันตั้งอยู่
‘My stylised image is thus preserved on Easter Island. When you told me you had dreamed of me in the form of a statue on Easter Island and I confirmed that I was, you thought I was being metaphorical, but that was only half right.
You see, Michel, certain dreams, and yours most definitely, are influenced by lacotina. This is something for which there is no corresponding word in any Earth language. It is not necessary for you to understand the phenomenon, but, under its influence, it is a true dream.’
“#ภาพแทนตัวที่มีสไตล์ของฉันจึงถูกเก็บรักษาไว้บนเกาะอีสเตอร์ เมื่อคุณบอกฉันว่าคุณฝันเห็นฉันในรูปแบบของรูปปั้นบนเกาะอีสเตอร์และฉันยืนยัน คุณคิดว่าฉันกำลังพูดในเชิงอุปมา แต่นั่นถูกเพียงครึ่งเดียว คุณเห็นไหม มิเชล ความฝันบางความฝัน และฝันของคุณแน่นอนว่าได้รับอิทธิพลจาก ‘’ลาโคตินา‘’ นี่เป็นบางสิ่งที่ไม่มีคำที่ตรงกันในภาษาใดๆบนโลก ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องเข้าใจปรากฏการณ์นี้ แต่ภายใต้อิทธิพลของมัน มันเป็นความฝันที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริง”
Thao ended her account at that point, flashing her familiar smile and adding: ‘If you have difficulty remembering all that, I will help you in good time.’
เธาว์จบเรื่องราวของเธอ ณ จุดนั้น ส่งยิ้มที่คุ้นเคยและเพิ่มเติมว่า : “ถ้าคุณมีปัญหาในการจดจำทั้งหมดนี้ ฉันจะช่วยคุณในเวลาที่เหมาะสมเอง”
With that, she rose, and we all did likewise.
ด้วยคำพูดนั้น เธอลุกขึ้น และพวกเราทุกคนก็ทำเช่นเดียวกัน
➖➖➖(((จบบทที่ 7️⃣)))➖➖➖

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา