#24 TOB - บทที่ 8️⃣ Delving into the psychosphere –

ดำดิ่งสู่ไซโคสเฟียร์ (บันทึกแห่งดาวนพเคราะห์) (1) : #เดินทางกลับโลกด้วยกายทิพย์
▪️ผู้แปล : คุณ♾️อุดม (แอดมิน)
8️⃣ Delving into the psychosphere
บทที่ 8️⃣ ดำดิ่งสู่ไซโคสเฟียร์ (บันทึกแห่งดาวนพเคราะห์)
We followed Lationusi who led us into another part of the doko - the relaxation area where one can relax completely and no external sound can penetrate. Here, Latoli and two of the ‘elders’ left us. Lationusi, Thao, Biastra and I remained.
เราตามลาติอานูซีไปยังอีกส่วนหนึ่งของโดโก - พื้นที่พักผ่อนที่คนสามารถผ่อนคลายได้อย่างสมบูรณ์และไม่มีเสียงจากภายนอกสามารถแทรกซึมเข้ามาได้ ที่นี่ ลาโตลิและ ‘ผู้อาวุโส’ สองคนแยกจากเราไป เหลือเพียงลาติอานูซี เธาว์ เบียสตรา และข้าพเจ้า
Thao explained that, because my psychic powers were not sufficiently developed and refined, and, in order to participate in an important and very special experience, I would be obliged to take a special elixir. It was a matter of ‘delving’ into the psychosphere, of the planet Earth at the time of the disappearance of Mu, that is, 14 500 years ago, she explained.
เธาว์อธิบายว่า #เนื่องจากพลังจิตของข้าพเจ้ายังไม่ได้รับการพัฒนาและขัดเกลาอย่างเพียงพอ และเพื่อที่จะมีส่วนร่วมในประสบการณ์พิเศษที่สำคัญยิ่ง ข้าพเจ้าจำเป็นต้องดื่มยาวิเศษ เธออธิบายว่าเป็นเรื่องของการ ‘ดำดิ่ง’ เข้าไปในไซโคสเฟียร์ของโลกในช่วงเวลาที่มูสูญหายไป นั่นคือเมื่อ 14,500 ปีที่แล้ว
My understanding of the term ‘psychosphere’ is as follows:
ความเข้าใจของข้าพเจ้าเกี่ยวกับคำว่า ‘ไซโคสเฟียร์’ มีดังนี้ :
Around each planet, since its creation, is a kind of psychosphere or vibratory cocoon, which turns at a speed seven times that of light. This cocoon acts as a blotter, as it were, absorbing (and remembering)1 absolutely every event occurring on the planet. The contents of this cocoon are inaccessible to us on Earth - we have no way of ‘reading the story’.
#รอบๆดาวเคราะห์ในแต่ละดวง_นับตั้งแต่การกำเนิดของมัน มีสิ่งที่เรียกว่าไซโคสเฟียร์หรือ ‘’#รังไหมแห่งการสั่นสะเทือน‘’ #ซึ่งหมุนด้วยความเร็ว_เจ็ดเท่าของแสง รังไหมนี้ทำหน้าที่เหมือนกระดาษซับ กล่าวคือ ดูดซับ (และจดจำ)¹ #เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์อย่างสมบูรณ์ เนื้อหาในรังไหมนี้เราไม่สามารถเข้าถึงได้บนโลก - เราไม่มีวิธี ‘อ่านเรื่องราว’ ในนี้ได้
(1 Addition of Editor in agreement with the Author.)
(¹ เพิ่มเติมโดยบรรณาธิการโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้เขียน)
It is well known that, in the USA, researchers and technicians are employed to develop a ‘time machine’ but, up to the present time, their efforts have been without success. The difficulty exists, according to Thao, in adapting to the vibrations of the cocoon, rather than to wavelengths.
The human being, comprising an integral part of the universe can, because of his Astral body and if he is correctly trained, draw what knowledge he seeks from within the psychosphere. Of course, great training2 is required for this.
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยและช่างเทคนิคถูกว่าจ้างให้พัฒนา ‘เครื่องย้อนเวลา’ แต่จนถึงปัจจุบัน ความพยายามของพวกเขายังไม่ประสบความสำเร็จ ตามที่เธาว์กล่าว #ความยากลำบากอยู่ที่การปรับตัวให้เข้ากับการสั่นสะเทือนของรังไหม มากกว่าความยาวคลื่น #มนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล_สามารถดึงความรู้ที่ต้องการจากภายในไซโคสเฟียร์ได้ #เนื่องจากร่างแอสตรัลของเขาและหากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง แน่นอนว่าต้องใช้การฝึกฝนอย่างมาก² สำหรับเรื่องนี้
(2 ‘great training’ - many people experience accidental contact with the psychosphere during dreams. Visions of heliographs, architecture and Nature are quite frequent. Great knowledge and practice are required to control the access to the information from the psychosphere. —Editor's note based on explanations of the Author)
(² ‘การฝึกฝนอย่างมาก’ - #หลายคนมีประสบการณ์การติดต่อกับไซโคสเฟียร์โดยบังเอิญระหว่างฝัน ภาพแบบเฮลิโอกราฟ (ภาพที่เกิดขึ้นในระหว่างฝัน) สถาปัตยกรรม และธรรมชาติจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง #ต้องใช้ความรู้และการฝึกฝนอย่างมากเพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลจากไซโคสเฟียร์ —หมายเหตุของบรรณาธิการตามคำอธิบายของผู้เขียน)
‘This elixir will allow you access to the psychosphere, Michel.’
“ยาวิเศษนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงไซโคสเฟียร์ได้ มิเชล”
All four of us made ourselves comfortable in a special bed. I was placed in the centre of a triangle formed by Thao, Biastra and Lationusi. I was handed a goblet containing a liquid, which I drank.
พวกเราทั้งสี่คนจัดท่าให้สบายบนเตียงแบบพิเศษ ข้าพเจ้าถูกจัดให้อยู่ตรงกลางของสามเหลี่ยมที่เธาว์ เบียสตรา และลาติอานูซีสร้างขึ้น ข้าพเจ้าได้รับถ้วยที่บรรจุของเหลว และข้าพเจ้าก็ดื่มมัน
Biastra and Thao then placed their fingers lightly on my hand and my solar plexus, while Lationusi put his index finger above my pineal gland. They told me to relax completely and not be afraid, regardless of what happened. We would be travelling in Astral body and I would be under their guidance and so, quite safe.
ต่อมา เบียสตราและเธาว์วางนิ้วของพวกเขาเบาๆลงบนมือและจุดศูนย์แห่งพลังชีพของข้าพเจ้า (solar plexus – จักระ 3) ในขณะที่ลาติอานูซีวางนิ้วชี้ของเขาเหนือต่อมไพเนียล (จักระ 6) ของข้าพเจ้า พวกเขาบอกให้ข้าพเจ้าผ่อนคลายอย่างเต็มที่และไม่ต้องกลัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเดินทางในร่างแอส ตรัล (กายทิพย์) และข้าพเจ้าจะอยู่ภายใต้การนำทางของพวกเขา ดังนั้นจึงปลอดภัยอย่างแน่นอน
That time is engraved on my memory forever. The longer Thao spoke to me softly and slowly, the less afraid I was.
ช่วงเวลานั้นจะถูกจารึกในความทรงจำของข้าพเจ้าตลอดไป ยิ่งเธาว์พูดกับข้าพเจ้าอย่างนุ่มนวลและอย่างช้าๆ ข้าพเจ้าก็ยิ่งกลัวน้อยลง
I must confess however, that initially, I was very frightened. Suddenly, in spite of my closed eyes, I was dazzled by the colours of the whole spectrum, which danced and shone. I could see my three companions around me, radiant with colour, but at the same time, translucent.
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าต้องสารภาพว่าในตอนแรกนั้น ข้าพเจ้ากลัวมาก แต่ทันใดนั้น แม้ว่าดวงตาของข้าพเจ้าจะปิดอยู่ ข้าพเจ้าก็รู้สึกพร่ามัวไปด้วยสีของสเปกตรัมทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งเต้นระบำและส่องแสงสว่าง ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นเพื่อนร่วมทางทั้งสามคนรอบตัวข้าพเจ้า เปล่งรัศมีด้วยสีสัน แต่ในขณะเดียวกันก็โปร่งแสง
The village slowly blurred below us.
หมู่บ้านค่อยๆพร่าเลือนลงเบื้องล่างพวกเรา
I had the bizarre impression that four silver cords attached us to our physical bodies, which were assuming the proportions of mountains.
ข้าพเจ้ามีความรู้สึกอันแปลกประหลาดว่า #มีเชือกเงินสี่เส้นเชื่อมโยงพวกเรากับร่างกายทางกายภาพ ที่ซึ่งกำลังมีขนาดใหญ่เท่าภูเขา
Suddenly, a flash of blinding white gold crossed my ‘vision’ and for some time afterwards, I neither saw nor felt anything.
ทันใดนั้น แสงวาบสีขาวทองที่เจิดจ้าก็ผ่านเข้ามาใน ‘การมองเห็น’ ของข้าพเจ้า และหลังจากนั้นสักพัก ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นหรือรู้สึกอะไรอีกเลย
A ball, brilliant like the sun but silver in colour, appeared in space and approached at an incredible speed. We hurried through, I should say, I hurried through for, at that moment, I was no longer aware of the presence of my companions.
When I had penetrated this silvery atmosphere, I could make out no more than the ‘fog’ that surrounded me. It’s impossible to say what time period was involved but, quite suddenly, the fog dissipated, revealing a rectangular room, with a low ceiling, in which two men sat cross-legged on marvellously coloured cushions.
ลูกกลมที่สว่างเหมือนดวงอาทิตย์แต่มีสีเงินปรากฏในห้วงอวกาศและเคลื่อนเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ เรารีบผ่านเข้าไป หรือควรพูดว่า ข้าพเจ้ารีบผ่านเข้าไป เพราะในขณะนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของเพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้าอีกต่อไป
เมื่อข้าพเจ้าทะลุผ่านบรรยากาศสีเงินนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถมองเห็นอะไรได้มากไปกว่า ‘หมอก’ ที่ล้อมรอบข้าพเจ้าอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่ แต่ทันใดนั้น หมอกก็สลายไป เผยให้เห็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีเพดานต่ำ ซึ่งมีชายสองคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะที่มีสีสันสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์
The walls of the room were of finely sculptured stone blocks, scenes of contemporary civilisation, with clusters of grapes which seemed transparent, fruits which I couldn’t recognise and animals too - some of which had human heads. There were also human figures with the heads of animals.
ผนังของห้องทำจากบล็อกหินที่แกะสลักอย่างประณีต มีภาพฉากของอารยธรรมร่วมสมัย พร้อมกับช่อองุ่นที่ดูเหมือนโปร่งใส ผลไม้ที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้ และสัตว์ต่างๆ - บางตัวมีหัวเป็นมนุษย์ บางตัวก็มีรูปร่างมนุษย์ที่มีหัวเป็นสัตว์
I noticed, then, that my three companions and I formed a ‘unit’ that was a gaseous mass, and yet we were able to distinguish each other.
จากนั้นข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่า #เพื่อนร่วมทางทั้งสามคนของข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้ารวมกันเป็น_หน่วย_ที่เป็นมวลก๊าซ #แต่เราก็ยังสามารถแยกแยะกันและกันได้
‘We are in the main chamber of the Pyramid of Savanasa,’ said Lationusi. It was incredible - Lationusi had not opened his mouth and yet he spoke to me in French❗ The explanation came in a flash: ‘it’s true telepathy, Michel. Ask no questions, all will unfold naturally and you will learn what you must know.’
“เราอยู่ในห้องหลักของปิรามิดแห่งซาวานาซ่า” ลาติอานูซีกล่าว มันน่าเหลือเชื่อมาก - ลาติอานูซีไม่ได้เปิดปากเลยแต่พูดกับผมเป็นภาษาฝรั่งเศส❗ คำอธิบายมาถึงในชั่วพริบตา : “นี่คือโทรจิตที่แท้จริง มิเชล อย่าถามคำถามใดๆ ทุกอย่างจะคลี่คลายไปตามธรรมชาติและคุณจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่คุณต้องรู้”
(Since my duty, in writing this book, is to report on my experiences, I must try to explain as clearly as possible that, in the state I was in at the time - my Astral body had passed into the psychosphere - the words saw, heard and felt, were not appropriate, merely useful, as sensations occur ‘spontaneously’ in a very different way from that which we normally experience - and even from that which we experience when we travel in Astral body.
Events occur rather as they do in a dream, and sometimes very slowly, other times with a disconcerting speed. Afterwards, each thing seemed self-evident and I learned later, this was because of the state I was in and because of the close supervision that my mentors exercised over me.)
(เนื่องจากหน้าที่ของข้าพเจ้าในการเขียนหนังสือเล่มนี้คือการรายงานประสบการณ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องพยายามอธิบายให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า ในสภาวะที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ในตอนนั้น - ร่างแอสตรัล (กายทิพย์) ของข้าพเจ้าได้ผ่านเข้าไปในไซโคสเฟียร์ - คำว่า เห็น ได้ยิน และรู้สึก นั้นไม่เหมาะสม เป็นเพียงคำที่มีประโยชน์ เนื่องจากความรู้สึกต่างๆเกิดขึ้น ‘โดยฉับพลัน’ ในวิธีที่แตกต่างอย่างมากจากสิ่งที่เราประสบในภาวะปกติ - และแตกต่างจากสิ่งที่เราประสบในตอนที่เราเดินทางในร่างแอสตรัล (กายทิพย์)
เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นคล้ายกับในความฝัน บางครั้งก็ช้ามาก บางครั้งก็เร็วจนน่าตกใจ หลังจากนั้น ทุกสิ่งดูเหมือนจะเข้าใจได้เอง และข้าพเจ้าได้เรียนรู้ภายหลังว่า นี่เป็นเพราะสภาวะที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่และการดูแลอย่างใกล้ชิดที่ผู้แนะนำของข้าพเจ้ามีต่อข้าพเจ้า)
Very rapidly, I saw an opening in the ceiling of the room and, right at the end, a star. I was aware that the two figures were exchanging ‘visible’ thoughts with the star. From their pineal glands, streamed threads of what looked like silvery cigarette smoke that passed through the opening in the ceiling and went to join the star in distant space.
อย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าเห็นช่องเปิดในเพดานห้องและที่ปลายสุด มีดวงดาว ข้าพเจ้ารู้ว่าร่างทั้งสองกำลังแลกเปลี่ยน ‘ความคิดที่มองเห็นได้’ กับดวงดาว #จากต่อมไพเนียลของพวกเขา_มีเส้นที่ดูเหมือนควันบุหรี่สีเงินพุ่งออกมา ผ่านช่องเปิดในเพดานและไปรวมกับดวงดาวในห้วงอวกาศที่ห่างไกล
The two figures were perfectly immobile and, around them, floated a soft golden light. I know, thanks to the constant tutelage of my companions, that these figures not only couldn’t see us, but neither could they be disturbed by us, since we were spectators in another dimension. I examined them more attentively.
ร่างทั้งสองนิ่งสนิทอย่างสมบูรณ์ และรอบๆพวกเขามีแสงสีทองอ่อนๆลอยอยู่ ข้าพเจ้ารู้ ด้วยการดูแลอย่างต่อเนื่องจากเพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้า ว่าร่างเหล่านี้ไม่เพียงแต่มองไม่เห็นพวกเราเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถถูกรบกวนโดยพวกเราได้ เนื่องจากเราเป็นผู้ชมในอีกมิติหนึ่ง ข้าพเจ้าพิจารณาพวกเขาอย่างตั้งใจมากขึ้น
One of them was an old man with long white hair falling past his shoulders. On the back of his head, he wore a skullcap of saffron-coloured fabric similar to that worn by rabbis.
คนหนึ่งเป็นชายชราที่มีผมขาวยาวตกลงมาถึงไหล่ ที่ท้ายทอยเขาสวมหมวกคลุมศีรษะทำจากผ้าสีหญ้าฝรั่นคล้ายกับที่รับไบสวม
He was dressed in a loose-fitting, yellow-gold tunic, with long sleeves, which enveloped him totally. In the position he sat, his feet were not visible but I ‘knew’ they were bare. His hands met, touching only at the fingertips and I could clearly see little bluish flashes around his fingers, bearing testimony to the immeasurable force of his concentration.
เขาสวมเสื้อคลุมหลวมๆสีเหลืองทอง แขนยาว ที่ห่อหุ้มตัวเขาทั้งหมด ในท่าที่เขานั่ง มองไม่เห็นเท้าของเขา แต่ข้าพเจ้า ‘รู้’ ว่าเขาเท้าเปล่า มือของเขาประกบกัน สัมผัสกันเพียงแค่ปลายนิ้ว และข้าพเจ้าสามารถเห็นประกายสีน้ำเงินเล็กๆรอบนิ้วมือของเขาได้อย่างชัดเจน #แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งสมาธิที่วัดไม่ได้ของเขา
The second figure seemed to be about the same age, in spite of his shiny black hair. Apart from the colour of his tunic, which was bright orange, he was dressed in the same manner as his companion. So completely motionless were they that they didn’t appear to be breathing.
ร่างที่สองดูเหมือนจะมีอายุประมาณเท่ากัน แม้ว่าจะมีผมสีดำเป็นเงางาม นอกจากสีของเสื้อคลุมที่เป็นสีส้มสด เขาแต่งกายเหมือนกับเพื่อนของเขาทุกประการ พวกเขานิ่งสนิทมากจนดูเหมือนไม่ได้หายใจ
‘They are in communication with other worlds, Michel,’ it was explained to me.
“#พวกเขากำลังติดต่อสื่อสารกับโลกอื่นๆ มิเชล” มีการอธิบายให้ผมฟัง
Suddenly, the ‘scene’ vanished, to be immediately replaced by another. A palace, in the shape of a pagoda, with roofs covered in gold, stood before us with its towers, its portals, its immense picture windows opening on to splendid gardens and its enamelled pools in which the water of fountains gushed and fell, forming rainbows under the rays of a sun at its zenith.
Hundreds of birds flitted in the branches of trees scattered throughout immense parks, adding splashes of colour to an already magical setting.
ทันใดนั้น ‘ฉาก’ ก็หายไป และถูกแทนที่ทันทีด้วยฉากอื่น พระราชวังรูปทรงเจดีย์ มีหลังคาปิดทอง ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเราพร้อมหอคอย ประตูโค้ง หน้าต่างขนาดใหญ่ที่เปิดออกสู่สวนอันงดงาม และสระน้ำเคลือบที่มีน้ำพุพุ่งขึ้นและตกลงมา สร้างรุ้งกินน้ำภายใต้แสงของดวงอาทิตย์ที่อยู่ตรงศีรษะ นกหลายร้อยตัวบินไปมาในกิ่งก้านของต้นไม้ที่กระจายอยู่ทั่วสวนขนาดมหึมา เพิ่มสีสันให้กับฉากที่ดุจดั่งมีเวทมนตร์ในตัวอยู่แล้ว
People dressed in tunics of various styles and colours strolled in groups, beneath the trees or near the pools. Some sat in meditation beneath floral bowers specially provided for their comfort and shelter. The whole scene was dominated by a structure that loomed in the distance beyond the palace - a gigantic pyramid.
ผู้คนสวมเสื้อคลุมหลากหลายแบบและสีเดินเป็นกลุ่มๆใต้ต้นไม้หรือใกล้สระน้ำ บางคนนั่งสมาธิใต้ซุ้มดอกไม้ที่จัดไว้เป็นพิเศษเพื่อความสะดวกสบายและที่พักพิงของพวกเขา ทั้งฉากถูกครอบงำด้วยโครงสร้างที่ปรากฏอยู่ไกลๆ เลยพระราชวังออกไป - ปิรามิดขนาดใหญ่โตมโหฬาร
(((มีต่อ)))

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา